เมื่อวิกฤตพลังงานมาเยือน ‘ทรัมป์’ หรือ ‘อิหร่าน’ ที่ต้องยกธงขาว
คอลัมน์ : ชีพจรเศรษฐกิจโลก
ผู้เขียน : ไพรัตน์ พงศ์พานิชย์
ราคานํ้ามันในเวลานี้ไม่ได้สูงลิ่วจน “ทะลุโลก” หากแต่ก็ยังสูงจนถึงระดับที่ชวนให้ไม่สบายใจ ที่น่าสนใจก็คือเรื่องที่ชวนให้น่ากังวลกลับไม่ใช่เรื่องที่เราเห็น ๆ กันอยู่แก่ตา แต่เป็นสิ่งที่ซุกซ่อนอยู่เบื้องหลังความเป็นจริงที่เราประจักษ์กันอยู่ต่างหาก
นั่นคือสภาวะที่แรกเริ่มเดิมทีเป็นเพียงเรื่องของ “ซัพพลาย ช็อก” เนื่องจากการปิดกั้นการสัญจรผ่านช่องแคบฮอร์มุซ ซึ่งทุกคนเชื่อว่าเป็นปัญหาที่แก้ไขได้ง่าย ๆ แต่ทำไปทำมาปัญหานี้กลับกลายเป็นเรื่องใหญ่โตและซับซ้อนมากกว่าที่ทุกคนคาดคิด เพราะมันกำลังกลายร่างเป็นวิกฤตพลังงานด้านซัพพลายไปอย่างไม่น่าเชื่อ
ปัญหาที่เกิดขึ้นส่วนหนึ่ง เป็นเพราะบรรดาโรงกลั่นน้ำมันทั้งหลายต้องเผชิญกับปัญหารอบตัว ทางหนึ่งเป็นปัญหาการสู้รบในสงครามอิหร่าน อีกทางหนึ่งเป็นปัญหาที่ถูกจำกัดการส่งออกน้ำมันสำเร็จรูป ซึ่งเท่ากับเป็นการจำกัดไปโดยปริยาย ว่าน้ำมันดิบเท่าใดควรจะกลั่นออกมาเป็นน้ำมันเบนซิน, เท่าไหร่ถึงจะกลั่นออกมาเป็นน้ำมันเชื้อเพลิงสำหรับเครื่องบิน และอีกเท่าใดถึงจะปล่อยให้เป็นดีเซล ซึ่งเป็นน้ำมันที่ทรงพลังที่สุดในการขับเคลื่อนเศรษฐกิจของทั้งโลก
ตัวชี้วัดสำคัญประการหนึ่งซึ่งบ่งบอกว่าการกลั่นนั้นจะทำกำไรให้กับโรงกลั่นได้หรือไม่ รู้จักกันในแวดวงในนาม “ดีเซล แคร็ก สเปรด” (Diesel Crack Spread) หรือมูลค่าที่โรงกลั่นจะได้รับหากกลั่นน้ำมันบาร์เรลหนึ่งออกมาเป็นดีเซล ถีบตัวสูงขึ้นถึงระดับ 102 ดอลลาร์ต่อบาร์เรล เมื่อ 17 สิงหาคมที่ผ่านมา เทียบแล้วเท่ากับเพิ่มขึ้นสูงกว่าตอนก่อนหน้าสงครามเกือบ 3 เท่าตัว
สถานการณ์ของตลาดแปลกเสียจนคนอย่าง “บ็อบ แม็คนัลลี” ประธานผู้ก่อตั้งกลุ่มพลังงาน เรพิแดน อดีตที่ปรึกษาประธานาธิบดีจอร์จ ดับเบิลยู. บุช ถึงกับออกปากว่า นี่มันกลับตาลปัตรไปหมดแล้ว ตลาดกำลังตะโกนบอกว่าพวกเรากำลังขาดแคลน เพราะปริมาณน้ำมันในตลาด หรือซัพพลายกำลังตึงตัวมากที่สุดเป็นประวัติการณ์ ด้วยเหตุที่ว่า 3 ใน 4 ศูนย์กลางของการกลั่นกำลังตกอยู่ในสภาพน่าเป็นห่วงอย่างรุนแรง
บรรดาโรงกลั่นในตะวันออกกลางตกเป็นเป้าโจมตีมาโดยตลอดในช่วงสงครามอิหร่าน และโรงกลั่นที่ไม่ได้ตกเป็นเป้าก็มีปัญหาในการลำเลียงน้ำมันทั้งขาเข้าและขาออก เพราะช่องแคบฮอร์มุซถูกปิด ในขณะที่สหรัฐอเมริกาและอิหร่านกำลังขะมักเขม้นช่วงชิงการควบคุมการสัญจรผ่านช่องแคบนี้อยู่อย่างเอาเป็นเอาตาย
แต่ปัญหาทั้งหมดไม่ได้เกิดขึ้นจากสงครามอิหร่านเท่านั้น บรรดาโรงกลั่นในรัสเซียซึ่งเป็นผู้ส่งออกน้ำมันสำเร็จรูปรายใหญ่ของโลกก็ตกอยู่ในสภาพพิกลพิการจากการโจมตีโดยโดรนของยูเครน ซึ่งทำให้ผลผลิตโดยประมาณราว 40% ของขีดความสามารถในการกลั่นของรัสเซียทั้งหมดไม่สามารถนำมาใช้งานได้ คิดเป็นสัดส่วนราว ๆ 3% ของน้ำมันสำเร็จรูปที่ทั้งโลกกลั่นออกมาในแต่ละช่วงเวลา
รัสเซียขาดแคลนน้ำมันสำเร็จรูปภายในประเทศอย่างหนัก หนักเสียจนจำเป็นต้องห้ามการส่งออกแก๊สธรรมชาติและน้ำมันดีเซลเรื่อยไปจนถึงสิ้นเดือนมกราคมปี 2027
นอกจากรัสเซียแล้วก็ยังมีจีน อีกแหล่งส่งออกน้ำมันสำเร็จรูปที่สำคัญของโลก ซึ่งที่ผ่านมาช่วยประคับประคองสถานการณ์ตลาดน้ำมันเอาไว้ ไม่ให้ราคาพุ่งสูงขึ้นไปถึง 150 ดอลลาร์ต่อบาร์เรล ด้วยการลดการนำเข้าน้ำมันของตนเองมากจนถึงระดับที่ไม่น่าจะเป็นไปได้ แล้วก็ต้องหาหนทางหลีกเลี่ยงการขาดแคลนภายในประเทศด้วยการห้ามการส่งออกเช่นเดียวกัน
สถานการณ์เช่นนั้นทำให้โรงกลั่นสำคัญที่ยังคงเป็นหลักให้กับทั้งโลกมีอยู่เพียงแห่งเดียว นั่นคือบรรดาโรงกลั่นในแถบกัลฟ์ โคสต์ ของสหรัฐอเมริกา ซึ่งจำเป็นต้องเดินเครื่องเต็มพิกัดในเวลานี้ เพื่อทำกำไรจากสถานการณ์ให้ได้มากที่สุด ผลก็คือสภาพที่นักวิจัยของแบงก์ออฟอเมริการายงานเอาไว้ว่า ตลาดน้ำมันกำลังเข้าสู่ช่วงเวลาที่มีความต้องการน้ำมันสูงสุดตามฤดูกาล โดยที่ไม่สามารถดำเนินการผิดพลาดได้เลยแม้แต่นิดเดียว
แม็คนัลลีบอกว่า นั่นอาจหมายถึงบรรดาโรงกลั่นเหล่านี้สามารถทำกำไรได้สูงสุด และต้องไม่ยอมให้ความผิดพลาดใด ๆ มาทำให้การทำกำไรที่ว่านั้นเสียไป เหมือนกับนั่งพิมพ์แบงก์ออกมาเล่น ๆ ได้ทุกวัน จึงต้องดำเนินการเต็มพิกัด เพราะนี่ไม่เพียงเปรียบเสมือนคริสต์มาสมาถึงก่อนกำหนด ยังมาถึงขนานใหญ่โตด้วยอีกต่างหาก
ผลพลอยได้ของสถานการณ์เหล่านี้คือ มูลค่าหุ้นของบริษัทน้ำมัน อย่างเช่น มาราธอน ปิโตรเลียม และวาเลโร เอเนอร์ยี่ ปรับตัวสูงขึ้นมากกว่าเท่าตัวในปีนี้ ในขณะที่มูลค่าหุ้นของ โคโนโค ฟิลลิปส์ ก็สูงขึ้นเกือบ 90% และผลักดันให้ผลกำไรของบริษัทน้ำมันยักษ์ใหญ่ในสหรัฐอเมริกาเบ่งบานกันถ้วนหน้า ตัวอย่างเช่นบริษัทอย่างเชฟรอนและเอ็กซอนโมบิล เอ็กซอนถึงขนาดทำกำไรได้สูงถึง 160 ล้านดอลลาร์ต่อวันในช่วงไตรมาสหลังสุดที่ผ่านมา
มีผลประโยชน์ก็ต้องมีปัญหาอยู่บ้าง ปัญหาก็คือไม่เป็นที่ชัดเจนนักว่าบริษัทโรงกลั่นของสหรัฐอเมริกาเหล่านี้จะสามารถดำเนินการเต็มพิกัดไปได้อีกนานสักแค่ไหน ทางหนึ่งก็คือฤดูแห่งเฮอร์ริเคนกำลังจะมาถึง และในอดีตบรรดาโรงกลั่นในแถบกัลฟ์ โคสต์ เหล่านี้ก็ถึงกับต้องหยุดดำเนินการมาแล้วเมื่อพายุโถมเข้ามาถึง นอกจากนั้นที่ผ่านมาในช่วงฤดูใบไม้ร่วงในสหรัฐอเมริกาจะเป็นช่วงเวลาที่โรงกลั่นเหล่านี้ชะลอการดำเนินการลง เพื่อเปิดโอกาสให้มีการซ่อมบำรุงโรงกลั่น
ผลจากการนี้ก็คือ ราคาน้ำมันขายปลีกหน้าปั๊มในสหรัฐอเมริกาสูงขึ้นอย่างพรวดพราด เมื่อเทียบกับช่วงเดียวกันของปีที่ผ่านมา แม้ว่าจะยังไม่สูงมากถึงระดับที่เคยกลัวกันว่าจะเป็นเมื่อสงครามอิหร่านเริ่มต้นขึ้นมาก็ตามที ราคาแก๊สโดยเฉลี่ยอยู่ที่แกลลอนละ 4.07 ดอลลาร์ เมื่อวันที่ 18 สิงหาคมที่ผ่านมา เทียบแล้วเท่ากับว่าเป็นการปรับตัวสูงขึ้นถึง 30% ส่วนราคาดีเซล
ก็แพงขึ้นมากถึง 48% เมื่อเทียบกับช่วงเดียวกันของปีก่อนหน้านี้
ในสหรัฐอเมริการาคาดีเซลมักเป็น “ค่าใช้จ่ายที่มองไม่เห็น” สำหรับผู้บริโภคทั่วไป เพราะมันถูกรวมไว้กับต้นทุนการใช้งานรถแทรกเตอร์ในฟาร์ม หรือไม่ก็เป็นต้นทุนในการขนส่งสินค้าทั้งทางรถไฟหรือรถบรรทุกก็ตามที โดยราคาที่ปรับสูงขึ้นเหล่านี้มักถูก “ผลักภาระ” รวมไปไว้กับราคาสินค้าที่คิดกับผู้บริโภคนั่นเอง
รายงานการวิจัยของมหาวิทยาลัยบราวน์ระบุว่า การที่ราคาน้ำมันดีเซลปรับสูงขึ้นส่งผลให้ผู้บริโภคชาวอเมริกันต้องควักเงินซื้อสินค้าเพิ่มมากขึ้นเป็นเงินเกือบ 40,000 ล้านดอลลาร์ หากนับตั้งแต่วันที่สงครามเริ่มต้นขึ้น ส่วนน้ำมันเชื้อเพลิงสำหรับเครื่องบิน ช่วงหนึ่งปีที่ผ่านมาก็ปรับสูงขึ้นแล้วมากกว่า 70% ส่งผลให้บรรดาสายการบินปรับค่าโดยสารสูงขึ้น ไม่เว้นแม้แต่ค่าใช้จ่ายเรื่องน้ำหนักกระเป๋าสัมภาระ กระนั้นก็ยังทำกำไรลดลงกันถ้วนหน้า
นักวิเคราะห์ของ “ไรสตัด เอเนอร์ยี่” เริ่มตั้งข้อสังเกตแล้วว่า เริ่มมีผู้บริโภคที่ได้รับผลกระทบจากราคาสินค้าที่เพิ่มสูงขึ้นนี้แสดงตัวออกมาให้เห็น ทั้งบริเวณปั๊มน้ำมันและท่าอากาศยานต่าง ๆ แล้ว จนน่าเชื่อว่ารัฐบาลจะเริ่มได้รับแรงกดดันมากขึ้นตามลำดับจากจุดนี้เป็นต้นไป
ในเวลาเดียวกันบรรดาบริษัทธุรกิจก็เริ่มไม่พอใจและผิดหวังกับราคาน้ำมันและพลังงานที่สูงอยู่ตลอดนี้มากขึ้นเรื่อย ๆ ด้วยเชื่อว่าก่อให้เกิดความเสี่ยงที่จะทำให้อัตราเงินเฟ้อโดยรวมเพิ่มสูงขึ้น นักวิเคราะห์ของแบงก์ ออฟ อเมริกา เชื่อว่าราคาสินค้าในเวลานี้อยู่ในระดับสูง จนเสี่ยงที่จะเกิดปรากฏการณ์ “ดีมานด์ เดสทรักชั่น” หรือความต้องการสินค้าถูกทำลายไปในตัว
ขณะที่แม็คนัลลีกลับเชื่อว่า อีกไม่ช้าไม่นาน ไม่ว่าจะเป็นประธานาธิบดีทรัมป์ หรือไม่ก็เป็นอิหร่านที่ต้องยกธงขาวยอมแพ้กันไปสักข้างหนึ่ง เพราะไม่เช่นนั้นสถานการณ์นี้ไม่มีวันได้รับการแก้ไขให้ลุล่วงไปได้แน่นอน