ถอดรหัสนโยบายการค้า ‘ทรัมป์’ บนความ ‘ย้อนแย้ง’ ในตัวเอง
คอลัมน์ : ชีพจรเศรษฐกิจโลก ผู้เขียน : ไพรัตน์ พงศ์พานิชย์
กล่าวกันว่าการกำหนดนโยบายใด ๆ เพื่อบังคับใช้ในประเทศหนึ่ง ๆ เป็นทั้งศาสตร์และศิลป์ เนื่องจากมีนโยบายน้อยมากที่สมบูรณ์แบบ โดยปราศจากต้นทุน ไม่มีผลกระทบเชิงลบใด ๆ เกิดขึ้นตามมา ดังนั้น สุดท้ายแล้วในกระบวนการกำหนดนโยบาย จึงมักกลายเป็นการปรับเปลี่ยนและบริหารจัดการ เพื่อให้แน่ใจว่า เป้าหมายที่ต้องการบรรลุถึงของนโยบายต่าง ๆ สามารถเชื่อมโยงกันได้ ไม่ขัดแย้งกัน หรือการบรรลุวัตถุประสงค์หนึ่ง กลายเป็นการทำให้ การบรรลุเป้าหมายอื่น ๆ ยากขึ้น หรือเป็นไปไม่ได้ที่จะบรรลุ
นักวิชาการด้านเศรษฐศาสตร์ชี้ว่า นโยบายการค้าของประธานาธิบดี “โดนัลด์ ทรัมป์” เต็มไปด้วยความขัดแย้งซึ่งกันและกันอยู่ในตัวนโยบายเองเยอะมาก โดยเฉพาะเป้าหมายหลักสำคัญที่ทรัมป์ เคยประกาศเอาไว้ว่า นโยบายการค้าใหม่ที่ใช้อัตราภาษีศุลกากรเป็นเครื่องมือหลัก ต้องการบรรลุ ก็คือ การสร้างรายได้มหาศาลให้กับประเทศโดยการเรียกเก็บภาษีนำเข้า, การลดการขาดดุลการค้าและการฟื้นฟูอุตสาหกรรมการผลิตในประเทศขึ้นมาใหม่อีกครั้ง
ในระยะยาว หากทรัมป์ประสบความสำเร็จในการฟื้นฟูอุตสาหกรรมให้กับเศรษฐกิจของสหรัฐอเมริกา ก็หมายความว่า อเมริกาจำต้องนำเข้าสินค้าน้อยลง เพราะผลิตได้เองมากขึ้น ซึ่งหมายถึงว่า ภาษีนำเข้าจะลดน้อยลงตามไปด้วย ในทางตรงกันข้าม หากอเมริกายังเก็บภาษีนำเข้าได้ในปริมาณสูงมาก ก็เท่ากับว่า ยังจำเป็นต้องนำเข้าสินค้าต่าง ๆ อยู่มาก ซึ่งเท่ากับว่า การขาดดุลการค้ายังคงสูงลิ่วอยู่เช่นเดิม ในขณะเดียวกัน การฟื้นฟูอุตสาหกรรมย่อมไม่ประสบผลสำเร็จ
ความย้อนแย้งในทำนองนี้ยังปรากฏให้เห็นในบางภาคส่วนของเศรษฐกิจและอุตสาหกรรมในสหรัฐอเมริกา ตัวอย่าง เช่น นโยบายการขึ้นอัตราภาษีการนำเข้าสินค้าภายใต้วาระ “อเมริกามาก่อน” ของทรัมป์ จะทำให้วัตถุดิบที่ต้องนำเข้าต่าง ๆ แพงขึ้น
ผลก็คือ อเมริกาไม่มีทางที่จะได้รับชัยชนะในการแข่งกันเป็นผู้นำ “เอไอ” ของโลก หรือแม้กระทั่งการฟื้นอุตสาหกรรมของประเทศ และการลดการขาดดุลการค้าอีกด้วย
สิ่งที่เกิดขึ้นจริงก็คือ รัฐบาลอเมริกัน ประกาศแผนปฏิบัติการเพื่อสร้างโครงสร้างพื้นฐาน และลดอุปสรรคของการพัฒนา เอไอในประเทศออกมาเมื่อสัปดาห์ที่แล้ว แต่ในเวลาเดียวกันกลับประกาศขึ้นอัตราภาษีนำเข้าทองแดงและผลิตภัณฑ์ทองแดง เป็น 50% ข่มขู่จะเรียกเก็บภาษีเพิ่มสำหรับสินค้าพวกเซมิคอนดักเตอร์ระดับก้าวหน้าเพิ่มอีก 25% โดยหวังจะกระตุ้นให้เกิดการผลิตทั้งทองแดงและเซมิคอนดักเตอร์ขึ้นภายในประเทศ
ปัญหาก็คือ ทรัมป์ไม่เคยมองข้อเท็จจริงที่ว่า การผลิตสินค้าเหล่านี้ในเชิงอุตสาหกรรมนั้น ไม่ได้เกิดขึ้นได้ชั่วข้ามคืน ผลการศึกษาวิจัยชิ้นหนึ่งของเอสแอนด์พี ระบุว่า กว่าเหมืองทองแดงเหมืองหนึ่งจะเริ่มต้นการผลิตในเชิงอุตสาหกรรมได้ จำเป็นต้องใช้เวลานานเกือบ 17 ปี ทำนองเดียวกัน การผลิตเซมิคอนดักเตอร์ ก็ต้องใช้เวลานานปีกว่าจะเริ่มต้นได้ สิ่งที่ทรัมป์ดำเนินการไปจึงกลายเป็นอุปสรรคหรือเครื่องคุมกำเนิดสำหรับการเป็นผู้นำโลกเอไอของสหรัฐอเมริกาด้วยซ้ำไป
ความขัดแย้งในตัวเองในนโยบายการค้าของทรัมป์ ยังเห็นได้ชัดในกรณีที่ทรัมป์ ต้องการให้มีการฟื้นฟูอุตสาหกรรมการผลิตขึ้นภายในประเทศ แต่กลับขึ้นภาษีนำเข้าสินค้าจากแทบทุกประเทศทั่วโลก โดยไม่ได้ตรวจสอบข้อเท็จจริงที่ว่า ราวครึ่งหนึ่งของสินค้านำเข้าของสหรัฐอเมริกา เป็นสินค้าที่นำเข้ามาเพื่อการผลิตภายในประเทศ และเท่ากับเป็นการทำให้ราคาสินค้าที่ผลิตในอเมริกาหลายอย่างแพงขึ้นโดยอัตโนมัติ และเป็นการทำลายขีดความสามารถในการลงทุนเพื่อสร้างอุตสาหกรรมในสหรัฐอเมริกาลงโดยไม่รู้ตัว
อีกตัวอย่างที่ช่วยให้เห็นความย้อนแย้งในตัวนโยบายการค้าของทรัมป์ได้ชัดเจน ก็คือ การเรียกร้องให้ประเทศต่าง ๆ เข้ามาลงทุนภายในอเมริกา และการพยายามเพิ่มการส่งออกของอเมริกาด้วยการทำให้ค่าเงินดอลลาร์อ่อนค่าลง การลงทุนในสหรัฐอเมริกาของประเทศอย่างญี่ปุ่น หรือสหภาพยุโรป ตามข้อตกลงการค้าที่ทรัมป์ชื่นชมนักหนานั้น ไม่ได้เป็นผลดีต่อการลดการขาดดุลการค้ากับประเทศนั้น ๆ ลงแต่อย่างใด
นักเศรษฐศาสตร์ยืนยันว่า ทุก ๆ ดอลลาร์ที่แต่ละประเทศขนเข้ามาเพื่อลงทุนในอเมริกานั้น ได้มาจากการขายสินค้า หรือไม่ก็ขายบริการให้กับสหรัฐอเมริกาทั้งสิ้น ซึ่งนั่นหมายความว่า การลงทุนยิ่งมากขึ้นเท่าใด การขาดดุลย่อมเพิ่มมากขึ้นเท่านั้น และในขณะเดียวกันการลงทุนดังกล่าวจะสร้างแรงกดดันให้ค่าเงินดอลลาร์ปรับตัวสูงขึ้นโดยธรรมชาติ เพราะเป็นที่ต้องการมากขึ้น ไม่มีวันที่จะทำให้ดอลลาร์อ่อนค่าลงอย่างที่รัฐบาลต้องการ
รัฐบาลสหรัฐอเมริกา ภายใต้การนำของทรัมป์ ดูเหมือนจะประสบผลในการเจรจาการค้า ทำให้นานาประเทศทั่วโลก ยอมจำนนกับพิกัดอัตราภาษีศุลกากรใหม่ของทรัมป์ โดยไม่ได้โต้แย้งหรือตอบโต้ สาเหตุสำคัญที่เป็นเช่นนี้ ไม่ใช่เพราะข้อเท็จจริงบ่งชี้ว่าควรเป็นเช่นนั้น แต่เป็นเพียงเพราะบรรดาประเทศเหล่านั้น ยังไม่มีทางเลือกที่ดีกว่าในการเข้าถึงตลาดสหรัฐอเมริกาในเวลานี้เท่านั้น
สิ่งที่ต้องคำนึงต่อไปก็คือ การยอมจำนนดังกล่าวนั้น ไม่ได้เป็นเครื่องการันตีว่า สหรัฐอเมริกา หรือทรัมป์ จะประสบความสำเร็จ บรรลุวัตถุประสงค์ตามวาระที่เคยวาดฝันเอาไว้แต่อย่างใด ตรงกันข้าม กลับเสี่ยงที่จะพังครืนลงมา เพราะความขัดแย้งในตัวเองของนโยบายเหล่านั้น
นักวิชาการด้านเศรษฐศาสตร์จำนวนไม่น้อยเชื่อว่า อีกไม่ช้าไม่นาน ทรัมป์จะเผชิญหน้ากับความเป็นจริงที่ว่า การบริหารจัดการความย้อนแย้งในตัวนโยบายของตนเอง ยุ่งยากและปวดหัวมากกว่าการกำหนดและบังคับใช้นโยบายเหล่านั้นในตอนแรกมากมายนัก