คนขับ Tesla ในสหรัฐปวดหัว อากาศหนาวจัด แบตหมดไว-ชาร์จไม่เข้า แต่ทำไมนอร์เวย์ไม่มีปัญหานี้ ?

เทสลา ชาร์จรถยนต์ไฟฟ้า อากาศหนาว
สถานีชาร์จรถยนต์ไฟฟ้าในรัฐมิชิแกน (ภาพโดย Carlos Osorio/ AP PHOTO

สหรัฐอเมริกาเริ่มประสบกับสภาพอากาศหนาวจัดสุดขั้วมาตั้งแต่สัปดาห์แรกของปี 2024 เนื่องจากพายุฤดูหนาวถล่ม ตอนนี้หลายรัฐที่พายุฤดูหนาวเคลื่อนไปถึงทีหลังยังคงถูกหิมะปกคลุมขาวโพลน 

สภาพอากาศหนาวจัดที่เกิดขึ้นนำมาซึ่งปัญหาหนึ่ง คือ แบตเตอรี่รถยนต์ไฟฟ้า (EV) หมดเร็ว และต้องใช้เวลาในการชาร์จนานกว่าปกติมาก ไปจนถึงขั้นชาร์จไม่เข้า ทำให้มีการรายงานข่าวว่า รถยนต์ไฟฟ้าจำนวนมากต้องจอดรอคิวชาร์จแบตเตอรี่ยาวเหยียดเป็นเวลานานท่ามกลางหิมะที่ตกหนัก อุณหภูมิต่ำสุดเป็นประวัติการณ์

ตามการรายงานของสื่อต่างประเทศ ผู้ใช้รถ EV ประสบปัญหาในระดับที่รุนแรงมาก-น้อยไม่เท่ากัน เจ้าของรถจำนวนหนึ่งประสบปัญหาชาร์จแบตเต็มช้า ต้องใช้เวลานานหลายชั่วโมงกว่าจะเต็ม บางรายบอกว่าถึงขั้นชาร์จแล้วไฟไม่เข้า แต่สิ่งหนึ่งที่หมือนกัน คือ ปัญหาเหล่านี้เกิดขึ้นกับรถยนต์แบรนด์เทสลา (Tesla) ซึ่งเป็นแบรนด์รถยนต์ไฟฟ้าที่ชาวอเมริกันนิยมกันที่สุด 

เมื่อเจออากาศหนาว แบตหมดเร็วแล้วยังชาร์จเต็มช้า 

เป็นข้อเท็จจริงซึ่งเป็นที่รับรู้กันอยู่แล้วพอสมควรว่า แบตเตอรี่ทุกชนิดจะทำงานได้ไม่ดี แบตเตอรี่จะหมดเร็วและชาร์จเต็มช้าเมื่อสภาพอากาศหนาวจัด แบตเตอรี่รถยนต์สันดาปและแบตเตอรี่ในโทรศัพท์มือถือก็เช่นกัน 

เหตุที่เป็นเช่นนั้นก็เพราะว่า ความเย็นส่งผลให้การทำปฏิกิริยาเคมีของแบตเตอรี่ลดลง ทำให้แบตเตอรี่มีความจุน้อยลง และสำหรับแบตเตอรี่รถยนต์ อากาศที่หนาวเย็นทำให้ต้องดึงไฟจากแบตเตอรี่เพื่อใช้ในการสตาร์ตเครื่องยนต์เพิ่มมากขึ้นด้วย จึงทำให้แบตเตอรี่หมดเร็วยิ่งขึ้นอีก

แจ็ก บรูเวอร์ (Jack Brouwer) ผู้อำนวยการสถาบันพลังงานสะอาด (Clean Energy Institute) และศาสตราจารย์ด้านวิศวกรรมเครื่องกลและการบินและอวกาศจากมหาวิทยาลัยแคลิฟอร์เนีย เออร์ไวน์ (UC, Irvine) ให้ข้อมูลว่า ความท้าทายสำหรับยานยนต์ไฟฟ้า คือ ทั้งสองขั้วของแบตเตอรี่ คือขั้วแอโนดและขั้วแคโทด จะมีปฏิกิริยาเคมีที่ชะลอตัวลงถ้าอยู่ในอุณหภูมิเย็นจัด ซึ่งส่งผลต่อทั้งการชาร์จและการคายประจุของแบตเตอรี่ 

“การจะทำให้รถยนต์ไฟฟ้าแบตเตอรี่ (BEV) ทำงานในสภาพอากาศที่เย็นจัดเป็นเรื่องยากมาก” ศาสตราจารย์บรูเวอร์กล่าว และบอกว่า “คุณไม่สามารถชาร์จแบตเตอรี่ได้เร็วหรือคายประจุแบตเตอรี่ได้เร็วหากอากาศเย็น ไม่มีวิธีที่จับต้องได้ในการเดินทาง [โดยรถยนต์ไฟฟ้าในสภาพอากาศหนาว]” 

รถยนต์ไฟฟ้าสูญเสียระยะทางที่สามารถวิ่งได้ 

เมื่อกลไกปฏิกิริยาเคมีเป็นเช่นนั้น รถยนต์ไฟฟ้าจึงสูญเสียระยะทางที่สามารถวิ่งได้ต่อการชาร์จแบตเตอรี่เต็มความจุ 1 ครั้ง ยิ่งอุณหภูมิต่ำมาก รถก็ยิ่งสูญเสียระยะการวิ่งไปมาก แต่ทั้งนี้ รถรุ่นไหนจะสูญเสียระยะทางที่สามารถวิ่งได้ไปมากแค่ไหน ก็ขึ้นอยู่กับสเป๊กของรถและแบตเตอรี่ของรถแต่ละรุ่น 

มีข้อมูลจากการทดสอบเมื่อปี 2019 โดยสมาคมรถยนต์แห่งอเมริกา (American Automobile Association : AAA) ที่ทดสอบระยะทางที่รถสามารถวิ่งได้ต่อการชาร์จแบตเตอรี่เต็มความจุ 1 ครั้งในสภาพอากาศหนาวเย็นปกติที่อุณหภูมิ 20 องศาฟาเรนไฮต์ หรือ -6.67 องศาเซลเซียส 

การทดสอบในเงื่อนไขที่ไม่เปิดใช้งานระบบปรับสภาพอากาศ (HVAC) พบว่า รถยนต์รุ่นที่สูญเสียระยะทางที่สามารถวิ่งได้มากที่สุด คือ BMW i3S ที่สูญเสีย 20.43% ส่วนรุ่นที่สูญเสียระยะทางน้อยที่สุดคือ Volkswagen 3-golf ที่สูญเสีย 6.86% ส่วน Tesla Model S 75D สูญเสียระยะทาง 11.3% 

ส่วนการทดสอบในเงื่อนไขที่เปิดใช้งาน HVAC จะทำให้สูญเสียระยะทางที่สามารถวิ่งได้มากขึ้นอีก โดย BMW i3S ที่สูญเสียระยะทางที่สามารถวิ่งมากที่สุดสูญเสียไปถึง 50.3% ขณะที่ Volkswagen 3-golf สูญเสียน้อยสุดที่ 36.10% ส่วน Tesla Model S 75D สูญเสีย 38.1% 

เทสลา ชาร์จรถยนต์ไฟฟ้า อากาศหนาว
สถานีชาร์จรถยนต์ไฟฟ้าในรัฐมิชิแกน (ภาพโดย Carlos Osorio/ AP PHOTO

Tesla มีปัญหาแบรนด์เดียว ? 

เป็นที่น่าสังเกตและหลายคนอาจจะสงสัยว่า แล้วเหตุใดรถยนต์ไฟฟ้าที่ถูกรายงานข่าวว่าประสบปัญหาจากสภาพอากาศหนาวจัดในสหรัฐอเมริการอบนี้จึงมีแต่รถยนต์แบรนด์เทสลา ? 

คำตอบคือ เทสลาไม่ได้มีปัญหาแบรนด์เดียว รถยนต์ไฟฟ้าจากแบรนด์อื่นก็ประสบปัญหา และมีรายงานข่าวให้เห็นอยู่บ้างเล็กน้อย อย่างเช่น Chevrolet Bolt EV รถยนต์ไฟฟ้าจากแบรนด์เชฟโรเลต 

แต่เนื่องจากเกินครึ่งหนึ่ง (51%) ของรถยนต์ไฟฟ้าที่มีการใช้งานอยู่ในสหรัฐเป็นรถยนต์ไฟฟ้าแบรนด์เทสลา ขณะที่แบรนด์อื่น ๆ ครองส่วนแบ่งตลาดอยู่เพียงตัวเลขหลักเดียว ดังนั้น ในเชิงสถิติ จึงเป็นธรรมดาที่พบปัญหาในรถยนต์เทสลามากกว่าแบรนด์อื่นหลายเท่า 

แล้วทำไมในนอร์เวย์และแถบสแกนดิเนเวียไม่มีปัญหา 

อีกคำถามที่น่าสนใจ คือ แล้วทำไมในประเทศนอร์เวย์ ซึ่งเป็นประเทศที่มีสัดส่วนการใช้รถยนต์ไฟฟ้าสูงที่สุดในโลก และอยู่ในสภาพอากาศหนาวมากกว่าสหรัฐจึงไม่มีปัญหาการชาร์จ รวมถึงประเทศอื่น ๆ ในแถบสแกนดิเนเวียอย่าง สวีเดน ไอซ์แลนด์ ฟินแลนด์ และเดนมาร์ก ซึ่งทั้งหนาวและใช้รถยนต์ไฟฟ้าในสัดส่วนสูงก็ไม่มีปัญหาเช่นกัน 

ลาร์ส ก็อดโบลต์ (Lars Godbolt) ที่ปรึกษาของสมาคมยานยนต์ไฟฟ้าแห่งนอร์เวย์ (Norwegian Electric Vehicle Association) ซึ่งเป็นตัวแทนของเจ้าของผู้ใช้รถยนต์ไฟฟ้ามากกว่า 120,000 รายในนอร์เวย์อธิบายว่า สถานีชาร์จในนอร์เวย์จะเห็นแถวรอคิวยาวในช่วงฤดูหนาวมากกว่าฤดูร้อนเช่นกันกับที่อื่น เนื่องจากในสภาพอากาศที่หนาวเย็นขึ้นรถยนต์จะชาร์จได้ช้ากว่า แต่ปัญหานี้ลดน้อยลงในช่วงไม่กี่ปีที่ผ่านมา เนื่องจากนอร์เวย์ได้สร้างจุดชาร์จเพิ่มมากขึ้น นอกจากนี้ คนส่วนใหญ่ในนอร์เวย์อาศัยอยู่ในบ้านเดี่ยว ไม่ใช่อพาร์ตเมนต์ และเกือบ 90 เปอร์เซ็นต์ของเจ้าของรถยนต์ไฟฟ้ามีสถานีชาร์จของตัวเองที่บ้าน ดังนั้น ความต้องการชาร์จรถยนต์ที่สถานีชาร์จจึงมีไม่มาก 

อีกปัจจัยที่เขาบอก คือ ในประเทศนอร์เวย์ ซึ่งกว่า 1 ใน 4 ของรถยนต์ในประเทศเป็นรถยนต์ไฟฟ้า ผู้ขับขี่รถยนต์ไฟฟ้าคุ้นเคยกับการเตรียมการต่าง ๆ เพื่อรับมือกับอากาศหนาวแล้ว เช่น การอุ่นรถก่อนขับเพื่อเพิ่มประสิทธิภาพของรถแม้ในสภาพอากาศหนาวเย็น 

ก็อดโบลต์บอกอีกว่า สภาพอากาศหนาวเย็นมีแนวโน้มที่จะเป็นปัญหาน้อยลง เนื่องจากบริษัทรถยนต์ไฟฟ้าต่างก็ได้พัฒนาขีดความสามารถของรถยนต์ไฟฟ้าโมเดลใหม่ ๆ ให้มีประสิทธิภาพมากขึ้นเมื่ออยู่ในสภาพอากาศที่หนาวเย็น 

“ความท้าทายใหม่ ๆ เหล่านี้เกิดขึ้น และอุตสาหกรรมก็คิดค้นวิธีแก้ปัญหาได้ยังไม่ครบทั้งหมด แต่อย่างน้อยก็สามารถแก้ปัญหาเหล่านี้ได้บางส่วน” ที่ปรึกษาสมาคมยานยนต์ไฟฟ้าแห่งนอร์เวย์กล่าว 

อ้างอิง : 

…………………………


อ่านเนื้อหาอื่น ๆ ที่เกี่ยวข้อง