สถาบันปาสเตอร์ ชี้ H5 หากระบาด ร้ายแรงกว่าโควิด-19
นักไวรัสวิทยาจากฝรั่งเศสเตือน ไวรัสไข้หวัดนก H5 ที่กำลังระบาดในสัตว์ทั่วโลก อาจกลายพันธุ์จนสามารถแพร่จากคนสู่คนได้ หากเกิดขึ้นจริงสามารถนำไปสู่การระบาดครั้งใหญ่ที่รุนแรงกว่าโควิด-19 เนื่องจากประชากรโลกไม่มีภูมิคุ้มกันต่อเชื้อชนิดนี้
เมื่อวันที่ 27 พฤศจิกายน 2568 ทางการจากสถาบันปาสเตอร์ประเทศฝรั่งเศสออกคำเตือนให้เฝ้าระวังไวรัสไข้หวัดนกที่กำลังแพร่ระบาดในนกป่า สัตว์ปีก และสัตว์เลี้ยงลูกด้วยนมในหลายภูมิภาคทั่วโลก ที่อาจกลายพันธุ์จนสามารถแพร่จากคนสู่คนได้ หากเกิดขึ้นจริงจะนำไปสู่การระบาดครั้งใหญ่ (Pandemic) ที่รุนแรงกว่าโควิด-19 ทั้งในด้านอัตราการป่วยและอัตราการเสียชีวิต
มารี แอนน์ ราแม็กซ์-เวลตี (Marie Anne Rameix-Welti) ผู้อำนวยการวิจัยเชื้อระบบทางเดินหายใจของสถาบันปาสเตอร์ ให้สัมภาษณ์กับสำนักข่าวรอยเตอร์ถึงสิ่งที่วงการแพทย์กังวล คือการที่ไวรัสไข้หวัดนกปรับตัวเข้ากับสัตว์เลี้ยงลูกด้วยนม และ “หากไวรัสสามารถแพร่เชื้อจากคนสู่คนได้ นั่นคือสถานการณ์ที่ทำให้เกิดโรคระบาดใหญ่แน่นอน” เธอกล่าว
ในช่วงหลายปีที่ผ่านมา ไข้หวัดนกสายพันธุ์ H5 ที่มีความรุนแรงสูงได้สร้างความเสียหายครั้งใหญ่ต่ออุตสาหกรรมการผลิตสัตว์ปีกทั่วโลก ทำให้ต้องทำลายสัตว์นับร้อยล้านตัว ส่งผลกระทบต่อห่วงโซ่อาหารและราคาในตลาด แม้จำนวนผู้ติดเชื้อในมนุษย์จะยังพบน้อยมาก แต่ผู้เชี่ยวชาญเตือนว่าความเสี่ยงจะเพิ่มขึ้นหากมีการปรับตัวของไวรัสในสัตว์เลี้ยงลูกด้วยนมอย่างต่อเนื่อง
ราแม็กซ์-เวลตี อธิบายว่า มนุษย์ทุกวันนี้มีแอนติบอดีต่อเชื้อไข้หวัดใหญ่ตามฤดูกาลสายพันธุ์ H1 และ H3 ซึ่งแตกต่างจาก H5 ที่กำลังแพร่ระบาดในสัตว์ปีกและสัตว์เลี้ยงลูกด้วยนม ทำให้ประชากรโลกแทบไม่มีภูมิคุ้มกันรองรับ เช่นเดียวกับตอนที่โควิด-19 ระบาดใหม่ ๆ แต่ไข้หวัดใหญ่ชนิดนี้มีลักษณะที่น่ากลัวกว่าในบางมิติ เนื่องจากเป็นกลุ่มไวรัสที่สามารถคร่าชีวิตคนที่สุขภาพแข็งแรง รวมถึงเด็กได้ ไม่ได้กระทบเฉพาะกลุ่มเสี่ยงเหมือนโควิด-19
หลายกรณีในช่วงที่ผ่านมา ส่วนใหญ่เป็นผู้ที่มีประวัติสัมผัสใกล้ชิดกับสัตว์ติดเชื้อ ปัจจุบันสายพันธุ์ H5N1 กำลังแพร่ระบาดในฟาร์มสัตว์ปีกและโคนมในสหรัฐ ขณะที่สหรัฐยังพบผู้ป่วยคนแรกของโลกที่ติดเชื้อ H5N5 ในรัฐวอชิงตันเมื่อต้นเดือนนี้ โดยผู้ป่วยรายดังกล่าวเสียชีวิตแล้วและมีโรคประจำตัวอยู่ก่อน
องค์การอนามัยโลก (WHO) รายงานว่า ตั้งแต่ปี 2003-2025 มีการติดเชื้อไข้หวัดนกในมนุษย์เกือบ 1,000 รายทั่วโลก โดยพบมากในอียิปต์ อินโดนีเซีย และเวียดนาม และมีอัตราการเสียชีวิตสูงถึง 48% ซึ่งตอกย้ำว่าเชื้อกลุ่มนี้มีความรุนแรงสูง แม้การแพร่ระบาดในมนุษย์ยังไม่แพร่กระจายแบบวงกว้าง
อย่างไรก็ตาม ผู้เชี่ยวชาญบางส่วนยังประเมินว่าความเสี่ยงต่อการเกิดโรคระบาดใหญ่ในมนุษย์ยังคงต่ำ เกรกอริโอ ตอร์เรส (Gregorio Torres) หัวหน้าฝ่ายองค์การโรคระบาดสัตว์โลก (WOAH/OIE) ให้สัมภาษณ์กับรอยเตอร์สว่า “เราต้องเตรียมพร้อมรับมือ แต่ในตอนนี้ประชาชนยังใช้ชีวิตได้ตามปกติ เดินป่า กินไก่ กินไข่ได้ ความเป็นไปได้ของการเกิดแพร่เชื้อจากคนสู่คนมีอยู่ แต่โอกาสยังค่อนข้างต่ำ”
ด้านราแม็กซ์-เวลตีมองว่า แม้สถานการณ์จะมีความเสี่ยง แต่โลกวันนี้มีความพร้อมรับมือมากกว่าสมัยก่อนโควิด-19 เพราะในระบบไข้หวัดใหญ่ “เรามีมาตรการป้องกันที่เฉพาะเจาะจงกว่า” ไม่ว่าจะเป็นวัคซีนต้นแบบที่มีการพัฒนาล่วงหน้าแล้ว เทคโนโลยีการผลิตวัคซีนที่ทำได้รวดเร็วกว่าเดิม รวมถึงคลังสำรองยาต้านไวรัสที่คาดว่าจะมีประสิทธิผลต่อเชื้อไข้หวัดนกด้วย เธอกล่าวว่า “ข้อดีของไข้หวัดเมื่อเทียบกับโควิดคือ เรามีเครื่องมือพร้อมใช้งานทันทีหากจำเป็น”