ส่องมาตรการ ประเทศทั่วโลก แบนเด็กเล่น ‘โซเชียลมีเดีย’
นับตั้งแต่ที่ออสเตรเลียเริ่มบังคับใช้กฏหมายห้ามเด็กอายุต่ำกว่า 16 ปี เข้าถึงแพลตฟอร์มโซเชียลมีเดียหลัก เมื่อเดือนธันวาคม 2025 ที่ผ่านมา ประเทศต่าง ๆ มากกว่า 20 ประเทศก็ได้ออกกฏหมายหรือข้อจำกัดที่ใกล้เคียงกัน ไม่ว่าจะเป็นประเทศในยุโรปหลายประเทศ ตลอดจนประเทศกำลังพัฒนาอย่าง อินโดนีเซีย เวียดนาม และบราซิล
กลุ่มผู้สนับสนุนการบังคับใช้โซเชียลมีเดียในเด็กกล่าวว่า ความเคลื่อนไหวดังกล่าว บ่งชี้ถึงความเปลี่ยนแปลงพื้นฐานซึ่งสนับสนุนช่วงชีวิตวัยเด็กที่ปราศจากการเลื่อนหน้าจอ
ขณะเดียวกัน ยังมีคำถามเกี่ยวกับประสิทธิภาพการบังคับใช้ซึ่งแพลตฟอร์มต่าง ๆ ถูกกล่าวหาว่า ล้มเหลวในการบังคับใช้กฎหมาย รวมถึงเด็กจำนวนมากสามารถหลีกเลี่ยงการห้ามใช้งานได้
‘ประชาชาติธุรกิจ’ พาสำรวจทิศทางทั่วโลกว่า แต่ละประเทศมีแนวทางการห้ามใช้โซเชียลมีเดียสำหรับเด็กอย่างไรบ้าง
ในช่วงไม่กี่ปีที่ผ่านมา ความกังวลเกี่ยวกับผลกระทบที่เด็กใช้สื่อสังคมออนไลน์มากเกินไปกำลังเพิ่มมากขึ้น เนื่องจากผู้เชี่ยวชาญทางการแพทย์พยายามอธิบายถึงปัญหาด้านสุขภาพจิตที่เพิ่มขึ้นในกลุ่มเยาวชน โดยเฉพาะอย่างยิ่งในประเทศตะวันตกที่มีรายได้สูง
งานวิจัยที่ตีพิมพ์ในวารสารทางการแพทย์สหรัฐ Cureus ชี้ให้เห็นว่า การใช้เวลาอยู่กับหน้าจอมากเกินไปอาจขัดขวางพัฒนาการของเด็ก และการได้รับข้อมูลดิจิทัลที่เปลี่ยนแปลงอย่างรวดเร็วมากเกินไป อาจทำให้เด็กมีสมาธิสั้นลง และการใช้เวลาอยู่คนเดียวกับสมาร์ทโฟนมากเกินไป จะทำให้เด็กขาดปฏิสัมพันธ์กับผู้อื่น อีกทั้งยังเชื่อมโยงกับการกลั่นแกล้ง การล่วงละเมิดทางเพศ และการกรรโชกทรัพย์ที่นำไปสู่การทำร้ายตัวเองและการฆ่าตัวตายอีกด้วย
กฎหมายของออสเตรเลีย กำหนดให้ผู้ให้บริการแพลตฟอร์มต่าง ๆ รวมถึงติ๊กต๊อก (TikTok), อินสตาแกรม (Instagram), สแนปแชท (Snapchat), ยูทูบ (YouTube), เฟซบุ๊ก (Facebook), และเอ็กซ์ (X) ต้องดำเนินการอย่างเหมาะสม เพื่อป้องกันไม่ให้ผู้ที่มีอายุต่ำกว่า 16 ปี สามารถเข้าถึงบริการของตนได้ โดยต้องปิดใช้งานหรือจำกัดการเข้าถึงสำหรับบัญชีผู้ใช้ที่มีอายุต่ำกว่าเกณฑ์ รวมถึงใช้เทคโนโลยีต่าง ๆ เพื่อตรวจสอบอายุผู้ใช้งาน
อินโดนีเซีย เป็นประเทศแรกในภูมิภาคเอเชียตะวันออกเฉียงใต้ ที่ประกาศห้ามเด็กอายุต่ำกว่า 16 ปี มีบัญชีโซเชียลมีเดียและแพลตฟอร์มดิจิทัลที่มีความเสี่ยงสูง ได้แก่ ยูทูบ, ติ๊กต๊อก, อินสตาแกรม, เอ็กซ์, เทรดส์ (Threads), บีโก้ไลฟ์ (BIGO LIVE), และ โรบล็อก (Roblox) โดยเริ่มทยอยบังคับใช้ตั้งแต่ 28 มี.ค. 2026 เป็นต้นมา
ขณะที่เมื่อเดือน มิ.ย. 2026 รัฐบาลอังกฤษ ประกาศห้ามผู้ที่มีอายุต่ำกว่า 16 ปีใช้โซเชียลมีเดีย ‘โดยเด็ดขาด’ และงดใช้งานโซเชียลมีเดียระหว่างเวลา 00.00-06.00 น. สำหรับผู้ที่มีอายุต่ำกว่า 17 ปี พร้อมทั้งเสนอยุติฟีเจอร์ต่าง ๆ เช่น การเล่นวิดีโออัตโนมัติ และเนื้อหาเฉพาะเด็ก โดยมีเป้าหมายดำเนินการในช่วงฤดูใบไม้ผลิ (มี.ค.-พ.ค.) 2027
ในเดือนเดียวกัน มาเลเซีย เริ่มบังคับใช้กฎหมายห้ามเด็กอายุต่ำกว่า 16 ปี เปิดบัญชีและใช้งานโซเชียลมีเดียอย่างเป็นทางการ วันที่ 1 มิ.ย. 2026
เดือน ก.ค. 2026 ฝรั่งเศส เป็นประเทศแรกในสหภาพยุโรป (EU) ที่ผ่านกฎหมายห้ามเยาวชนใช้โซเชียลมีเดีย และจะมีผลบังคับใช้ตั้งแต่เดือน ม.ค. 2027 เป็นต้นไป โดยห้ามไม่ให้เด็กอายุต่ำกว่า 15 ปี เข้าถึงและเปิดบัญชีใช้งานโซเชียลมีเดีย
ด้าน เวียดนาม ออกร่างพระราชกฤษฎีกา จากกระทรวงวัฒนธรรม กีฬา และการท่องเที่ยว ในเดือน ก.ค. 2026 ระบุว่า เด็กอายุต่ำกว่า 16 ปี จะต้องมีผู้ปกครองหรือผู้ดูแลตามกฎหมายลงทะเบียนบัญชีโซเชียลมีเดียให้ พร้อมทั้งรับผิดชอบตรวจสอบเนื้อหาที่เด็กรับชมและเวลาในการใช้งาน อีกทั้งแพลตฟอร์มโซเชียลมีเดียจะต้องดำเนินการระบุตัวผู้ใช้ที่เป็นเด็กและตรวจสอบให้แน่ใจว่าจะได้รับชมเฉพาะเนื้อหาที่เหมาะสมกับวัยเท่านั้น
ในสหรัฐอเมริกา แม้รัฐบาลของประธานาธิบดีโดนัลด์ ทรัมป์ ผู้นำสหรัฐ จะไม่มีการดำเนินการใด ๆ เกี่ยวกับการห้ามเด็กในโซเชียลมีเดีย แต่ในหลาย ๆ รัฐ รวมถึงแคลิฟอร์เนีย ก็กำลังพิจารณาถึงกฎระเบียบที่อาจจำกัดการใช้โซเชียลมีเดียของเยาวชนอย่างจริงจัง ขณะที่ในเดือน มี.ค. 2026 รอน เดอซานติส ผู้ว่าการรัฐฟลอริดา ลงนามในร่างกฎหมายห้ามเด็กอายุต่ำกว่า 14 ปี มีบัญชีโซเชียลมีเดีย
สำหรับยุโรป คณะกรรมาธิการยุโรป (The European Commission) กำลังพิจารณามาตรการต่าง ๆ ในการลดการใช้โซเชียลมีเดียในเด็ก โดย ฟอน เดอร์ เลเยน ประธานคณะกรรมาธิการยุโรป วางแผนเสนอข้อกำหนดใหม่ให้ผู้ปกครองต้องกำกับดูแลการเข้าถึงแพลตฟอร์มโซเชียลของเด็กอายุต่ำกว่า 13 ปี รวมถึงการห้ามเด็กอายุต่ำกว่า 3 ปีใช้หน้าจอโดยเด็ดขาด
บทเรียนจากออสเตรเลีย
ในเดือนมกราคม 2026 รัฐบาลออสเตรเลียกล่าวว่า ในช่วงไม่กี่สัปดาห์หลังจากที่กฏหมายมีผลบังคับใช้ มีบัญชีโซเชียลมีเดียของผู้เยาว์ถูกปิดไปแล้วประมาณ 5 ล้านบัญชี ขณะที่ผลสำรวจในเดือน มี.ค. ระบุว่า ผู้ใหญ่จำนวนสามในห้า คิดว่ามาตรการดังกล่าวได้ผล
โดยทั่วไปแล้ว มี 3 วิธีที่บริษัทโซเชียลมีเดียใช้ วิธีการแรกคือ การตรวจสอบอายุ (Age Verification) ผ่านการแสดงเอกสารพิสูจน์อายุของตน ส่วนวิธีการที่สองคือ การประมาณอายุ (Age Estimation) ผ่านข้อมูลทางชีวมาตร เช่น ใบหน้า เสียง หรือลักษณะอื่น ๆ ขณะที่วิธีการที่สามคือ การอนุมานอายุ (Age Inference) จากพฤติกรรมการใช้งานบนโลกออนไลน์ เช่น ประวัติการเข้าชมเว็บไซต์ กลุ่มเพื่อนที่ติดต่อ หรือการเลือกใช้คำในการพิมพ์
อย่างไรก็ดี จากการสำรวจกลุ่มวัยรุ่นชาวออสเตรเลียจำนวนกว่า 700 คน เมื่อเดือน เม.ย. พบว่า มีเพียงหนึ่งในสี่ของวัยรุ่นอายุ 14-15 ปีเท่านั้น ที่ไม่ได้ใช้โซเชียลมีเดีย โดยข้อมูลจากหน่วยงานกำกับดูแลระบุว่า ประมาณ 70% ของผู้ปกครองระบุว่า บุตรหลานของตนซึ่งมีบัญชีโซเชียลมีเดียตั้งแต่ก่อนกฎหมายบังคับใช้ ยังคงมีบัญชีอยู่
เด็กบางคนระบุว่า พวกเขาไม่พบการตรวจสอบอายุใด ๆ ในบัญชีของเขา ขณะที่บางคนยืมบัญชีโซเชียลมีเดียของผู้ใหญ่มาใช้งาน หรือหันไปใช้ระบบ VPN เพื่อหลีกเลี่ยงข้อจำกัดเฉพาะภายในประเทศ
ในเดือน มิ.ย. รัฐบาลกล่าวหาว่า บริษัทโซเชียลมีเดียล้มเหลวในการปฏิบัติตามมาตรการห้ามอย่างเต็มที่ พร้อมให้คำมั่นว่า จะเพิ่มค่าปรับสูงสุดเป็นสองเท่า จาก 49.5 ล้านดอลลาร์ออสเตรเลีย (ราว 1,100 ล้านบาท) เป็น 99 ล้านดอลลาร์ออสเตรเลีย (ราว 2,200 ล้านบาท) พร้อมทั้งมอบอำนาจบังคับใช้เพิ่มเติมให้แก่หน่วยงานกำกับดูแลความปลอดภัยทางออนไลน์ของประเทศ อย่างไรก็ดี จนถึงขณะนี้ ยังไม่มีแพลตฟอร์มโซเชียลมีเดียใดถูกปรับจากการฝ่าฝืนข้อห้ามดังกล่าว
รายงานที่เผยแพร่เมื่อปลายเดือน ก.ค. โดยหน่วยงานกำกับดูแลความปลอดภัยทางออนไลน์ออสเตรเลีย ระบุว่า ในเดือน มี.ค. มีสัดส่วนของผู้ที่มีอายุต่ำกว่า 16 ปี ที่ใช้งานแพลตฟอร์มโซเชียลมีเดีย อยู่ที่ 81.5% ขณะที่ก่อนกฎหมายจะมีผลบังคับใช้ อยู่ที่ 85.9%
เพื่อแก้ไขแนวทางของออสเตรเลีย รัฐบาลอังกฤษและฝรั่งเศสกล่าวว่า จะเลือกและบังคับใช้มาตรการตรวจสอบอายุที่มีประสิทธิภาพที่สุด แทนที่จะปล่อยให้บริษัทโซเชียลมีเดียต่าง ๆ เป็นผู้ตัดสินใจในส่วนนี้เอง รัฐบาลจะเป็นผู้กำหนดระบบตรวจสอบอายุที่เหมาะสมที่สุดผ่านหน่วยงานกำกับดูแลระดับชาติ ทั้งนี้ EU ยังเปิดตัวแอปพลิเคชันตรวจสอบอายุของตนเองด้วย
อ้างอิง : Bloomberg, AP