Skip to content
ทรัมป์ กับ สี จิ้นผิง แนวทางปฏิบัติกับการเมือง
World ทรัมป์ กับ สี จิ้นผิง แนวทางปฏิบัติกับการเมือง
อดีตผู้พิพากษาชี้ “หมอสรณ” หมดอำนาจ จัดประชุม กสทช. 1–2 ต.ค. เสี่ยงคดีอาญา
Politics อดีตผู้พิพากษาชี้ “หมอสรณ” หมดอำนาจ จัดประชุม กสทช. 1–2 ต.ค. เสี่ยงคดีอาญา
ค่าเงินบาทวันนี้ (30 ก.ย. 69) เปิดตลาดแข็งค่า 33.56 บาท บทวิเคราะห์ล่าสุด
Finance ค่าเงินบาทวันนี้ (30 ก.ย. 69) เปิดตลาดแข็งค่า 33.56 บาท บทวิเคราะห์ล่าสุด
เฉลยแล้ว! fastwork ปิด ‘fastwork.co’ ย้ายสู่ fastwork.com ภายในต้นปีหน้า
Business เฉลยแล้ว! fastwork ปิด ‘fastwork.co’ ย้ายสู่ fastwork.com ภายในต้นปีหน้า
ราคาบิตคอยน์วันนี้ (30 ก.ย. 69) ขยับขึ้น 0.12% อยู่ที่ 83,393 เหรียญสหรัฐ
Finance ราคาบิตคอยน์วันนี้ (30 ก.ย. 69) ขยับขึ้น 0.12% อยู่ที่ 83,393 เหรียญสหรัฐ
ธุรกิจบันเทิงโตแรง FEE:D 2026 เอ็นเกจพุ่ง
Biz Movement ธุรกิจบันเทิงโตแรง FEE:D 2026 เอ็นเกจพุ่ง
ราคาน้ำมันวันนี้ (30 ก.ย. 69) เช็กราคาดีเซล-แก๊สโซฮอล์ล่าสุด
Economic ราคาน้ำมันวันนี้ (30 ก.ย. 69) เช็กราคาดีเซล-แก๊สโซฮอล์ล่าสุด
เอกชนลังเล ‘ประกันภัยพิบัติ’ เสี่ยงสูง-เจรจาจำกัดคุ้มครอง
Finance เอกชนลังเล ‘ประกันภัยพิบัติ’ เสี่ยงสูง-เจรจาจำกัดคุ้มครอง
พยากรณ์อากาศ (30 ก.ย.) ไทยตอนบนฝนลดลง ภาคใต้ยังมีฝนหนักบางพื้นที่
News พยากรณ์อากาศ (30 ก.ย.) ไทยตอนบนฝนลดลง ภาคใต้ยังมีฝนหนักบางพื้นที่
ซูซูกิลุยเสริมแกร่ง ‘เซอร์วิส’ ลุยโชว์รูมลั่นปี’70 ส่ง 2 รุ่นใหม่ลุยตลาด
Automotive ซูซูกิลุยเสริมแกร่ง ‘เซอร์วิส’ ลุยโชว์รูมลั่นปี’70 ส่ง 2 รุ่นใหม่ลุยตลาด
ดูทั้งหมด

ทรัมป์ กับ สี จิ้นผิง แนวทางปฏิบัติกับการเมือง

30 ก.ย. 2569 | 08:39น.
คอลัมน์ : ชีพจรเศรษฐกิจโลก ผู้เขียน : ไพรัตน์ พงศ์พานิชย์

บุคลากรในแวดวงการทูตถือว่า สัปดาห์ที่ผ่านมาเป็นสัปดาห์ที่ใหญ่โตอย่างยิ่งในแง่กิจกรรมทางการทูต ด้านหนึ่งเป็นเพราะบรรดานักการทูตและผู้นำระดับสูงของชาติต่าง ๆ รวมแล้วหลายพันคน เดินทางเข้าร่วมการประชุมใหญ่สมัชชาสหประชาชาติ พร้อมกันนั้นประธานาธิบดี “โดนัลด์ ทรัมป์” ก็เปิดประตูทำเนียบขาว ต้อนรับประธานาธิบดี สี จิ้นผิง ของจีน เพื่อหาโอกาสหารือในหลาย ๆ เรื่องที่เป็นปัญหาของโลกในเวลานี้

การพบหารือกันระหว่างผู้นำทั้งสองเกิดขึ้นในยามที่โลกเข้าสู่ภาวะยุ่งเหยิงสุดขีด ไม่เพียงเกิดการโจมตีโรงกลั่นน้ำมันขนาดใหญ่ของรัสเซียไปไม่นานก่อนหน้านั้น การสู้รบในตะวันออกกลางยังหนักหน่วงมากขึ้น แถมยังเกิดกระแสลือหนาหูมากขึ้นทุกที เป็นทำนองเตือนว่ารัสเซียกำลังคิดจะขยายแนวรบเข้าสู่ดินแดนของกลุ่มพันธมิตรนาโต้ 

ไม่เพียงเท่านั้น ยังเกิดการตื่นตระหนกขึ้นขนานใหญ่เกี่ยวกับ “เอไอ” จนถึงกับมีเสียงเรียกร้องให้เกิดการร่วมมือกันรับมือในระดับนานาชาติ

ในทัศนะของผู้เชี่ยวชาญ หนึ่งสัปดาห์ที่ยิ่งใหญ่ในทางการทูตครั้งนี้จึงนับเป็นโอกาสอันดีที่แต่ละฝ่ายจะใช้เพื่อหารือซึ่งกันและกัน ขจัดวิกฤตที่กำลังจะเกิดขึ้นไปให้ได้ก่อนที่จะบังเกิดเป็นรูปธรรม แต่น่าเสียดายที่ดูเหมือนว่าไม่ว่าใครจะคาดหวังในสิ่งใด ผลการประชุมหรือการหารือกลับไม่ได้เป็นอย่างที่ใจคาดหวังไว้เท่าใดนัก

ทรัมป์ใช้เวทีสมัชชาสหประชาชาติเป็นเครื่องมือในการข่มขู่คุกคาม จะ “ถอนรากถอนโคน” อิหร่าน พร้อม ๆ กับตำหนิพวก “เอียงซ้าย” ในยูเอ็น แต่กลับไม่มีใครได้ยินในสิ่งที่พวกเขาอยากได้ยินจากปากทรัมป์ โดยเฉพาะในเรื่องความร่วมมือระหว่างสหรัฐอเมริกากับจีนในแง่ของการพัฒนาเอไอ แถมยังไม่เอ่ยถึงสงครามยูเครนด้วยซ้ำ แค่ย้ำว่าอยากให้ยุติลงเท่านั้นเอง แต่กลับอ้างอิงถึงความร่วมมือในระยะยาวกับอิสราเอล ในขณะที่สารัตถะในเรื่องสำคัญ ๆ ทั้งหลายหายไปจนหมดสิ้น

บางทีเรื่องใหญ่ที่สุดที่เกิดขึ้นในนิวยอร์กในวาระดังกล่าว คือการประกาศการลงนามในความตกลงใหม่ ระหว่างสหรัฐอเมริกา, เดนมาร์ก และกรีนแลนด์ ที่ทำให้สหรัฐอเมริกาได้สิทธิในการสร้างฐานทัพขึ้นเหนือดินแดนเกาะแห่งนี้ตามความตกลงเดิมที่ทำกันไว้ในปี 1951 แถมยังให้สิทธิสหรัฐอเมริกาในการยับยั้งการตั้งฐานทัพหรือการลงทุนของมหาอำนาจอื่นใด โดยเฉพาะจีนและรัสเซียในกรีนแลนด์ได้อีกด้วย

นอกจากนั้นแล้วยังมีการประกาศโครงการมูลค่าสูงถึง 2,400 ล้านดอลลาร์ เพื่อพัฒนาพื้นที่ฉนวนกาซ่าในนาม “คณะกรรมการสันติภาพ” (The Board of Peace) ซึ่งหลายคนมองว่าการประกาศเรื่องนี้แม้จะสำคัญ แต่สิ่งที่สำคัญที่สุดก็คือการแปรเปลี่ยนให้เป็นไปในทางปฏิบัติ ซึ่งดูเหมือนจะยากเข็ญกว่าหลายเท่าตัวนัก

ประเด็นเรื่องนี้นำไปสู่การวิพากษ์วิจารณ์สหประชาชาติ ในฐานะที่เป็นองค์กรที่สมควรยึดมั่นในหลักการเป็นกลางและคงเส้นคงวา แล้วกลายเป็นเรื่องของการแสวงหาเลขาธิการองค์การคนใหม่ แทนที่ “อันโตนิโอ กูแตร์เรส” ซึ่งจะดำรงตำแหน่งครบ 2 วาระตอนสิ้นปีนี้ และมีกระแสเล่าลือกันมากว่า สมาชิกส่วนใหญ่ต้องการเลขาฯ หน้าใหม่ เพื่อทำให้ยูเอ็นแข็งแกร่งขึ้น และให้ได้รับการสนับสนุนจากชาติสมาชิกใหญ่ ๆ มากยิ่งขึ้นกว่าเดิม

เนื่องจากบรรดาชาติสมาชิกต้องการเห็นยูเอ็นตกอยู่ภายใต้ผู้นำที่เข้มแข็งและเป็นอิสระ เหมือนอย่างที่อดีตเลขาธิการอย่าง “ดั๊ก ฮัมมาโชลด์” หรือ “โคฟี อันนัน” เคยเป็น เพราะเกรงว่าหากไม่เป็นเช่นนั้นแล้ว ท่ามกลางกระแสการแตกแยกและขัดแย้งกันอย่างมากในปัจจุบัน อาจทำให้สหประชาชาติก้าวไปสู่จุดสิ้นสุดขององค์กรก็เป็นได้

นักสังเกตการณ์ด้านการเมืองระหว่างประเทศให้ความเห็นว่า การหารือสุดยอดที่เกิดขึ้นคู่ขนานไปกับการประชุมครั้งนี้ ระหว่างทรัมป์ กับสี จิ้นผิง ดูเหมือนจะเป็นเรื่องของการอวด “พิธีการ” มากกว่าจะเป็นการแสวงหาสารัตถะใด ๆ สิ่งที่เป็นผลในทางบวกดูเหมือนจะเป็นการประกาศ “ระงับการขึ้นภาษีศุลกากร” ตอบโต้ซึ่งกันและกัน ที่เดิมกำหนดไว้เพียง 2 เดือน โดยจะให้คณะกรรมการด้านการค้า (Board of Trade) ของทั้งสองประเทศ เป็นผู้หารือเพิ่มเติมในรายละเอียดว่าจะดำเนินไปอีกนานแค่ไหน และแต่ละฝ่ายจะซื้อและขายอะไรได้บ้างภายใต้กรอบความตกลงนี้

อย่างไรก็ตาม ดูเหมือนฝ่ายจีนจะออกมายอมรับว่าไม่มีความคืบหน้าที่มีความหมายใด ๆ เกิดขึ้นจากการพบหารือครั้งนี้ โดยเฉพาะในแง่ของความพยายามที่จะให้จีนลดระดับการสนับสนุนอิหร่านและรัสเซีย แถมยังไม่มีอะไรใหม่ ๆ เกิดขึ้นเกี่ยวเนื่องกับปัญหาไต้หวันที่คาราคาซังมาเนิ่นนานเต็มทีแล้วอีกด้วย

เมื่อพิจารณาดูตามรายละเอียดดังกล่าวนี้ ดูเหมือนจะสะท้อนให้เห็นว่าทั้งทรัมป์และสี จิ้นผิง ต่างฝ่ายต่างพออกพอใจและสบาย ๆ กับสถานะที่เป็นอยู่ในตอนนี้ โดยเฉพาะในแง่ของปัญหาที่เกี่ยวกับเอไอ ที่เกิดกระแสเล่าลือเรื่องการหลุดออกจากการควบคุมและสร้างความเสียหายให้เกิดขึ้น

ทรัมป์แสดงท่าทีไม่เห็นด้วยกับการชะลอ หรือระงับขั้นตอนการพัฒนาเอไอออกมาอย่างชัดเจน โดยไม่ถือเรื่องนี้ว่าเป็นแนวรบหนึ่งระหว่างสหรัฐอเมริกากับจีนแต่อย่างใด แต่กลับระบุว่า “ใครชนะในเรื่องเอไอ เอไอก็ชนะอยู่ดี” (“Whoever Wins AI, WINS.”)

ในขณะที่จีนเองก็แสดงท่าทีไม่เต็มใจที่จะชะลอเรื่องนี้อยู่ก่อนแล้ว ดังนั้นแม้การหยิบยกเรื่องเอไอขึ้นมาหารือระหว่างทั้งสองฝ่าย ถือเป็นก้าวย่างที่สร้างสรรค์อย่างน่าสนใจ แต่ก็อีกนั่นแหละ ทุกอย่างยังไม่เป็นที่ชัดเจนว่าขั้นตอนต่อไปจะเป็นไปอย่างไร ใช่กรอบแนวปฏิบัติสำหรับเอไอในระดับนานาชาติอย่างที่หลายคนต้องการหรือไม่

ดูเหมือนผู้นำของประเทศทั้งสองจะเล็งเห็นตรงกันว่าสัมพันธภาพระหว่างสหรัฐอเมริกากับจีนควรเป็นเรื่องที่บริหารจัดการได้ ไม่จำเป็นต้องเป็นเรื่องที่ต้องแก้ไขให้ลุล่วงชัดเจนไปแต่อย่างใด ทั้งสองผู้นำดูเหมือนจะย้ำเรื่องนี้ไว้ในคำปราศรัยต่อสมัชชาใหญ่สหประชาชาติ ถึงคุณค่าและมิตรภาพของสองมหาอำนาจ ด้วยการพยายามเลี่ยงการเผชิญหน้าและความขัดแย้ง 

เพราะนี่ถือเป็นผลประโยชน์ร่วมกันของทั้งสองประเทศ แม้การพบหารือกันจะเป็นโอกาสอันดีที่จะแก้ไขปัญหาให้ลุล่วงไป แต่ก็ถูกกวาดเข้าไว้ใต้พรมอีกครั้ง เพื่อมิตรภาพและความสมานฉันท์ที่ต้องการ

แน่นอนสำหรับคนส่วนใหญ่แล้วสิ่งนี้ดูเหมือนจะไม่ดีเท่าใดนัก แต่ก็จัดว่าไม่ได้เลวร้ายเท่าใดนักไม่ใช่หรือ !

แท็กที่เกี่ยวข้อง

ทรัมป์ สี จิ้นผิง