เว็บไซต์นี้ใช้คุ้กกี้เพื่อสร้างประสบการณ์ที่ดีมีประสิทธิภาพยิ่งขี้น อ่านเพิ่มเติมคลิก (Privacy Policy) และ (Cookies Policy)
Skip to content
‘Spider-man: Brand New Day’ รายได้ทะลุ  3.3 หมื่นล้าน! ครองใจ Gen Z ชีวิต Coming of Age
Business ‘Spider-man: Brand New Day’ รายได้ทะลุ 3.3 หมื่นล้าน! ครองใจ Gen Z ชีวิต Coming of Age
ราคาทองวันนี้ (6 ส.ค. 69) พุ่งขึ้น 1,550 บาท รูปพรรณบาทละ 67,600 บาท
Finance ราคาทองวันนี้ (6 ส.ค. 69) พุ่งขึ้น 1,550 บาท รูปพรรณบาทละ 67,600 บาท
Pfizer เร่งพัฒนา ยาลดความอ้วน ‘berobenatide’ เทียบชั้น tirzepatide
Business Pfizer เร่งพัฒนา ยาลดความอ้วน ‘berobenatide’ เทียบชั้น tirzepatide
ส่องบิ๊กโปรเจกต์ 7.2 พันล้าน ‘อ่างเก็บน้ำคลองวังโตนด’ ปลุกความมั่นคงน้ำ EEC แต่ชนข้อกังวลสิ่งแวดล้อม
Politics ส่องบิ๊กโปรเจกต์ 7.2 พันล้าน ‘อ่างเก็บน้ำคลองวังโตนด’ ปลุกความมั่นคงน้ำ EEC แต่ชนข้อกังวลสิ่งแวดล้อม
ท่องเที่ยวเปลี่ยนเกมสู่ ‘Better Living’ BDMS ปั้นโมเดลเวลเนสกลางกรุง
Business ท่องเที่ยวเปลี่ยนเกมสู่ ‘Better Living’ BDMS ปั้นโมเดลเวลเนสกลางกรุง
วันแม่ ปี 2569 เงินสะพัด 1.11 หมื่นล้าน โตแผ่ว 0.7% คนรัดเข็มขัด-ลดเที่ยวต่างจังหวัด
Economic วันแม่ ปี 2569 เงินสะพัด 1.11 หมื่นล้าน โตแผ่ว 0.7% คนรัดเข็มขัด-ลดเที่ยวต่างจังหวัด
TITLE อวดรายได้ครึ่งปีแรก โต 377% จ่อโอนบิ๊กโปรเจ็กต์รับไฮซีซั่น ผนึก IHG เปิดตัว 3 โรงแรม
Real Estate TITLE อวดรายได้ครึ่งปีแรก โต 377% จ่อโอนบิ๊กโปรเจ็กต์รับไฮซีซั่น ผนึก IHG เปิดตัว 3 โรงแรม
พาณิชย์ผนึก สกสว. ปลดล็อกงานวิจัยสู่ธุรกิจ ดัน IP ไทยเชื่อมทุน ปั้นนวัตกรรมสร้างรายได้
Economic พาณิชย์ผนึก สกสว. ปลดล็อกงานวิจัยสู่ธุรกิจ ดัน IP ไทยเชื่อมทุน ปั้นนวัตกรรมสร้างรายได้
ดัชนีแข่งขัน SMEs ไตรมาส 2 ลดเหลือ 45.1 จุด ต้นทุน-หนี้สินกดดันธุรกิจรายย่อย
Economic ดัชนีแข่งขัน SMEs ไตรมาส 2 ลดเหลือ 45.1 จุด ต้นทุน-หนี้สินกดดันธุรกิจรายย่อย
โฉมหน้าศักดินาใหม่
Columns โฉมหน้าศักดินาใหม่
ดูทั้งหมด

ทรัมป์ ‘ขายฝัน’ หรือของจริง อุตฯรถยนต์มะกัน ‘บูม’ อีกครั้ง

04 ต.ค. 2568 | 12:38น.
โดนัลด์ ทรัมป์
คอลัมน์ : ชีพจรเศรษฐกิจโลก
ผู้เขียน : นงนุช สิงหเดชะ

หลังจากใช้มาตรการภาษีบังคับให้บริษัทรถยนต์เข้ามาลงทุนตั้งฐานการผลิตในสหรัฐอเมริกา โดยคาดหวังว่าจะช่วยสร้างงานให้คนอเมริกัน ล่าสุดนี้ประธานาธิบดีโดนัลด์ ทรัมป์ รวมทั้งคนในรัฐบาล กล่าวอ้างว่าอุตสาหกรรมรถยนต์สหรัฐกำลัง “บูม” อีกครั้ง เพราะจะมีโรงงานรถยนต์จากแคนาดา เม็กซิโก ยุโรป และอื่น ๆ ย้ายเข้ามาผลิตในสหรัฐเพื่อส่งออกไปทั่วโลกในไม่ช้านี้

“โรงงานผลิตรถยนต์ของหลายบริษัทกำลังก่อสร้าง หรือกำลังออกแบบอยู่ในขณะนี้ พวกเขาย้ายมาจากจีน จากเม็กซิโก เราสูญเสียการผลิตรถยนต์ในสหรัฐไปในช่วงหลายปีที่ผ่านมา แต่ตอนนี้โรงงานเหล่านั้นกำลังกลับมา”

รอยเตอร์รายงานว่า อย่างไรก็ตาม มีหลักฐานเพียงเล็กน้อยว่าเป็นการก่อสร้าง “โรงงานใหม่” ในสหรัฐ แท้จริงแล้วกลับเป็นการ “ย้ายในเชิงกลยุทธ์” มากกว่า โดยปรับ “โรงงานที่มีอยู่เดิม” ให้สอดคล้องกับนโยบายทรัมป์ที่เป็นปฏิปักษ์ต่อรถยนต์ไฟฟ้าและมาตรการภาษีศุลกากรที่ไม่เป็นมิตร

แซม ฟิออรานิ รองประธานบริษัทวิจัย ออโต้ฟอร์แคสต์ โซลูชั่นส์ ชี้ว่า เพื่อหลีกเลี่ยงภาษี บริษัทรถยนต์บางรายกำลังนำพื้นที่ว่างของโรงงานเดิมที่ร้างอยู่กลับมาติดตั้งอุปกรณ์ใหม่ เพื่อผลิตรถยนต์ที่พวกเขาเคยนำเข้า แต่ตอนนี้กำลังเผชิญการถูกเก็บภาษีนำเข้าในอัตราสูง ตัวอย่างเช่น นิสสันจากญี่ปุ่น วางแผนจะผลิตรถยนต์เอสยูวี Nissan Rogue และอื่น ๆ มากขึ้นในโรงงานที่เทนเนสซีและมิสซิสซิปปี แล้วลดการนำเข้าจากญี่ปุ่น “ดังนั้น จึงไม่มีการสร้างโรงงานใหม่จนถึงขั้นที่เรียกว่าบูม”

ขณะเดียวกัน บริษัทรถยนต์หลายรายกำลัง “ถอยกลับ” จากคำมั่นสัญญาเรื่องการผลิตรถยนต์ไฟฟ้าที่พวกเขาเคยให้ไว้ในช่วงก่อนหน้านี้ในยุครัฐบาล “โจ ไบเดน” และกลับมาผลิตรถยนต์ที่ใช้น้ำมันเชื้อเพลิงเป็นส่วนใหญ่ เงินลงทุนส่วนใหญ่ที่หลายบริษัทประกาศลงทุนในช่วงไม่กี่เดือนมานี้เป็นการ “โยกเงิน” จากโครงการรถยนต์ไฟฟ้าที่พวกเขาเคยสัญญาว่าจะลงทุนในสมัยโจ ไบเดน

ตัวอย่างเช่น เจเนอรัล มอเตอร์ส ที่ประกาศเมื่อไม่นานมานี้่ ว่าจะติดตั้งเครื่องจักรใหม่ในโรงงานเดิมของบริษัทในดีทรอยต์ เพื่อผลิตรถยนต์ที่ใช้น้ำมัน ทั้งปิกอัพและรถยนต์เอสยูวี จากเดิมที่เคยประกาศในปี 2022 ว่าจะใช้โรงงานแห่งนี้เป็นศูนย์กลางผลิตรถยนต์ปิกอัพไฟฟ้า

บริษัทอลิกซ์พาร์ตเนอร์ ซึ่งรวบรวมและติดตามข้อมูลของอุตสาหกรรมรถยนต์ระบุว่า ในทศวรรษที่ผ่านมา อุตสาหกรรมรถยนต์ต่างวางเดิมพันบนรถยนต์ไฟฟ้า ทำให้มีการลงทุนโรงงานเพิ่มขึ้นมากในยุครัฐบาลโจ ไบเดน พบว่าโดยเฉลี่ยแล้วไม่ว่าจะเป็นบริษัทรถยนต์ดั้งเดิมอย่างจีเอ็ม ฟอร์ด ไครสเลอร์ รวมทั้งรายใหม่ที่ผลิตเฉพาะรถยนต์ไฟฟ้าอย่างเทสลา ริเวียน และลูซิด ลงทุนประมาณปีละ 2.1 หมื่นล้านดอลลาร์ ในช่วงระหว่างปี 2017-2020 ซึ่งตรงกับสมัยแรกของประธานาธิบดีทรัมป์ และอีก 4 ปีต่อมาในยุคโจ ไบเดน เงินลงทุนเพิ่มขึ้นเป็นปีละ 3.8 หมื่นล้านดอลลาร์

อย่างไรก็ตาม บริษัทเหล่านี้เริ่มลดการลงทุนรถยนต์ไฟฟ้า ก่อนที่ทรัมป์จะชนะเลือกตั้งอีกครั้งในปลายปี 2024 ด้วยซ้ำ เนื่องจากความต้องการของตลาดอ่อนแอกว่าคาด นอกจากนั้น บรรดาผู้บริหารก็คาดไว้อยู่แล้วว่ารัฐบาลทรัมป์จะไม่ให้ความสนใจหรือสนับสนุนรถยนต์ไฟฟ้า

โฆษกทำเนียบขาวอ้างว่า นโยบายของทรัมป์ทำให้การนำเข้ารถยนต์ เครื่องยนต์ และชิ้นส่วนลดลงประมาณ 10% ในปีนี้ สู่ระดับ 4.214 แสนล้านดอลลาร์ และอีกไม่นานคาดว่ารถยนต์ที่ผลิตใน “ดีทรอยต์” จะส่งออกไปยังโชว์รูมทั่วโลก ทำให้เกิดการลงทุนเป็น “ประวัติศาสตร์” ในอุตสาหกรรมรถยนต์สหรัฐ

อย่างไรก็ตาม ข้อมูลของธนาคารกลางสหรัฐชี้ว่า การผลิตรถยนต์ในสหรัฐเพิ่มขึ้นประมาณ 4% ในปีนี้ ต่ำกว่าค่าเฉลี่ยของทศวรรษที่แล้ว

“เดวิด อดัมส์” ประธานผู้ผลิตรถยนต์ระดับโลกแห่งแคนาดา โต้แย้งคำกล่าวอ้างของทรัมป์ ที่ว่าผู้ผลิตรถยนต์กำลังทิ้งแคนาดาไปสหรัฐ โดยยืนยันว่าไม่สอดคล้องกับความเป็นจริง เพราะในปัจจุบันคนงานในอุตสาหกรรมนี้ของแคนาดาก็ยังรักษางานเอาไว้ได้

สำหรับความเคลื่อนไหวล่าสุดของทรัมป์ ได้ประกาศเก็บภาษีศุลกากรสินค้าอื่น ๆ เพิ่มเติมอีก ในจำนวนนั้นมีเฟอร์นิเจอร์จากต่างประเทศ โดยจะเก็บ 25% สำหรับเฟอร์นิเจอร์ไม้ และปีหน้าอาจเพิ่มเป็น 50% สำหรับพวกโต๊ะเครื่องแป้ง ตู้ครัว และ 30% สำหรับเฟอร์นิเจอร์ประเภทบุนวมหรือห่อหุ้ม อ้างว่าเพื่อปกป้องอุตสาหกรรมนี้ของอเมริกา

และแน่นอนว่า “เป้าใหญ่” ก็คือจีน เพราะจีนคือผู้ผลิตและส่งออกเฟอร์นิเจอร์รายใหญ่ที่สุดของโลก โดยในปี 2024 สหรัฐนำเข้าเฟอร์นิเจอร์มูลค่า 2.55 หมื่นล้านดอลลาร์ เพิ่มขึ้น 7% และประมาณ 60% ของการนำเข้าทั้งหมดมาจากเวียดนามและจีน

ไซมอน ลิกเทนเบิร์ก ซีอีโอของ เทรย์ตันกรุ๊ป ซึ่งเป็นบริษัทผลิตเฟอร์นิเจอร์ขนาดกลาง และได้ย้ายฐานการผลิตส่วนใหญ่จากจีนมายังเวียดนามตั้งแต่ช่วงไม่กี่วันหลังจากทรัมป์ชนะเลือกตั้ง ยอมรับว่าการขึ้นภาษีดังกล่าวจะกระทบต่อกำไรของบริษัท แต่จะไม่ทำให้บริษัทเปลี่ยนกลยุทธ์ เพราะเป็น “กลยุทธ์ที่ถูกต้อง” อยู่แล้ว โดยจีนยังเป็นศูนย์วิจัยและพัฒนาของบริษัท ส่วนเวียดนามก็เป็นฐานการผลิตส่งออกไปสหรัฐเป็นหลัก แม้จะถูกเก็บภาษีเพิ่มขึ้นและกำไรลดลง แต่เชื่อว่าภาระภาษีที่เพิ่มขึ้นจะถูก “ดูดซับ” โดยผู้บริโภคอเมริกันที่ต้องจ่ายแพงขึ้น

ขณะเดียวกัน กำลังการผลิตสำรองที่มีอยู่ในจีนจะสามารถกลับมาผลิตได้อีก ถ้าหากจีนสามารถเจรจากับสหรัฐให้ลดภาษีนำเข้า ส่วนการย้ายโรงงานไปสหรัฐแทบจะเป็นไปไม่ได้ เพราะต้นทุนสูงเกินไป และคงยากที่จะหาคนงานอเมริกันที่มีทักษะ

โจนาฮาน ซาวเทอร์ ผู้บริหารของโจนาธาน ชาร์ลส์ ไฟน์ เฟอร์นิเจอร์ ในเวียดนาม ซึ่งผลิตเฟอร์นิเจอร์ไม้คุณภาพสูงกล่าวว่า ไม่สนใจที่จะไปตั้งโรงงานในสหรัฐแม้แต่น้อย

เพราะ “คนงานอเมริกัน” คงไม่สามารถทดแทนคนงานเวียดนามที่มีทักษะได้ บริษัทจึงจะแก้ปัญหาด้วยการหาตลาดส่งออกอื่นเข้ามาเสริมแทน

แท็กที่เกี่ยวข้อง

คอลัมน์ ชีพจรเศรษฐกิจโลก