Skip to content

เสียงข้างมากเฟด กังวลเงินเฟ้อมากกว่าภาคแรงงาน

21 ส.ค. 2568 | 12:57น.
เสียงข้างมากเฟด กังวลเงินเฟ้อมากกว่าภาคแรงงาน

จากรายงานการประชุมธนาคารกลางสหรัฐ หรือเฟด (Fed) เมื่อวันที่ 29-30 ก.ค. ที่ผ่านมา เจ้าหน้าที่เฟดส่วนใหญ่กังวลต่ออัตราเงินเฟ้อมากกว่าปัจจัยด้านแรงงาน

บลูมเบิร์ก (Bloomberg) รายงานว่า สมาชิกคณะกรรมการนโยบายการเงินของธนาคารกลางสหรัฐ (FOMC) ส่วนใหญ่เน้นย้ำถึงความเสี่ยงด้านเงินเฟ้อ มากกว่าความกังวัลด้านตลาดแรงงาน ในการประชุมเมื่อเดือน ก.ค.ที่ผ่านมา เนื่องจากภาษีศุลกากรกระตุ้นให้เกิดความแตกแยกมากขึ้น ภายในคณะกรรมการกำหนดอัตราดอกเบี้ยของธนาคารกลาง

จากรายงานการประชุมของคณะกรรมการกำหนดนโยบายเฟด เมื่อวันที่ 29-30 ก.ค.ที่ผ่านมา เจ้าหน้าที่ยอมรับว่าเฟดมีความกังวลเกี่ยวกับอัตราเงินเฟ้อที่สูงขึ้นและการจ้างงานที่อ่อนลง แต่ผู้กำหนดนโยบายเสียงส่วนใหญ่จากจำนวน 18 คนที่เข้าร่วมการประชุม ประเมินว่าความเสี่ยงด้านเงินเฟ้อที่พุ่งสูงขึ้นเป็นความเสี่ยงที่ร้ายแรงกว่า ในบรรดาความเสี่ยงทั้งสอง

ในเดือน ก.ค. ผู้กำหนดนโยบายคงอัตราดอกเบี้ยไว้ที่ระดับเดิมในช่วง 4.25% ถึง 4.5% โดยอ้างถึงความไม่แน่นอนในแนวโน้มเศรษฐกิจที่เพิ่มสูงขึ้น ขณะที่กิจกรรมทางเศรษฐกิจชะลอตัวลงในช่วงครึ่งแรกของปี 2025 ตามแถลงการณ์ได้ระบุว่าตลาดแรงงานมีความแข็งแกร่ง แต่อัตราเงินเฟ้อยังคงค่อนข้างสูง

อย่างไรก็ดี เจ้าหน้าที่อีกหลายคนมองว่า ทั้งอัตราเงินเฟ้อและตลาดแรงงานมีความเสี่ยงในระดับที่เท่าเทียมกัน ขณะที่เจ้าหน้าที่สองคนกังวลเกี่ยวกับตลาดแรงงานมากกว่า แม้ในบันทึกการประชุมไม่มีการเปิดเผยชื่อว่าเป็นใคร แต่คริสโตเฟอร์ วอลเลอร์ (Christopher Waller) และมิเชลล์ โบว์แมน (Michelle Bowman) ลงมติคัดค้านการตัดสินใจดังกล่าว โดยชี้ให้เห็นถึงตลาดแรงงานที่กำลังอ่อนแอลง

นอกจากนี้ นายเจอโรม พาวเวลล์ (Jerome Powell) ประธานเฟด กล่าวว่า ผลกระทบด้านเงินเฟ้อจากภาษีศุลกากรอาจเป็นเพียงชั่วคราว แต่เฟดจำเป็นต้องป้องกันผลกระทบที่ยืดเยื้อ ทำให้คณะกรรมการเฟดถกเถียงกันว่าภาษีศุลกากรจะส่งผลกระทบต่อราคาเพียงครั้งเดียว หรือจะส่งผลกระทบต่อเงินเฟ้อในระยะยาว

รายงานการประชุมระบุว่า ผู้เข้าร่วมประชุมหลายคนเห็นพ้องว่าภาวะเงินเฟ้อที่สูงเกิน 2% เป็นระยะเวลานาน ทำให้ความเสี่ยงที่คาดการณ์อัตราเงินเฟ้อในระยะยาวจะเพิ่มมากขึ้น เนื่องจากอาจเกิดผลกระทบต่อเงินเฟ้อในระยะยาวจากภาษีที่สูงขึ้น

อัตราเงินเฟ้อในภาคค้าส่งที่พุ่งสูงขึ้นมากที่สุดในรอบ 3 ปี เป็นสัญญาณล่าสุดที่บ่งชี้ว่าบริษัทต่าง ๆ ได้เริ่มปรับขึ้นราคาเพื่อชดเชยต้นทุนปัจจัยการผลิตที่สูงขึ้น ทำให้เจ้าหน้าที่เฟดบางคนแสดงความกังวลว่า การจัดเก็บภาษีจะส่งผลกระทบต่อราคาไปจนถึงปี 2026

นอกจากนี้ ในภาคการจ้างงาน การปรับลดครั้งใหญ่ของอัตราการจ้างงานเผยให้เห็นถึงความอ่อนแอของตลาดแรงงานในช่วง 3 เดือนที่ผ่านมา (พ.ค.-ก.ค.) โดยการจ้างงานมีอัตราต่ำสุดนับตั้งแต่การระบาดของโควิด-19 และอัตราการว่างงานเพิ่มขึ้นแตะระดับ 4.2% ซึ่งผู้กำหนดนโยบายเฟดจะได้รับรายงานการจ้างงานฉบับใหม่และข้อมูลเงินเฟ้อเพิ่มเติม ก่อนการประชุมอีกครั้งในช่วงกลางเดือนกันยายนที่จะถึงนี้

รายงานการประชุมนี้เผยแพร่ออกมาหลังจากที่ประธานาธิบดีโดนัลด์ ทรัมป์ ผู้นำสหรัฐ เรียกร้องให้นางสาวลิซ่า คุก (Lisa Cook) หนึ่งในคณะกรรมการนโยบายการเงินลาออก เนื่องจากเจ้าหน้าที่รัฐบาลกล่าวหาว่าเธอฉ้อโกงสินเชื่อที่อยู่อาศัย

ที่ผ่านมาทรัมป์เรียกร้องให้เฟดลดอัตราดอกเบี้ยลงอย่างต่อเนื่อง และนายสกอตต์ เบสเซนต์ (Scott Bessent) รัฐมนตรีว่าการกระทรวงการคลัง ได้โต้แย้งเมื่อสัปดาห์ที่แล้ว เพื่อสนับสนุนการลดอัตราดอกเบี้ยลงครึ่งหนึ่งภายในเดือนกันยายนนี้

ขณะที่ในวันที่ 22 ส.ค. เวลา 10.00 น. ตามเวลาท้องถิ่นสหรัฐ (21.00 น. เวลาไทย) นายพาวเวลล์มีกำหนดขึ้นกล่าวสุนทรพจน์เกี่ยวกับ “ทิศทางนโยบายการเงินและแนวโน้มเศรษฐกิจสหรัฐ” ในงานสัมมนาประจำปีที่เมืองแจ็กสัน โฮล รัฐไวโอมิง นักลงทุนทั่วโลกต่างจับตาดูอย่างใกล้ชิด เพื่อหาสัญญาณเกี่ยวกับการปรับเปลี่ยนอัตราดอกเบี้ยในอนาคต โดยเฉพาะอย่างยิ่งจากผลกระทบของมาตรการภาษีศุลกากร (Tariffs) ที่เริ่มปรากฏให้เห็น