‘รถอีวี’ กับปัญหาความย้อนแย้งด้านพลังงาน
คอลัมน์ : ชีพจรเศรษฐกิจโลก
ผู้เขียน : ไพรัตน์ พงศ์พานิชย์
ดูเหมือนทุกสรรพสิ่งบนโลกนี้จะไม่มีอะไรดีพร้อม ตัวอย่างที่เห็นได้ชัดก็คือกรณีของรถยนต์ไฟฟ้า (อีวี) ที่เราพยายามส่งเสริมกันอย่างหนักในช่วงไม่กี่ปีที่ผ่านมา เช่นเดียวกับในหลาย ๆ ประเทศ ทั้งด้วยเหตุผลที่ว่า นี่เป็นรูปแบบการใช้พลังงานแบบใหม่ ที่ประหยัดและสะอาดมากขึ้นกว่าเดิม
กระนั้นการเปลี่ยนไปใช้รถยนต์ไฟฟ้าก็ใช่ว่าจะปลอดจากปัญหาเสมอไป ในเยอรมนีการเปลี่ยนแปลงนี้เกิดขึ้นอย่างฉับพลัน แล้วทางการก็พบว่า มันเป็นตัวการทำให้รายได้ที่เคยมี จากการจัดเก็บภาษีเชื้อเพลิง (Fuel Tax) หดลงอย่างน่าใจหาย
เม็ดเงินรายได้ที่ก่อนหน้านี้เคยใช้สำหรับทำนุบำรุงเส้นทาง ถนนสายต่าง ๆ รวมทั้งอำนวยความสะดวกด้านการขนส่ง โทรคมนาคม หดหายไปในชั่วพริบตา เพราะผู้คนเลิกหันไปเติมน้ำมัน ตามข้อมูลของสำนักงานพลังงานระหว่างประเทศ (ไออีเอ) ระบุว่า ยอดขายรถอีวีในยุโรปเพิ่มขึ้นสูงถึง 30% ในช่วงไตรมาสแรกของปี 2025 เทียบกับช่วงเดียวกันเมื่อปีก่อนหน้านั้น ประเทศที่เพิ่มขึ้นสูงสุดคือ “นอร์เวย์” ที่เทียบแล้วเพิ่มขึ้นมากถึง 95 เปอร์เซ็นต์ของรถที่จดทะเบียนใหม่ในประเทศทั้งหมด
ที่น่าสนใจก็คือ อัตราการเพิ่มดังกล่าวสอดคล้องกับในอีกหลายภูมิภาคชัดเจน ตัวอย่างเช่นในบรรดาประเทศย่านเอเชียแปซิฟิก หากไม่นับจีนรวมเข้าไปด้วย อัตราการขายรถอีวีเพิ่มขึ้นสูงถึง 80% ส่วนในภูมิภาคละตินอเมริกาตัวเลขการเพิ่มอยู่ที่ประมาณ 75%
ปัญหาการบูมของรถอีวีในเยอรมนีไม่ได้ทำให้ทางการเยอรมนีดีอกดีใจมากมายนัก ด้วยเหตุผลที่ว่าทุกครั้งที่ผู้ใช้นำรถเข้าไปชาร์จไฟ รัฐบาลไม่สามารถเรียกเก็บภาษีน้ำมันได้ เพียงเก็บได้แค่ภาษีไฟฟ้าเล็ก ๆ น้อย ๆ เท่านั้น
ตรงกันข้าม ในเยอรมนีน้ำมันดีเซล 1 ลิตรถูกเรียกเก็บภาษีสูงถึง 47.04 เซ็นต์ ในขณะที่น้ำมันเบนซินถูกจัดเก็บลิตรละ 65.45 เซ็นต์ แถมยังมีค่าธรรมเนียมที่เรียกว่า ค่าธรรมเนียมคาร์บอน อีก 19% สมทบซ้ำลงไปอีก ดังนั้น น้ำมันเบนซินลิตรละ 2.10 ยูโร จึงมีภาษีรวมอยู่ด้วยถึง 1.14 ยูโร ที่ถูกส่งเข้าคลังของรัฐ หรือพูดง่าย ๆ ว่ากว่าครึ่งหนึ่งของราคาหน้าปั๊มในเยอรมนีจะถูกจัดส่งให้กับรัฐบาลเป็นรายได้ประการหนึ่ง
ด้วยเหตุนี้รัฐมนตรีคลังถึงได้ไม่ค่อยจะมีความสุขนักหากประชาชนหันมาใช้รถไฟฟ้ากันมากขึ้น เพราะไม่ได้รับผลประโยชน์จากการจัดเก็บภาษีนั่นเองผู้เชี่ยวชาญเชื่อว่าหากเป็นเช่นนี้ไปเรื่อย ๆ โดยไม่มีการเปลี่ยนแปลงใด ๆ ไม่นานรัฐบาลก็จะตระหนักถึงผลกระทบ เพราะในที่สุดมันจะมากมายเป็นหลายพันล้านยูโรเลยทีเดียว
ตามข้อมูลของสำนักงานสถิติแห่งชาติของเยอรมนี รายได้จากการจัดเก็บภาษีเชื้อเพลิงลดลงจาก 37,000 ล้านยูโร ในปี 2016 เหลือเพียง 33,000 ล้านยูโรเมื่อปีที่แล้ว และคณะกรรมการที่ปรึกษาเชิงนโยบายของกระทรวงคมนาคมเยอรมนี คาดการณ์เอาไว้ว่า รายได้ดังกล่าวจะลดเหลือ 5,000 ล้านยูโรเท่านั้นในปี 2050
รายงานฉบับเดียวกันเน้นย้ำว่า เรื่องนี้แทบจะไม่มีการหยิบยกกันขึ้นมาหารือเอาเลยในช่วงที่ผ่านมา ที่น่าสนใจยิ่งขึ้นไปอีกก็คือ “เงินภาษี” ในส่วนที่ขาดหายไปนี่แหละจะถูกนำไปใช้ในการอุดหนุนแก่ประชาชนชาวเยอรมัน เพื่อให้หันมาใช้รถไฟฟ้ากันมากขึ้น เพราะไม่อย่างนั้นแล้วจะไม่เกิดความเปลี่ยนแปลงขนานใหญ่นี้ขึ้น
ในเยอรมนีรัฐบาลจะให้เงินเป็นแรงจูงใจในการใช้รถไฟฟ้า คิดเป็นเงินหลายพันยูโรต่อคัน โดยกำหนดจะยกเลิกโครงการสนับสนุนนี้เมื่อสิ้นปี 2023 นอกจากนั้น รถอีวียังได้รับการยกเว้นภาษียวดยานไปจนถึงปี 2035 บรรดาผู้ที่ได้ประโยชน์จากโครงการนี้เต็ม ๆ ก็คือบรรดาบริษัทที่ลงทุนในรถอีวีนั่นเอง
รายงานฉบับเดียวกันนี้เตือนทางการเยอรมันเอาไว้ด้วยว่า อย่ารอจนกว่าภาษีที่ได้รับหดหายไปมากเสียจนทนไม่ไหวจึงจำเป็นต้องทำอย่างหนึ่งอย่างใดออกมา เพราะตอนนี้ประชาชนหันมาใช้รถยนต์ไฟฟ้ามหาศาล จนรัฐบาลจะอยู่เฉย ๆ ก็ไม่ได้อีกต่อไปแล้ว
หลายประเทศที่เผชิญปัญหาเดียวกันนี้หาทางออกด้วยวิธีการที่แตกต่างกันออกไป อย่างเช่นในสหราชอาณาจักร เริ่มกำหนดสิ่งที่เรียกว่า “ค่าธรรมเนียมการใช้ยวดยานไฟฟ้า” (Electric Vehicle Excise Duty) โดยจะเรียกเก็บ 3 เพนซ์ ต่อระยะทางการใช้งาน 1 ไมล์ หรือ 1.6 กิโลเมตร สำหรับรถยนต์ไฟฟ้าเต็มรูปแบบ แต่ถ้าเป็นรถไฮบริดจะลดลงมาอยู่ที่ 1.5 เพนซ์
ส่วนในประเทศอย่างนิวซีแลนด์ และไอซ์แลนด์ กำหนดให้นำเอารถเข้าไปตรวจเช็กประจำปีด้วยอุปกรณ์ที่เรียกว่า โอโดมิเตอร์ (Odometer) เพื่อคำนวณหาค่าธรรมเนียมที่ผู้ใช้รถยนต์นั้น ๆ จะต้องชำระ แตกต่างกับในสวิตเซอร์แลนด์ ซึ่งกำหนดให้ผู้ใช้รถอีวีต้องชำระค่าธรรมเนียมที่คิดจากน้ำหนักรถ หรือไม่ก็ต้องชำระค่าภาษีไฟฟ้าในทุกครั้งที่เข้ารับการชาร์จประจุที่สถาณีชาร์จ
ขณะที่ที่ “นอร์เวย์” ประเทศที่ได้ชื่อว่าเป็นดินแดนแห่งการบุกเบิกการใช้รถยนต์ไฟฟ้า จะเริ่มจำกัดการยกเว้นภาษีมูลค่าเพิ่ม (VAT) สำหรับรถอีวี โดยเริ่มตั้งแต่ปีนี้เป็นต้นไป นอกจากนั้นยังนำเอาระบบการชำระค่าธรรมเนียมตั้งแต่ตอนซื้อรถ โดยคำนวณจากน้ำหนัก เพื่อกำหนดค่าธรรมเนียมและค่าผ่านทางต่าง ๆ อีกด้วย
ผู้เชี่ยวชาญหลายคนเชื่อว่าการจัดเก็บค่าผ่านทาง (Toll) จะเป็นวิธีการชดเชยการขาดหายไปของภาษีพลังงานที่ดี ในขณะที่สามารถกำหนดให้ผู้ใช้งานใช้ท้องถนนอย่างรับผิดชอบมากขึ้นกว่าเดิมพร้อมกันไปด้วย โดยสามารถนำมาใช้ควบคู่ไปกับการจัดเก็บภาษีตามระยะทาง หากรัฐบาลไม่อยากทำทั้งสองอย่างก็ควรหันมาใช้วิธีการง่ายๆ อย่างเช่นการเรียกเก็บค่าธรรมเนียมการใช้ถนนแบบตายตัวไปสักช่วงระยะหนึ่ง
แน่นอนว่า วิธีการนี้เป็นการเรียกเก็บค่าธรรมเนียมแบบทั่วไปในการใช้งานถนนแต่ละสาย ซึ่งย่อมต้องก่อให้เกิดปฏิกิริยาต่อต้านในทางการเมืองขึ้นเช่นเดียวกัน และถ้าไม่อยากให้เป็นเช่นนั้นก็จำเป็นต้องขึ้นภาษียวดยานตั้งแต่ต้นมือเท่านั้นเอง