ถอดถอน “โดนัลด์ ทรัมป์” ความเสี่ยงใหญ่ปี 2019

คอลัมน์ ชีพจรเศรษฐกิจ

โดย นงนุช สิงหเดชะ

นอกจากปัญหาเดิมที่ยืดเยื้อ ทั้งปัญหาสงครามการค้าระหว่างจีนและสหรัฐ รวมทั้งการขึ้นดอกเบี้ยของธนาคารกลางสหรัฐ (เฟด) จนทำให้บรรยากาศการลงทุนและธุรกิจทั้งในอเมริกาและทั่วโลกเต็มไปด้วยความเสี่ยงและไม่แน่นอนตลอดปี 2018 แล้ว ยังมีปัญหาใหญ่ประการหนึ่งที่นักลงทุนส่วนใหญ่อาจมองข้ามนั่นก็คือ “ความเป็นไปได้” ที่จะมีการถอดถอนโดนัลด์ ทรัมป์ ออกจากตำแหน่งประธานาธิบดี

ความเป็นไปได้ที่จะมีการถอดถอนทรัมป์เริ่มสูงขึ้น หลังจากพรรคเดโมแครตชนะเลือกตั้ง ส.ส.ในการเลือกตั้งกลางเทอมเมื่อปลายปีที่แล้ว ทำให้เดโมแครตซึ่งเป็นฝ่ายค้านเป็นฝ่ายครองเสียงข้างมากในสภาผู้แทนราษฎรเป็นครั้งแรกในรอบ 8 ปี อันหมายความว่ารัฐสภาสหรัฐในขณะนี้มีการตรึงอำนาจกันระหว่างฝ่ายรัฐบาลและฝ่ายค้าน


ตามรัฐธรรมนูญสภาผู้แทนราษฎรมีอำนาจในการดำเนินกระบวนการถอดถอนประธานาธิบดี หากเห็นว่าผู้นำคนนั้นทำความผิดเข้าข่ายที่จะต้องถูกถอดถอน ซึ่งต้องรอดูว่าหลังจากเดโมแครตเข้ายึดอำนาจในสภาผู้แทนฯในวันที่ 3 มกราคมอย่างเป็นทางการแล้ว จะลงมือถอดถอนทรัมป์หรือไม่ โดยคาดว่าข้อกล่าวหาที่จะนำมาใช้ในการปลดคือ กรณีที่ทรัมป์ใช้เงินเพื่อปิดปากผู้หญิงหลายคน รวมทั้งข้อหาขัดขวางกระบวนการยุติธรรมอันเนื่องมาจากการสืบสวนคดีรัสเซียแทรกแซงการเลือกตั้งสหรัฐเมื่อปลายปี 2559

สตีฟ โอคุน ที่ปรึกษาอาวุโสด้านภูมิรัฐศาสตร์บริษัทแมคลาร์ตี แอสโซซิเอตส์ในอเมริการะบุว่า เดโมแครตอาจทำอย่างใดอย่างหนึ่งเพื่อให้มีการถอดถอนทรัมป์ แต่ไม่ว่าจะมีการถอดถอนเกิดขึ้นหรือไม่ ก็มีแนวโน้มว่าเรื่องนี้จะเป็นประเด็นที่ถกเถียงกันมากในการเมืองสหรัฐ และทำให้รัฐบาลเป็นง่อยไม่สามารถทำสิ่งต่าง ๆ ให้ลุล่วง เพราะประธานาธิบดีจะไม่มีสมาธิในการทำอย่างอื่น นอกจากวุ่นอยู่กับปัญหาส่วนตัวดังกล่าว สภาพเช่นนี้เป็นความเสี่ยงใหญ่ของภาคธุรกิจในปีนี้

โอคุนชี้ว่า ที่ผ่านมาการเมืองสหรัฐทำให้ภาคธุรกิจวิตกกังวลมากอยู่แล้วจากนโยบายการค้า อย่างเช่น การนำสหรัฐถอนตัวจากความตกลงหุ้นส่วนยุทธศาสตร์เศรษฐกิจเอเชีย-แปซิฟิก (ทีพีพี) ซึ่งทำให้บริษัทอเมริกันเสียเปรียบคู่แข่ง นอกจากนี้ การที่ประธานาธิบดีสหรัฐมุ่งไปที่ปัญหาผู้อพยพแทนเรื่องเศรษฐกิจ เห็นได้จากการที่ยืนกรานจะได้งบประมาณก่อสร้างกำแพงกั้นชายแดนเม็กซิโก ทำให้งบประมาณไม่ผ่านสภา จนทำให้ต้องปิดหน่วยงานราชการบางส่วน ก็จะยิ่งทำให้สิ่งต่าง ๆ เลวร้ายลงไปอีก

“เมื่อเทียบกันแล้วคิดว่าสถานการณ์ของปี 2019 จะทำให้ปี 2018 เป็นปีที่เชื่องไปเลย ผมไม่เคยเห็นภาคธุรกิจสหรัฐวิตกกังวลอย่างนี้มาก่อน”

สำหรับผลการสอบสวนคดีรัสเซียแทรกแซงการเลือกตั้ง ที่มีนายโรเบิร์ต มุลเลอร์ ที่ปรึกษาพิเศษกระทรวงยุติธรรม และอดีตผู้อำนวยการเอฟบีไอ เป็นหัวหน้าทีมนั้นใกล้จะเสร็จสิ้นแล้ว คาดว่าจะเสนอผลสอบสวนไปยังอัยการสูงสุดกลางเดือนกุมภาพันธ์นี้ ซึ่งที่ผ่านมาทรัมป์มีความพยายามจะปลดมุลเลอร์ ทำให้สมาชิกพรรครีพับลิกันและเดโมแครตออกมาเตือนว่าอย่าคิดแทรกแซงการทำงานของมุลเลอร์เป็นอันขาด

อย่างไรก็ตามการถอดถอนประธานาธิบดีก็ไม่ง่ายนัก ถึงแม้เดโมแครตจะมีมติว่าให้ถอดถอนแต่ก็ต้องส่งเรื่องไปให้วุฒิสภาว่าจะลงโทษตามข้อกล่าวหาหรือไม่ ซึ่งปัจจุบันพรรครีพับลิกันครองเสียงข้างมากในวุฒิสภา และต้องใช้เสียง 2 ใน 3 ของวุฒิสภาเพื่อลงมติ

ประเด็นถอดถอนถูกพูดหนาหูในเดือนธันวาคมปีที่แล้ว หลังจากนายไมเคิล โคเฮน อดีตทนายความของทรัมป์รับสารภาพต่อศาลว่า ได้กระทำอาชญากรรมหลายอย่างเพื่อปกปิดเรื่องสกปรกของทรัมป์ เช่น การจ่ายเงินปิดปากผู้หญิงที่หลายคนที่ขู่ว่าจะเปิดโปงสัมพันธ์สวาทกับทรัมป์ก่อนการเลือกตั้งเมื่อปลายปี 2559 ซึ่งถือว่าเป็นการใช้เงินอย่างผิดกฎหมายเพื่อให้มีผลต่อการเลือกตั้ง รวมทั้งให้การเท็จต่อสภาคองเกรส

 

ไม่พลาดข่าวสารเศรษฐกิจ เจาะลึกทุกประเด็นทั้งภาครัฐ-เอกชน เพิ่มเราเป็นเพื่อนที่ Line ได้เลย พิมพ์ @prachachat หรือ คลิกลิงก์ https://line.me/R/ti/p/@prachachat

หรือจะสแกน QR Code ในรูป เราพร้อมเสิร์ฟข่าวเศรษฐกิจ-ธุรกิจถึงมือผู้อ่านทันที!

Previous articleสภาอุตฯต้านแผน PDP ใหม่หวั่นทำค่าไฟพุ่ง
Next articleเถ้าแก่น้อยเทคโนโลยี เปิดโลกนวัตกรรมออกแบบอนาคต