เฟดเสียงแตก คงดอกเบี้ยตามคาด 3.50-3.75%
ธนาคารกลางสหรัฐ (เฟด) เสียงแตกคงอัตราดอกเบี้ยกรอบ 3.50-3.75% ตามคาด ที่ประชุมมีกรรมการบางส่วนเห็นต่างจากมติส่วนใหญ่ โดย 3 เสียงโหวตขึ้นดอกเบี้ย ซึ่งถือเป็นสัญญาณที่น่าสนใจในตลาดการเงิน สะท้อนความกังวลว่า เงินเฟ้อ อาจกำลังฟื้นตัวหรือกลับมาร้อนแรงขึ้นอีกรอบ
วันที่ 29 ก.ค. 2026 เวลา 14.00 น. ตามเวลา EDT สหรัฐอเมริกา ซึ่งตรงกับเวลา 01.00 น. วันที่ 30 ก.ค. ตามเวลาประเทศไทย ที่ประชุมคณะกรรมการนโยบายการเงินธนาคารกลางสหรัฐ (FOMC) เผยผลการประชุมตัดสินใจอัตราดอกเบี้ยนโยบายว่า ที่ประชุมมีมติ 9 ต่อ 3 คงอัตราดอกเบี้ย ทำให้เคลื่อนไหวอยู่ในกรอบ 3.50-3.75% ตามตลาดคาดการณ์
โลรี โลแกน ประธานธนาคารกลางสาขาดัลลัส, เบธ ฮัมแมกซ์ ประธานธนาคารกลางจากคลีฟแลนด์ และนีล คาชการี ประธานธนาคารกลางสาขามินเนอาโพลิส ลงคะแนนเสียงแย้ง โดยสนับสนุนให้ปรับขึ้นอัตราดอกเบี้ย 0.25 %
ผลการลงคะแนนเสียงแตกส่งสัญญาณถึงความเชื่อมั่นที่เพิ่มมากขึ้นในหมู่ผู้กำหนดนโยบายบางคนว่า จำเป็นต้องใช้อัตราดอกเบี้ยที่สูงขึ้นเพื่อสกัดกั้นแรงกดดันด้านราคาที่กำลังกลับมาปะทุขึ้นอีกครั้ง เพื่อกดให้อัตราเงินเฟ้อกลับลงมาสู่เป้าหมาย
แถลงการณ์ FOMC
แถลงการณ์ของคณะกรรมการกำหนดนโยบายการเงิน (FOMC) ระบุว่ากิจกรรมทางเศรษฐกิจกำลังขยายตัวในอัตราที่มั่นคง แม้ว่าจะมีความไม่แน่นอนสูง ซึ่งส่วนหนึ่งเป็นผลมาจากความขัดแย้งในภูมิภาคตะวันออกกลาง การเติบโตของผลิตภาพและการลงทุนภาคเอกชนอยู่ในระดับที่แข็งแกร่ง การจ้างงานเพิ่มขึ้นสอดคล้องกับกำลังแรงงาน และอัตราการว่างงานแทบไม่มีการเปลี่ยนแปลง
อัตราเงินเฟ้อยังคงอยู่ในระดับสูงเมื่อเทียบกับเป้าหมาย 2 % ซึ่งส่วนหนึ่งสะท้อนถึงภาวะช็อกของอุปทานที่ส่งผลให้ราคาสินค้าในบางภาคส่วนปรับตัวสูงขึ้น รวมถึงพลังงาน ทั้งนี้ คณะกรรมการจะมุ่งมั่นรักษาเสถียรภาพด้านราคาให้สำเร็จ
ประธานเฟดแถลงข่าวและตอบคำถาม
เควิน วอร์ช ประธานธนาคารกลางสหรัฐ (เฟด) ยืนยันว่า การที่คณะผู้กำหนดนโยบายตัดสินใจคงอัตราดอกเบี้ยไม่ได้สะท้อนถึงภาวะความเชื่องช้าของธนาคารกลางแต่อย่างใด พร้อมทั้งกล่าวย้ำอีกครั้งว่า ธนาคารกลางยังคงมีความมุ่งมั่นอย่างเต็มที่ในการจัดการกับปัญหาเงินเฟ้อ
“สำหรับบางครัวเรือน ภาคธุรกิจ และผู้เชี่ยวชาญในตลาด ภาวะเงินเฟ้อสูงต่อเนื่องเป็นเวลา 5 ปี ทำให้เกิดความเข้าใจผิดฝังหัวซึ่งลบออกได้ยากว่า เป้าหมายเงินเฟ้อโดยปริยายของเฟดนั้นสูงกว่า 2% ” วอร์ชกล่าวกับผู้สื่อข่าว
“ผมขอเน้นย้ำอีกครั้งว่า ไม่มีเป้าหมายเงินเฟ้อแบบผ่อนปรน” เขากล่าวเสริม “ไม่มีเป้าหมายโดยปริยายแบบผ่อนปรนใดๆ ทั้งสิ้น ไม่ใช่ในยุคที่คณะกรรมการชุดนี้ทำหน้าที่อย่างแน่นอน”
บลูมเบิร์ก (Bloomberg) รายงานว่า มติในครั้งนี้ถือเป็นครั้งที่ 5 ติดต่อกันแล้วที่เจ้าหน้าที่เลือกที่จะคงอัตราดอกเบี้ยเท่าเดิม แต่เสียงที่เห็นแย้งบ่งชี้ว่า อาจกลายเป็นเรื่องที่ท้าทายมากขึ้นสำหรับวอร์ช ซึ่งเพิ่งเข้ารับตำแหน่งประธานในเดือนพฤษภาคมที่ผ่านมา ที่จะประคับประคองมติให้เป็นไปในทิศทางเดียวกันต่อไป หากความกังวลเรื่องเงินเฟ้อยังคงทวีความรุนแรงขึ้น
แม้วอร์ชจะแสดงความแข็งกร้าวในการจัดการเงินเฟ้อ แต่เขาก็ยังเลี่ยงที่จะประกาศตัวเลขหรือฟันธงล่วงหน้าว่า จะต้องขึ้นดอกเบี้ยแน่นอน เพื่อไม่ให้ตลาดการเงินตื่นตระหนกจนเกินไป และกลับส่งสัญญาณที่ยอมรับกลายๆ ว่า หากเงินเฟ้อไม่ยอมลดลงตามคาด การขึ้นดอกเบี้ยเป็นหนึ่งในทางเลือกที่อาจต้องนำมาใช้
วอร์ชย้ำว่าการแก้ปัญหาเงินเฟ้อไม่ได้พึ่งพาแค่อัตราดอกเบี้ยเพียงอย่างเดียว แต่อาจต้องอาศัยปัจจัยหรือนโยบายอื่นๆ ประกอบกันด้วย
“หากอัตราเงินเฟ้อยังคงอยู่ในระดับสูงตลอดช่วงเวลาการคาดการณ์ อัตราดอกเบี้ยก็อาจเป็นส่วนหนึ่งของแนวทางแก้ปัญหานั้นได้ แต่ผมคงไม่บอกว่ามันเป็นวิธีเดียวที่ใช้โดยลำพัง” เขากล่าว
เมื่อถูกถามว่าเหตุใดเฟดจึงไม่ปรับขึ้นอัตราดอกเบี้ย เขาตอบว่าอัตราดอกเบี้ยในตลาดปรับตัวสูงขึ้นนับตั้งแต่การประชุมนโยบายครั้งก่อน ซึ่งบ่งชี้ว่านักลงทุนกำลังทำหน้าที่แทนธนาคารกลางอยู่ส่วนหนึ่ง และเขายังระบุว่าเรื่องดังกล่าวเป็นผลมาจากการตัดสินใจของตัวเขาเองในการลดทอนการส่งสัญญาณ (Guidance) เกี่ยวกับทิศทางอัตราดอกเบี้ยในอนาคตที่ปกติแล้ว เฟดมักจะมอบให้
“ตลาดตัดสินใจเองแล้ว เนื่องจากเราถอยฉากออกมาส่วนหนึ่งจากการพยายามเข้าไปชี้นำสิ่งเหล่านั้น” เขากล่าว “การประเมินของตลาดเกี่ยวกับอัตราดอกเบี้ยที่หน้าตั๋ว (Nominal rates) ทั่วทั้งเส้นอัตราผลตอบแทนพันธบัตรกระทรวงการคลังปรับตัวสูงขึ้นแล้ว”