Skip to content

สถานการณ์น้ำมันดิบโลก 2026 ไม่แน่นอน-ซับซ้อนกว่าที่คิด

01 ม.ค. 2569 | 11:50น.
สถานการณ์น้ำมันดิบโลก 2026 ไม่แน่นอน-ซับซ้อนกว่าที่คิด
คอลัมน์ : ชีพจรเศรษฐกิจโลก
ผู้เขียน : ไพรัตน์ พงศ์พานิชย์

มองอย่างผิวเผิน ตลาดน้ำมันดิบโลกในปี 2026 ควรจะเป็นปีสบาย ๆ โดยเฉพาะสำหรับประเทศผู้นำเข้าน้ำมันดิบทั้งหลาย นักวิเคราะห์ตลาดน้ำมันส่วนใหญ่พากันคาดการณ์ตรงกันว่า หลังการประกาศยกเลิกการจำกัดปริมาณน้ำมันดิบในตลาดของกลุ่มโอเปคพลัสแล้ว ปริมาณน้ำมันดิบในตลาดสามารถตอบสนองความต้องการทั่วโลกที่อยู่ในระดับกลาง ๆ ได้อย่างเพียงพอแบบสบาย ๆ

นั่นคือเหตุผลที่ว่า ทำไมราคาน้ำมันดิบชนิดเบรนต์โดยเฉลี่ยของปี 2025 ถึงได้ลดลงมาอยู่ในระดับต่ำกว่าราคาเฉลี่ยของปี 2024 อยู่ถึง 11 ดอลลาร์ต่อบาร์เรล แถมบรรดาผู้เชี่ยวชาญทั้งหลายยังบอกด้วยว่า มีสิทธิที่จะลดลงต่ำมากยิ่งขึ้นไปอีกในอนาคต

สำหรับเอเชีย ภูมิภาคที่เป็นผู้บริโภคน้ำมันรายใหญ่ของโลก นั่นควรจะเป็นเรื่องที่น่ายินดีสำหรับปีใหม่ที่จะมาถึง ถ้าไม่บังเอิญว่า น้ำมันดิบที่มองดูแล้วเหมือนจะเหลือเฟือเหล่านั้น จำเป็นต้องขนถ่ายผ่านเส้นทางลำเลียงที่ตกอยู่ภายใต้การคุกคาม หรือไม่ก็ถูกการเมืองเข้าแทรกแซง ขมวดเป็นปมยุ่งเหยิงซับซ้อนทางกฎหมายที่สับสนที่สุดในรอบหลาย ๆ ปีอย่างเช่นในยามนี้

รูปธรรมที่เป็นกรณีแรกที่ถูกหยิบยกขึ้นมาเป็นอุทาหรณ์ในเรื่องนี้ ก็คือ “สงครามยูเครน” ที่ส่งผลกระทบต่อทั้งการกลั่น, เส้นทางลำเลียงเพื่อการส่งออกและเส้นทางเดินเรือทะเลมาอย่างต่อเนื่อง ฝ่ายยูเครนใช้โดรนเป็นอาวุธ โจมตีต่อโรงกลั่นน้ำมันในรัสเซียอย่างต่อเนื่อง ส่งผลกระทบต่อตลาดน้ำมันดีเซลอย่างชัดเจน ไม่เพียงเท่านั้น ยูเครนยังโจมตีต่อจุดที่เป็นพื้นที่สำคัญสำหรับการส่งออกน้ำมันในแถบย่านทะเลดำ รวมทั้งจุดขนถ่ายของท่อลำเลียงแคสเปียนที่เมืองโนโวรอสเซียค ซึ่งกระทบโดยตรงต่อการลำเลียงน้ำมันเพื่อการส่งออกของคาซัคสถาน

นอกจากนั้น ในระยะหลังมานี้ยูเครนยังพุ่งเป้าโจมตีไปที่กลุ่มกองเรือขนส่งน้ำมันของรัสเซีย ที่รู้จักกันในนาม “แชโดว์ ฟลีท” ซึ่งถูกนำมาใช้เพื่อลักลอบลำเลียงน้ำมันที่ถูกแซงก์ชั่นโดยเฉพาะ ว่ากันว่า ในช่วงหลายสัปดาห์ที่ผ่านมา ยุทธวิธีนี้ของยูเครนเล่นงานจนเรือบรรทุกน้ำมันเหล่านั้น เสียหายใช้การไม่ได้ไปหลายลำ

สำหรับประเทศในเอเชีย กรณีนี้ไม่ได้หมายความว่า ปริมาณน้ำมันในตลาดจะหดหายไปเพียงอย่างเดียว หากแต่ยังแสดงให้เห็นชัดเจนว่า ถ้าหากการโจมตีทำนองดังกล่าวยืดเยื้อออกไป ค่าธรรมเนียมค้ำประกันความเสี่ยงจากการนี้สามารถพุ่งสูงขึ้นได้ ทำให้ต้นทุนการนำเข้าบานปลายขึ้นได้ในชั่วพริบตา

ปัญหาไม่ได้จำกัดอยู่แค่ในบริเวณดังกล่าว แต่ยังลุกลามออกไปถึงแถบทะเลแคริบเบียน เมื่อเร็ว ๆ นี้ สหรัฐอเมริกาเริ่มปฏิบัติการยึดเรือบรรทุกน้ำมันขนาดใหญ่ในน่านน้ำนอกชายฝั่งประเทศเวเนซุเอลา ซึ่งตามรายงานระบุว่า กำลังลำเลียงน้ำมันที่อยู่ในข่ายถูกแซงก์ชั่นไปยังประเทศคิวบา “โดนัลด์ ทรัมป์” ประธานาธิบดีสหรัฐอเมริกา ระบุว่า สหรัฐจะยึดเอาน้ำมันเหล่านั้นไว้ ในขณะที่ทางการเวเนซุเอลา ประณามพฤติกรรมดังกล่าวว่าเป็นการกระทำเยี่ยง “โจรสลัด”

ปัญหาที่ชวนให้ขบคิดก็คือ ถ้าหากกรณีเช่นนี้เกิดขึ้นซ้ำแล้วซ้ำอีก หรือถูกนำมาใช้เป็นเครื่องมือในการบังคับใช้ให้การแซงก์ชั่นเกิดผลลัพธ์ตามที่ต้องการ สิ่งที่จะเกิดขึ้นตามมา ไม่ได้มีเพียงแค่ปริมาณน้ำมันดิบในตลาดจะหดหายไปเท่านั้น ยังสามารถส่งผลให้เกิดปัญหาต้นทุนการลำเลียงน้ำมันผ่านพื้นที่ดังกล่าวพุ่งสูงขึ้น ในกรณีที่เวเนซุเอลาหรือชาติพันธมิตรเลือกใช้วิธีการตอบโต้ในท่วงทำนองที่จะส่งผลกระทบต่อเส้นทางเดินเรือของสหรัฐอเมริกา

นอกจากเวเนซุเอลาแล้ว สหรัฐอเมริกายังแซงก์ชั่นน้ำมันจากอิหร่าน และเช่นเดียวกัน โดนัลด์ ทรัมป์ เลือกที่จะเพิ่มความพยายามเพื่อให้การบังคับใช้การแซงก์ชั่นได้ผล ด้วยการประกาศแซงก์ชั่นบรรดาบริษัทและเรือบรรทุกน้ำมันทั้งหลายที่ลักลอบลำเลียงน้ำมันดิบของอิหร่านสู่ตลาด ตัวอย่างรูปธรรมที่เกิดขึ้นเมื่อไม่นานมานี้คือ การประกาศแซงก์ชั่นต่อท่าเรือของจีนในชานตง ที่เป็นหัวใจสำคัญในการลำเลียงน้ำมันจากอิหร่านและรัสเซีย ถึงขนาดที่ทำให้โรงกลั่นของจีนที่เป็นผู้ซื้อ ต้องปรับเส้นทางเดินเรือของเรือบรรทุกน้ำมันขนาดใหญ่เสียใหม่

กรณีเช่นนี้ล้วนส่งผลกระทบต่อการเดินเรือและการขนส่งสินค้าทางเรือของภูมิภาคได้ไม่ยาก ในขณะเดียวกับที่อิหร่านเองก็ยังคงมีความขัดแย้งสูงอยู่กับอิสราเอล ถึงขนาดเคยลุกลามกลายเป็นสงครามโดยตรงซึ่งกันและกันมาแล้วครั้งหนึ่งในปี 2025 หากความตึงเครียดดังกล่าวปะทุขึ้นมาอีกครั้ง และส่งผลกระทบถึงเส้นทางเดินเรือผ่านช่องแคบฮอร์มุซ บรรดาชาติผู้บริโภคน้ำมันในภูมิภาคเอเชียย่อมได้รับผลกระทบระดับสาหัส

ทำนองเดียวกันกับที่ความตึงเครียดในเยเมนตอนใต้ก็ยังปราศจากข้อยุติ เมื่อซาอุดีอาระเบีย ที่ให้การสนับสนุนรัฐบาลเยเมนอยู่ในเวลานี้ พยายามช่วงชิงการมีอำนาจอิทธิพลเหนือจังหวัดที่เป็นแหล่งน้ำมันของประเทศ จนเกิดการปะทะกับกองกำลังติดอาวุธที่สหรัฐอาหรับเอมิเรตส์หนุนหลังอยู่ กลายเป็นความไม่แน่นอนในเชิงภูมิรัฐศาสตร์อีกระดับที่สามารถส่งผลต่อการเดินเรือทั้งหลายในแถบทะเลแดงและทะเลอาหรับได้ไม่ยากอีกต่างหาก

ขณะเดียวกัน ยังมีความไม่สงบในซูดาน ซึ่งส่งผลคุกคามต่อทั้งการผลิตน้ำมันที่นั่นและต่อท่อลำเลียงน้ำมันที่ผ่านพื้นที่ในบริเวณนั้น ชนิดที่สามารถทำให้ปริมาณน้ำมันดิบมหาศาลอาจหายวับไปจากตลาดได้ทุกเมื่ออีกด้วย

ตลาดน้ำมันดิบโลกในปี 2026 จึงไม่ได้ง่ายสำหรับบรรดาชาติผู้นำเข้าน้ำมันทั้งหลายเหมือนอย่างที่คาดคิดกันไว้

ประเทศผู้ซื้อน้ำมันในเอเชีย นอกจากจะต้องแยกให้ออกระหว่างระดับราคาน้ำมัน กับความเสี่ยงในการลำเลียงขนส่งแล้ว ยังจำเป็นต้องหาหนทางสร้างความหลากหลายทั้งต่อแหล่งที่มาของน้ำมัน และต่อเส้นทางลำเลียงในการนำเข้าน้ำมันไว้เป็นทางเลือกไว้ด้วยแล้ว ยังอาจจำเป็นต้องเริ่มต้นคิดถึงการจัดทำระบบคลังน้ำมันสำรองเชิงยุทธศาสตร์ของชาติขนาดใหญ่ขึ้นอย่างจริงจังและอย่างมีประสิทธิภาพพร้อมกันไปด้วย

แท็กที่เกี่ยวข้อง

น้ำมันดิบ