Skip to content

รู้จัก October surprise พลิกผลเลือกตั้งประธานาธิบดีสหรัฐ

04 ต.ค. 2567 | 17:14น.
รู้จัก October surprise พลิกผลเลือกตั้งประธานาธิบดีสหรัฐ

October surprise หรือเซอร์ไพรส์เดือนตุลาคม เป็นคำศัพท์ทางการเมืองของสหรัฐ ซึ่งบอกถึงช่วงเวลาหนึ่งเดือนก่อนวันเลือกตั้งประธานาธิบดีในเดือนพฤศจิกายนที่อาจเกิดเหตุการณ์ที่ไม่คาดคิด หรือปรากฏการณ์ในช่วงนาทีสุดท้ายที่ชี้ชะตาผลการเลือกตั้งได้เลย อาจเกิดจากการวางแผนหรือไม่ได้วางแผนมาก่อนก็ได้ 

เริ่มเดือนตุลาคมกำลังมีเรื่องให้เซอร์ไพรส์มากขึ้น แต่คำถามคือ เหตุการณ์ร้ายแรงทั้งในบ้านและนอกบ้านสามารถขัดขวางเป้าหมายในการคว้าเก้าอี้ทำเนียบขาวของโดนัลด์ ทรัมป์ ตัวแทนพรรครีพับลิกัน หรือคู่แข่งอย่างคามาลา แฮร์ริส ตัวแทนพรรคเดโมแครตได้หรือไม่ จากเดิมที่ก็เผชิญประเด็นใหญ่ ๆ กันอยู่ก่อนแล้ว 

สตีเฟน คอนลินสัน (Stephen Collinson) ผู้สื่อข่าวการเมืองอาวุโส ซีเอ็นเอ็น (CNN) วิเคราะห์และได้ระบุเหตุการณ์ใหญ่ ๆ ที่เข้าข่าย “เซอร์ไพรส์เดือนตุลาคม” ได้แก่ เหตุการณ์ในตะวันออกกลางที่กำลังลุกลาม การประท้วงหยุดงานของสหภาพแรงงานท่าเรือที่มีสมาชิกเกือบ 50,000 คน ส่งผลให้ท่าเรือที่รับผิดชอบการขนสินค้าทางทะเลครึ่งหนึ่งของสหรัฐต้องหยุดชะงักงัน การรับมือเฮอริเคนเฮเลน และอัยการพิเศษยื่นคำฟ้องใหม่ในคดีแทรกแซงการเลือกตั้งปี 2020 ของทรัมป์

ในแต่ละสถานการณ์เน้นถึงจุดอ่อนที่อาจเกิดขึ้นต่อแคนดิเดตทั้งสองคน แฮร์ริสต้องเผชิญ 3 บททดสอบ ได้แก่ ผลกระทบทางเศรษฐกิจ การเมือง และมนุษยธรรมหากฝ่ายรัฐบาลไบเดนบริหารผิดพลาด 

สหรัฐเผชิญความเป็นไปได้อย่างยิ่งของการถูกลากเข้าไปสู่สถานการณ์ความขัดแย้งในตะวันออกกลางที่กำลังลุกเป็นไฟ สงครามระหว่างอิหร่านและอิสราเอลที่น่าหวาดกลัวมานานอาจบีบให้สหรัฐสู้รบกับรัฐบาลอิหร่าน หลังจากอิสราเอลและอิหร่านรบผ่านตัวแทนมานานกว่า 40 ปี ทำให้ชาวอเมริกันตกอยู่ในอันตราย อีกทั้งวิกฤตพลังงานใด ๆ ที่ตามมาอาจส่งผลให้ราคาน้ำมันพุ่งสูงขึ้นและทำลายความน่าเชื่อถือทางเศรษฐกิจของแฮร์ริส

ความตึงเครียดที่เลวร้ายลงยังมีมิติทางการเมืองที่สำคัญอีกด้วย ทรัมป์และพันธมิตรกำลังยุยงให้เนทันยาฮูทำตาม ทั้งเพราะการผสานความร่วมมือทางอุดมการณ์เดียวกันกับรัฐบาลฝ่ายขวาจัดของเนทันยาฮู และบางทีอาจเป็นเพราะความรู้สึกถึงวิกฤตที่เพิ่มมากขึ้นอาจไปเพิ่มความหวังของทรัมป์ที่จะชนะการเลือกตั้งเป็นสมัยที่สองติดต่อกัน นอกจากนี้ การเคลื่อนไหวทางทหารของอิสราเอล ซึ่งส่งผลให้พลเรือนเสียชีวิตหลายพันคนในฉนวนกาซาและเลบานอน ยังเป็นภัยคุกคามที่จะขยายความแตกแยกในพรรคเดโมแครตด้วย เนื่องจากแฮร์ริสและไบเดนไม่สามารถยับยั้งเนทันยาฮูได้

ทรัมป์ชี้ให้ผู้มีสิทธิเลือกตั้งเห็นภาพว่า สมัยตนเป็นประธานาธิบดี ไม่มีสงครามในยุโรปหรือแม้แต่ความขัดแย้งครั้งรุนแรงในตะวันออกกลาง ซึ่งกิเดียน ราชมัน (Gideon Rachman) หัวหน้าคอลัมนิสต์ข่าวต่างประเทศจากไฟแนลเชียลไทม์  (Financial Times) มองว่า ดังนี้แล้วเหตุการณ์ในตะวันออกกลางทำให้ทรัมป์ได้ประโยชน์มากกว่า เมื่อเทียบกับแฮร์ริส

มองดูโลกในปัจจุบัน-มองดูขีปนาวุธที่กำลังบินอยู่ในตะวันออกกลางในขณะนี้ มองดูสิ่งที่เกิดขึ้นกับรัสเซีย/ยูเครน มองดูเงินเฟ้อที่ทำลายโลก ทั้งหมดนี้ไม่ได้เกิดขึ้นในช่วงที่ผมดำรงตำแหน่งประธานาธิบดี!” ทรัมป์โพสต์ในทรูธ โซเชียล(Truth Social) เมื่อวันที่ 1 ตุลาคม

การประท้วงหยุดงานของของคนงานท่าเรือที่อาจสามารถสร้างความเสียหายแก่ผู้บริโภคที่กังวลปัญหาเงินเฟ้ออยู่แล้ว กล่าวคือ การหยุดงานในท่าเรือกำลังดึงฝ่ายรัฐบาลไบเดนให้อยู่ระหว่างการสนับสนุนสหภาพแรงงานและความจำเป็นในการป้องกันไม่ให้ซูเปอร์มาร์เก็ตขาดแคลนสินค้าและราคาสิ่งของอุปโภคบริโภคพุ่งสูงขึ้น แม้ในขณะนี้นับว่าสถานการณ์ผ่อนคลายลงแล้ว หัวหน้าสหภาพแรงงานตกลงหยุดการประท้วงหยุดงานไว้ชั่วคราวในระหว่างที่ก็เจรจาต่อรองค่าจ้างและผลประโยชน์อื่นๆไปด้วย

ขณะเดียวกัน พายุเฮเลนถือเป็นเฮอริเคนที่รุนแรงเป็นอันดับ 2 ที่พัดถล่มแผ่นดินใหญ่ของสหรัฐในรอบ 50 ปีที่ผ่านมา รองจากเฮอริเคนแคทรีนาในปี 2005 ซึ่งอย่างหลังกลายมาเป็นสัญลักษณ์ที่แสดงให้เห็นถึงการจัดการภัยพิบัติทางธรรมชาติที่ผิดพลาด ซึ่งสามารถก่อให้เกิดหายนะทางการเมืองได้  โดยที่ขณะนี้เฮอริเคนเฮลีนทำให้มีผู้เสียชีวิตแล้วอย่างน้อย 189 รายและอีกจำนวนมากยังสูญหาย

ทรัมป์ถูกโจมตี โดยการที่แจ็ก สมิธ อัยการพิเศษยื่นคำฟ้องใหม่ในเอกสาร 165 หน้า ซึ่งให้ภาพที่สมบูรณ์ยิ่งขึ้นของคดีแทรกแซงการเลือกตั้งปี 2020  แม้อดีตประธานาธิบดีให้การปฏิเสธข้อกล่าวหา แต่การเปิดเผยหลักฐานใหม่เกิดขึ้นเมื่อวันที่ 3 ตุลาคม ในช่วงท้ายของการหาเสียงจึงยิ่งไปขับเน้นความพยายามของทรัมป์ที่จะล้มผลการเลือกตั้ง ตามข้อกล่าวอ้างบางส่วนที่พรรคเดโมแครบอกว่า ทรัมป์เป็นภัยคุกคามต่อการดำรงอยู่ของประชาธิปไตยอเมริกา อาจทำให้ผู้มีสิทธิเลือกตั้งจำนวนหนึ่งตั้งคำถามอีกครั้งถึงความเหมาะสมของเขาที่จะดำรงตำแหน่งประธานาธิบดี

นั่นหมายความว่าการรับมือกับวิกฤตที่เกิดขึ้นได้อย่างมีประสิทธิภาพอาจมีความสำคัญยิ่งขึ้น

จุดกำเนิดสมัยนิกสันทำสงครามเวียดนาม

เว็บไซต์ฟรานซ์ 24 (France24) ให้ข้อมูลประวัติคำศัพท์นี้ที่มีอายุเก่าแก่กว่า 50 ปี ไว้ว่า ในวันที่ 26 ตุลาคม 1972 เหลือเวลาไม่กี่วันก่อนที่ชาวอเมริกันจะโหวต ในครั้งนั้นเฮนรี่ คิสซิงเจอร์ ที่ปรึกษาความมั่นคงของประธานาธิบดีริชาร์ด นิกสัน ประกาศอย่างกะทันหันว่าสันติภาพ “ใกล้เข้ามาแล้ว” ในความพยายามทำสงครามเวียดนามของสหรัฐที่ทั้งมีค่าใช้จ่ายสูงและเป็นประเด็นถกเถียงกันมากทำให้ชาวอเมริกันเกิดความหวังว่าจะเกิดสันติภาพขึ้นอย่างกะทันหัน ส่งผลให้นิกสันชนะอย่างง่ายดาย นิกสันได้รับคะแนนเสียงจากประชาชนทั่วประเทศถล่มทลาย โดยเอาชนะคู่แข่งด้วยคะแนนเสียง 18 ล้านเสียง

เหตุการณ์นี้จึงถือกันโดยทั่วไปว่าเป็น “เซอร์ไพรส์เดือนตุลาคม” และนับเป็นครั้งแรกในการเมืองสหรัฐ โดยเริ่มมีการเรียกเหตุการณ์นี้ว่า ความประหลาดใจในเดือนตุลาคมทั้งจากสื่อและนักการเมืองสหรัฐ ในช่วงต้นทศวรรษ 1980