Skip to content

สำรวจภาคการผลิตชิปสิงคโปร์ หลังแข็งแกร่งดันจีดีพีโตเร็วสุดรอบ 4 ปี 5.7%

06 ม.ค. 2569 | 19:12น.
สำรวจภาคการผลิตชิปสิงคโปร์ หลังแข็งแกร่งดันจีดีพีโตเร็วสุดรอบ 4 ปี 5.7%

“ประชาชาติธุรกิจ” ชวนรู้จักภาคอุตสาหกรรมการผลิตชิปของสิงคโปร์ ซึ่งเป็นแรงขับเคลื่อนสำคัญที่ทำให้จีดีพีไตรมาส 4/2025 เติบโต 5.7% เป็นการเติบโตตลอดทั้งปีที่รวดเร็วที่สุด นับตั้งแต่ปี 2021

อุตสาหกรรมยาและอุปกรณ์อิเล็กทรอนิกส์ของประเทศสิงคโปร์ เป็นแรงขับเคลื่อนสำคัญต่อเศรษฐกิจในช่วง 3 เดือนสุดท้ายของปี 2025 ส่งผลให้การเติบโตตลอดทั้งปีรวดเร็วที่สุด นับตั้งแต่ฟื้นตัวจากสถานการณ์โควิด-19 แม้จะมีความกังวลเกี่ยวกับผลกระทบของมาตรการภาษีของประธานาธิบดีโดนัลด์ ทรัมป์ ผู้นำสหรัฐก็ตาม

กระทรวงการค้าและอุตสาหกรรมสิงคโปร์ (Ministry of Trade and Industry) ประกาศเมื่อวันที่ 2 มกราคม 2026 ว่า การประมาณการเบื้องต้นผลิตภัณฑ์มวลรวมในประเทศ (GDP) ไตรมาสที่ 4/2025 เติบโต 5.7% เมื่อเทียบกับช่วงเวลาเดียวกันของปีก่อนหน้า สูงกว่าค่าเฉลี่ยที่ 6.3% จากการสำรวจของบลูมเบิร์ก (Bloomberg) และ 4.3% ในไตรมาสก่อนหน้า

กระทรวงฯ ระบุว่า ภาคการผลิตเติบโต 15% เมื่อเทียบกับช่วงเวลาเดียวกันของปีก่อนหน้า เนื่องจากการเติบโตอย่างแข็งแกร่งของอุตสาหกรรมยา และดีมานด์ของเซมิคอนดักเตอร์ที่เกี่ยวของกับปัญญาประดิษฐ์ (เอไอ) เซิร์ฟเวอร์ และผลิตภัณฑ์ที่เกี่ยวข้องกับเซิร์ฟเวอร์

อีกทั้ง ผลกระทบจากมาตรการภาษีนำเข้าของทรัมป์ต่อสิงคโปร์ ซึ่งเป็นประเทศที่พึ่งพาการค้ากับต่างประเทศ กลับน้อยกว่าที่คาดการณ์ไว้ ซึ่งอยู่ในอัตราฐาน 10% โดยภาคการส่งออกยังทรงตัว อีกทั้งการฟื้นตัวของภาคการก่อสร้างยังช่วยกระตุ้นกิจกรรมภายในประเทศ

รัฐบาลคาดการณ์การเติบโตในเดือนพฤศจิกายน 2026 ไว้ที่ 1% ถึง 3% การคาดการณ์ดังกล่าวต่ำกว่าความเป็นจริง 2 ปีที่ผ่านมา โดยปี 2024 อยู่ที่ 4.4% และปี 2025 อยู่ที่ 4.8% ซึ่งเร็วที่สุดนับตั้งแต่ปี 2021

จีดีพีที่ปรับตามฤดูกาลแล้วนี้ ขยายตัว 1.9% เมื่อเทียบกับไตรมาสก่อนหน้า เทียบกับค่ามัธยฐาน 2.7% ในการสำรวจ และ 2.4% ในไตรมาสก่อนหน้า

เซเลนา หลิง หัวหน้านักเศรษฐศาสตร์และหัวหน้าฝ่ายวิจัยและกลยุทธ์ของกลุ่มธนาคาร จาก Oversea-Chinese Banking ในสิงคโปร์กล่าวว่า ผลลัพธ์ที่น่าประทับใจนี้ แสดงให้เห็นถึงการปรับเพิ่มการประมาณการณ์อย่างมีนัยสำคัญ จากการประมาณการครั้งก่อนหน้านี้ ซึ่งคาดการณ์การเติบโตที่ช้ากว่า อีกทั้งสะท้อนให้เห็นถึงเศรษฐกิจโลกที่ฟื้นตัวและดีมานด์การส่งออก

 

ตลาดเซมิคอนดักเตอร์

ข้อมูลจาก Mordor Intelligence ซึ่งเป็นบริษัทวิจัยตลาดระดับโลก อัพเดตล่าสุดเมื่อวันที่ 28 สิงหาคม 2025 ระบุว่า ตลาดเซมิคอนดักเตอร์สิงคโปร์มีมูลค่าถึง 1.016 หมื่นล้านดอลลาร์สหรัฐ (ราว 3.17 แสนล้านบาท) ในปี 2025 และคาดว่าจะเพิ่มขึ้นเป็น 1.415 หมื่นล้านดอลลาร์สหรัฐ (ราว 4.42 แสนล้านบาท) ในปี 2030 โดยมีอัตราการเติบโตเฉลี่ยต่อปี (CAGR) อยู่ที่ 6.9% ตอกย้ำบทบาทของสิงคโปร์ในฐานะศูนย์กลางการผลิตชิประดับโลก

อุตสาหกรรมเซมิคอนดักเตอร์ได้รับการสนับสนุนจากภาครัฐ โดยมีการเพิ่มงบอุดหนุน 3 พันล้านดอลลาร์สิงคโปร์ (ราว 7.33 หมื่นล้านบาท) ให้กับกองทุนเพิ่มผลผลิตแห่งชาติ (National Productivity Fund) ในงบประมาณปี 2025 และจัดสรร 1 พันล้านดอลลาร์สิงคโปร์ (ราว 2.44 หมื่นล้านบาท) สำหรับโครงสร้างพื้นฐานเซมิคอนดักเตอร์ ทำให้เกิดศูนย์การแปลและนวัตกรรมเซมิคอนดักเตอร์แห่งชาติมูลค่า 500 ล้านดอลลาร์สิงคโปร์ (ราว 1.22 หมื่นล้านบาท)

ผู้สร้างรายได้ 3 อันดับแรก คือ โกลบอลฟาวน์ดรีส์ (Global Foundries) และ ไมครอน เซมิคอนดักเตอร์ (Micron  Semiconductor) สัญชาติอเมริกัน รวมถึง เอสที ไมโครอิเล็กทรอนิกส์ (STMicroelectronics) สัญชาติยุโรป ครองส่วนแบ่งตลาดเซมิคอนดักเตอร์ในสิงคโปร์เกือบ 45% ในปี 2024 

ขณะที่ ASEAN Briefing เว็บไซต์ซึ่งนำเสนอข่าวสารทางธุรกิจในภูมิภาคอาเซียน ระบุว่า สิงคโปร์มีบทบาทสำคัญในอุตสาหกรรมเซมิคอนดักเตอร์ระดับโลก โดยมีส่วนร่วมในการผลิตเซมิคอนดักเตอร์มากกว่า 10% ของผลผลิตทั้งหมดของโลก การผลิตอุปกรณ์เซมิคอนดักเตอร์ประมาณ 20% ของโลก และกำลังการผลิตเวเฟอร์ 5% ของโลก

อีกทั้ง เว็บไซต์อย่างเป็นทางการของสำนักงานบริหารการค้าระหว่างประเทศ (International Trade Administration) ภายใต้กระทรวงพาณิชย์สหรัฐ ระบุว่า ในฐานะศูนย์กลางด้านเทคโนโลยีการผลิตขั้นสูงของภูมิภาค สิงคโปร์เป็นแพลตฟอร์มที่ยอดเยี่ยมสำหรับบริษัทสัญชาติอเมริกัน ในการขยายฐานเข้าสู่ภูมิภาคอาเซียน  

โดยสิงคโปร์มีบริษัทด้านวิศวกรรมความแม่นยำกว่า 2,700 แห่ง จัดหาผลิตภัณฑ์จำเป็นและอุปกรณ์ที่ซับซ้อน ซึ่งใช้ในอุตสาหกรรมต่าง ๆ เช่น เซมิคอนดักเตอร์ เทคโนโลยีทางการแพทย์ อุตสาหกรรมทางทะเล อุตสาหกรรมนอกชายฝั่ง และอุตสาหกรรมการบินและอวกาศ

สำนักงานบริหารการค้าระหว่างประเทศ ระบุว่า สิงคโปร์เป็นหนึ่งในประเทศที่มีเศรษฐกิจแข็งแกร่งที่สุดในโลก ด้วยเสถียรภาพทางการเมือง อัตราการทุจริตต่ำ และสถาบันภาครัฐที่โปร่งใส จึงเป็นพันธมิตรที่น่าเชื่อถือสำหรับภาคธุรกิจ อีกทั้งนโยบายการเงินและการคลังที่มั่นคง ควบคู่ไปกับระบบยุติธรรมที่เข้มแข็ง ช่วยสนับสนุนเศรษฐกิจที่มีความเสี่ยงต่ำ รวมไปถึงการเชื่อมต่ออินเทอร์เน็ต ซึ่งมีความสำคัญอย่างยิ่งและเป็นส่วนหนึ่งของความมุ่งมั่นในการเป็นประเทศอัจฉริยะ

 

ศูนย์กลางที่ยอดเยี่ยม

ASEAN Briefing เผยแพร่บทความ “อะไรที่ทำให้สิงคโปร์เป็นทำเลที่ตั้งที่ดีเยี่ยม สำหรับบริษัทเซมิคอนดักเตอร์” (What Makes Singapore a Prime Location for Semiconductor Companies) โดยระบุปัจจัย ดังนี้

  • ห่วงโซ่คุณค่าเซมิคอนดักเตอร์ที่หลากหลาย

ระบบอีโคซิสเทมของสิงคโปร์ ครอบคลุมห่วงโซ่คุณค่าของอุตสาหกรรมเซมิคอนดักเตอร์ทั้งหมด ตั้งแต่การวิจัยและพัฒนา (R&D) ไปจนถึงการผลิตและการทดสอบ โดยมีทั้งบริษัทเซมิคอนดักเตอร์ระดับโลกขนาดใหญ่ รวมถึงธุรกิจเอสเอ็มอี ที่เกี่ยวข้องกับการผลิตเวเฟอร์ การประกอบ การบรรจุภัณฑ์ และการทดสอบ

  • ทำเลที่ตั้ง

สิงคโปร์ตั้งอยู่ใจกลางภูมิภาคเอเชียตะวันออกเฉียงใต้ ทำให้สามารถเข้าถึงตลาดสำคัญของเอเชียได้อย่างง่ายดาย อาทิ จีน ไต้หวัน ญี่ปุ่น เกาหลีใต้ และอาเซียน โดยช่วยให้บริษัทเซมิคอนดักเตอร์สามารถสร้างห่วงโซ่อุปทานและขนส่งผลิตภัณฑ์ไปทั่วภูมิภาคและทั่วโลกได้อย่างมีประสิทธิภาพ

  • ระบบโลจิสติกส์

ระบบโลจิสติกส์ทางอากาศและทางทะเลของสิงคโปร์ ผนวกกับเส้นทางการขนส่งทางเรือที่มีประสิทธิภาพ ช่วยให้บริษัทเซมิคอนดักเตอร์สามารถเชื่อมต่อได้อย่างราบรื่น

  • โครงข่ายไฟฟ้าที่มีเสถียรภาพ

สิงคโปร์เป็นประเทศที่มีโครงข่ายไฟฟ้าเสถียรภาพมากที่สุดแห่งหนึ่งของโลก จึงสามารถมั่นใจได้ว่า การดำเนินงานการผลิตจะไม่หยุดชะงัก ซึ่งเป็นปัจจัยสำคัญในการผลิตเซมิคอนดักเตอร์ นอกจากนี้ ระบบบำบัดน้ำเสียและการจัดการของเสียยังมีความทันสมัย

  • การคุ้มครองทรัพย์สินทางปัญญา

สิงคโปร์วางกรอบการคุ้มครองทรัพย์สินทางปัญญา (IP) ที่แข็งแกร่ง โดยมีความสำคัญอย่างยิ่งสำหรับอุตสาหกรรมต่าง ๆ รวมถึงอุตสาหกรรมเซมิคอนดักเตอร์ ซึ่งพึ่งพาเทคโนโลยีที่เป็นกรรมสิทธิ์เป็นอย่างมาก

  • แรงงานมีทักษะสูง

สิงคโปร์ให้ความสำคัญกับการศึกษาด้านวิทยาศาสตร์ เทคโนโลยี วิศวกรรม และคณิตศาสตร์ (STEM) ทำให้มีผู้เชี่ยวชาญที่มีทักษะสูง เข้าสู่อุตสาหกรรมเซมิคอนดักเตอร์อย่างต่อเนื่อง

  • การสนับสนุนจากภาครัฐ การเมืองที่มั่นคงและระบบการเงินที่น่าเชื่อถือ

สภาพทางการเมืองและกฎหมายที่มั่นคง ทำให้มีระดับการทุจริตที่ต่ำ อีกทั้งสภาพแวดล้อมทางธุรกิจที่โปร่งใส ช่วยสร้างสภาพแวดล้อมการดำเนินงานปลอดภัยและสามารถคาดการณ์ได้ สำหรับบริษัทข้ามชาติ

อ้างอิง : Bloomberg, Mordor Intelligence, ASEAN Briefing, International Trade Administration