‘สิงคโปร์’ ประกาศมาตรการดูแลบุตร ตั้งแต่เกิดถึง 17 ปี คนละเกือบ 1.8 ล้านบาท หลังอัตราเกิดต่ำ
นายกรัฐมนตรีสิงคโปร์ประกาศมาตรการเงินช่วยเหลือดูแลบุตรคนละเกือบ 70,000 ดอลลาร์สิงคโปร์ (ราว 1.82 ล้านบาท) จนกระทั่งถึงอายุ 17 ปี พร้อมปรับเพิ่มวันลาดูแลบุตร ลดค่าธรรมเนียมศูนย์ดูแลเด็ก และมอบสิทธิพิเศษซื้อแฟลตการเคหะของรัฐหลังแรก หลังปี 2025 อัตราการมีบุตรลดลงสู่ระดับต่ำสุดเป็นประวัติการณ์และกำลังจะเข้าสู่สังคมผู้สูงอายุ
บลูมเบิร์ก (Bloomberg) รายงานว่า ลอว์เรนซ์ หว่อง นายกรัฐมนตรีสิงคโปร์ ประกาศมาตรการเงินช่วยเหลือดูแลบุตร ท่ามกลางบริบทที่ประเทศกำลังเผชิญกับอัตราการเกิดต่ำสุดเป็นประวัติการณ์ และความกังวลด้านค่าใช้จ่ายและการเลี้ยงดูที่เพิ่มขึ้น
หว่องกล่าวในสุนทรพจน์เนื่องในวันชาติ เมื่อวันที่ 23 สิงหาคม 2026 ว่า เด็กชาวสิงคโปร์จะได้รับเงินช่วยเหลือโดยตรงจากรัฐบาลเกือบคนละ 70,000 ดอลลาร์สิงคโปร์ (ราว 1.82 ล้านบาท) จนกระทั่งถึงอายุ 17 ปี โดยเริ่มจากเงินช่วยเหลือแรกเกิด 10,000 ดอลลาร์สิงคโปร์ (ราว 260,000 บาท)
นอกจากนี้ รัฐบาลจะเพิ่มวันลาเพื่อดูแลบุตรสำหรับผู้ปกครองอย่างมีนัยสำคัญ และตั้งเป้าลดค่าธรรมเนียมการดูแลเด็กรายเดือนในศูนย์ดูแลเด็ก เหลือ 150 ดอลลาร์สิงคโปร์ (ราว 3,900 บาท)
“ปัจจุบันทุกครอบครัวกำลังเผชิญกับความกดดันที่เพิ่มขึ้น เราต้องสร้างการเปลี่ยนแปลงพื้นฐานในการสนับสนุนครอบครัว” หว่องระบุระหว่างการกล่าวสุนทรพจน์ประจำปี ซึ่งโดยปกติจะใช้เพื่อกำหนดลำดับความสำคัญของนโยบายหลักของรัฐบาล
การสนับสนุนครอบครัวกลายเป็นสิ่งสำคัญอันดับต้น ๆ สำหรับสิงคโปร์ เนื่องจากเมื่อปี 2025 อัตราการมีบุตรโดยรวมลดลงสู่ระดับต่ำสุดเป็นประวัติการณ์ที่ 0.87 ทำให้รัฐบาลต้องจัดตั้งคณะทำงานเพื่อทบทวนมาตรการการแต่งงานและการมีบุตร รวมถึงวางแผนใช้เงินเกือบ 7 พันล้านดอลลาร์สิงคโปร์ (ราว 1.82 แสนล้านบาท) ในโครงการที่เกี่ยวข้องสำหรับปีงบประมาณปัจจุบัน
นอกจากนี้ ในปีนี้สิงคโปร์ก็กำลังมุ่งหน้าสู่การเป็นสังคมผู้สูงอายุ โดยมีประชากรอายุ 65 ปีขึ้นไป ถึง 20% ของจำนวนประชากรทั้งหมด
ก่อนหน้านี้ ในเดือน มิ.ย. หว่องกล่าวว่ารัฐบาลจะลดการพึ่งพามาตรการจูงใจให้ชาวสิงคโปร์มีบุตรมากขึ้น และหันมาเน้นที่การทำให้ชีวิตครอบครัวง่ายขึ้นแทน หลังจากใช้มาตรการต่าง ๆ มาแล้วหลายปี อาทิเงินโบนัสเด็กแรกเกิด และการขยายวันลาเพื่อเลี้ยงดูบุตร
ภายใต้นโยบายวันลาดูแลบุตรใหม่ ผู้มีบุตรหนึ่งคนอายุไม่เกิน 12 ปี จะได้รับวันลา 8 วันต่อปี สำหรับผู้มีบุตรสองคนจะได้รับวันลา 10 วันต่อปี และสำหรับผู้มีบุตรสามคนขึ้นไปจะได้รับวันลา 12 วันต่อปี ในส่วนของผู้มีบุตรในระดับประถมศึกษาจำนวน 3 คน จะได้รับวันลา 24 วันต่อปี
หว่องยังกล่าวอีกว่า จะไม่ตัดความเป็นไปได้ในการขยายวันลาเพื่อเลี้ยงดูบุตรโดยได้รับค่าจ้าง ซึ่งปัจจุบันมีระยะเวลาสูงสุดอยู่ที่ 7 เดือนครึ่ง อย่างไรก็ดี จะยังคงข้อกำหนดปัจจุบันไว้ก่อน เพื่อให้เวลานายจ้างปรับตัวกับการเปลี่ยนแปลงที่เพิ่งนำมาใช้นี้
“ผมตัดสินใจแล้วว่ารัฐบาลจะรับผิดชอบค่าใช้จ่ายการลาตามกฎหมายที่เกี่ยวข้องกับบุตรทั้งหมดจนเต็มวงเงินชดเชย แน่นอนว่าสิ่งนี้จะช่วยลดภาระทางการเงินของนายจ้าง” หว่องกล่าว
นอกจากนี้ รัฐบาลจะให้สิทธิพิเศษสำหรับคู่สมรส เพื่อพิจารณาคิวพิเศษในการซื้อแฟลตการเคหะของรัฐหลังแรก (Housing & Development Board : HDB) ตามจำนวนลูกที่มีหรือกำลังจะมี โดยแฟลต HDB ถือเป็นช่องทางในการมีบ้านของชาวสิงคโปร์ส่วนใหญ่
“เราต้องการช่วยให้ครอบครัวที่กำลังเติบโตมีบ้านเป็นของตนเองได้เร็วขึ้น” หว่องกล่าว พร้อมระบุว่า รัฐบาลจะพิจารณาสนับสนุนด้านที่อยู่อาศัยเพิ่มเติม สำหรับครอบครัวขนาดใหญ่ด้วย
ทั้งนี้ ตั้งแต่วันที่ 24 ส.ค. เป็นต้นไป สิงคโปร์จะเพิ่มเพดานรายได้สำหรับครัวเรือนผู้มีสิทธิซื้อแฟลตรัฐบาลแบบ Build-to-Orderเป็น 16,000 ดอลลาร์สิงคโปร์ (ราว 416,000 บาท) จากปัจจุบันที่ 14,000 ดอลลาร์สิงคโปร์ (ราว 364,000 บาท) และสำหรับที่อยู่อาศัยประเภทกึ่งรัฐกึ่งเอกชน (Executive Condominiums : EC) สำหรับกลุ่มคนชั้นกลางระดับบนที่มีรายเกินเกณฑ์ซื้อแฟลต HDB จะเพิ่มเพดานรายได้อยู่ที่ 18,000 ดอลลาร์สิงคโปร์ (ราว 468,000 บาท)