คำเตือนจาก ‘ไอเอ็มเอฟ’ AI ‘พลังที่ 3’ กดดันเศรษฐกิจ
คอลัมน์ : ชีพจรเศรษฐกิจโลก
ผู้เขียน : นงนุช สิงหเดชะ
ปัญญาประดิษฐ์ (AI) กำลังกลายเป็นตัว “ขับเคลื่อนใหม่” ที่สำคัญของเศรษฐกิจทั่วโลกอย่างรวดเร็ว เป็นแนวโน้มที่ไม่มีอะไรมาหยุดยั้งได้ เพราะมันกลายเป็น “ตราประทับ” สำคัญไปแล้วว่า AI คือเครื่องหมายของ “เศรษฐกิจใหม่” ใครไม่มีถือว่าเป็นพวก “เศรษฐกิจเก่า” ล้าหลังที่ไม่มีทางจะเติบโตไปได้มากกว่านี้ เพราะว่าประเทศนั้น หรือองค์กรแห่งนั้น จะไม่ได้รับความสนใจจากนักลงทุนระดับโลกรายใหญ่ ๆ
อย่างไรก็ตาม คริสตาลิน่า จอร์จิวา กรรมการผู้จัดการกองทุนการเงินระหว่างประเทศ (ไอเอ็มเอฟ) เตือนว่า นักลงทุนและรัฐบาลประเทศต่าง ๆ หวังพึ่งพา AI ในการสร้างความเติบโตให้กับเศรษฐกิจและทุ่มลงทุนใน AI อย่างมาก แต่ในอีกด้านหนึ่ง AI ก็เพิ่ม “แรงกดดัน” ต่อการเติบโตของเศรษฐกิจ นอกเหนือจากพลังงานที่มีราคาสูงขึ้น และหนี้สาธารณะในระดับสูงเป็นประวัติการณ์ที่รัฐบาลหลายประเทศกำลังเผชิญอยู่ จนทำให้เศรษฐกิจเติบโตต่ำกว่าที่ควรจะเป็นอยู่แล้วในทศวรรษนี้
เมื่อมี AI เพิ่มเข้ามา เท่ากับว่าในขณะนี้เศรษฐกิจเจอแรงกดดัน “สามประสาน” พร้อมกัน
เธอกล่าวว่าเศรษฐกิจโลกในปัจจุบัน “ถูกลาก” ไปในสองทิศทาง ทั้งด้านลบและบวก โดยด้านลบเกิดจากปัญหาพลังงานที่ปริมาณในตลาดหายไปเนื่องจากความขัดแย้งในตะวันออกกลางซึ่งดำเนินมาเข้าสู่เดือนที่ 8 ทำให้ค่าครองชีพประชาชนสูงขึ้น ส่วนด้านบวกก็คือความบูมของการลงทุนใน AI ที่เพิ่มขึ้นอย่างรวดเร็ว แต่ผลกระทบจากสองปัจจัยนี้ที่มีต่อโลกก็ไม่เท่ากัน ไม่ทั่วถึง
ในแง่บวก การลงทุน AI ทั่วโลก เมื่อคิดเป็นสัดส่วนต่อจีดีพี มีแนวโน้มจะ “มากกว่า” วงเงินลงทุนในการก่อสร้างถนน โครงข่ายไฟฟ้า เครือข่ายโทรคมนาคม ในขณะที่ฮาร์ดแวร์และผลิตภัณฑ์เทคโนโลยีที่เกี่ยวข้องกับ AI มีสัดส่วนมากกว่า 1 ใน 10 ของการค้าสินค้าโลกไปแล้ว
ไอเอ็มเอฟประเมินว่า หาก AI ไปได้ด้วยดี จะเพิ่มจีดีพีให้กับเศรษฐกิจโลกประมาณ 0.5% ต่อปี จาก 3% เป็น 3.5% ในทศวรรษนี้ หรือมีขนาดเท่ากับเศรษฐกิจของเอเชียตะวันออกเฉียงใต้ (อาเซียน) อย่างไรก็ตามมีแนวโน้มว่าผลประโยชน์จาก AI จะกระจุกตัวสูง โดยประเทศที่เกี่ยวข้องน้อยในห่วงโซ่อุปทาน AI โลก จะไม่ได้รับประโยชน์ ซึ่งจะเพิ่มความเหลื่อมล้ำในเศรษฐกิจโลกมากขึ้น
ความบูมของ AI ยังเพิ่มความกังวลด้านเงินเฟ้อที่สร้างปัญหาให้กับรัฐบาลทั่วโลกอยู่แล้วก่อนหน้านี้จากปัญหาราคาพลังงานและอาหาร ปัญหาการเก็บภาษีศุลกากรและการใช้จ่ายด้านกลาโหม โดยแรงกดดันเงินเฟ้อยังลามไปถึงตลาดพันธบัตรรัฐบาล เห็นได้จากผลตอบแทน (ยีลด์) พันธบัตรทั้งของสหรัฐ เยอรมนี และญี่ปุ่น ต่างพุ่งขึ้นสูงในรอบหลายสิบปี
ขณะเดียวกันบริษัทเอกชนที่ลงทุนด้าน AI ก็ออกหุ้นกู้ระยะยาวมาแข่งกับรัฐบาลเพื่อระดมทุน แม้ว่าความบูมของการระดมทุนนี้อาจสะท้อนถึงความคาดหวังว่า AI จะเติบโตได้เร็วกว่าหนี้ก็ตาม
หนี้สาธารณะทั่วโลกใกล้ถึงจุดสูงสูดนับตั้งแต่สงครามโลกครั้งที่ 2 และอีกไม่นานจะเกิน 100% ของจีดีพี โดยประเทศที่มีหนี้ดังกล่าวสูงคือกลุ่มประเทศพัฒนาแล้ว มีสถานะหนี้ย่ำแย่ที่สุด ทั้งนี้ตลอด 17 ปีที่ผ่านมาดอกเบี้ยมีอัตราต่ำกว่าการเติบโตของเศรษฐกิจ จึงไม่มีปัญหามากนัก
แต่ตอนนี้ดอกเบี้ยสูงและมีแนวโน้มจะสูงขึ้นอีก สถานการณ์ไม่ง่ายอีกต่อไป ประกอบกับหลายประเทศยังคงขาดดุลงบประมาณในระดับสูงกว่าช่วงก่อนระบาดของโควิด-19 ดังนั้น “พื้นที่การคลัง” ในขณะนี้จำเป็นต้องได้รับการเติมเต็ม และลดสัดส่วนหนี้ลง
กรรมการผู้จัดการไอเอ็มเอฟระบุด้วยว่า ความบูมของ AI ยังมีความเสี่ยงต่อเสถียรภาพด้านการเงิน การที่บริษัทขนาดใหญ่มีผลกำไรงาม ได้ผลักดันให้ราคาหุ้นสูงขึ้น สร้างความร่ำรวยแก่ผู้เกี่ยวข้อง แต่ถ้าหากกำไรไม่เป็นไปตามคาดหวัง บริษัทขนาดใหญ่ที่มีการกู้ยืมและผู้ถือหุ้นของบริษัทอเมริกันที่มีจำนวนมากขึ้นเรื่อย ๆ อาจเปลี่ยนจากความผิดหวังไปเป็น “ความช็อก” ครั้งใหญ่
“ขณะนี้เราอยู่ในช่วงเปลี่ยนผ่านระหว่างการก่อตัวของความบูมของ AI ในวันนี้ กับประโยชน์ของ AI ในวันพรุ่งนี้ ซึ่งระหว่างวันนี้กับวันพรุ่งนี้เราจะต้องเดินผ่านช่วงแห่งความเสี่ยงสูงสุด” ดังนั้นเป็นโอกาสอันดีที่ประเทศต่าง ๆ จะหาทางป้องกันด้วยการกำกับดูแลให้เหมาะสม
ทางด้าน เรย์ ดาลิโอ มหาเศรษฐีนักลงทุนชาวอเมริกัน ซึ่งเคยออกมาเตือนก่อนหน้านี้หลายครั้งเกี่ยวกับความเสี่ยงที่จะเกิดฟองสบู่ AI ล่าสุดได้ออกมาเตือนอีกครั้งระหว่างร่วมงาน Forbes Global CEO Conference ในสิงคโปร์ ว่า หนี้ก้อนใหญ่กำลังถูกนำไปลงทุน AI ขณะที่อัตราดอกเบี้ยยังคงสูงขึ้นต่อเนื่อง นั่นเป็นจุดที่ “ฟองสบู่” เริ่มผุดขึ้นมา ตอนนี้เราอยู่ในส่วนหนึ่งวัฏจักรที่ว่านั้นและเข้าใกล้แล้ว
อาร์เธอร์ เฮย์ส์ ผู้ร่วมก่อตั้ง Maelstrom บริษัทลงทุนในสกุลเงินดิจิทัลเข้ารหัส (คริปโตเคอร์เรนซี) ทำนายว่า หากดูจากประวัติศาสตร์ เทคโนโลยีที่มีการลงทุนมากเกินไป สุดท้ายมักจะล่มสลาย ความบูมของการลงทุน AI ในปัจจุบันก็ไม่ใช่ข้อยกเว้น โดยสุดท้ายแล้วจะให้ผลลัพธ์ที่คุ้นเคย คือ “ลงทุนมากเกินไป ล่มสลาย และท้ายที่สุดรัฐบาลเข้ามาอุ้ม”
เขากล่าวว่ามนุษยชาติกำลังลงทุนอย่างสูญเปล่าหลายล้านล้านดอลลาร์ในการสร้างศูนย์ข้อมูล AI เพราะการสร้างศูนย์ข้อมูลที่มากเกินไป จะทำให้ Computing Power (พลังการประมวลผลของคอมพิวเตอร์) มีราคาถูกมากและมีอย่างเหลือเฟือ นำไปสู่ความตกต่ำจากการผลิตออกมามากเกินไป
เฮย์ส์คาดว่าการส่งมอบศูนย์ข้อมูลส่วนใหญ่ จะเกิดขึ้นในปลายปี 2027 หรือ 2028 เมื่อถึงตอนนั้นถือว่าเป็นจุดท้าทาย เพราะผู้ใช้บริการขั้นปลายของ Computing Power รายใหญ่ ๆ อย่าง SpaceX, OpenAI และ Anthropic และเป็นพลังสำคัญในการผลักดันความต้องการ Computing Power ล้วนเป็นบริษัทที่ไม่ทำเงิน ดังนั้นต้องดูว่าจะมีเงินจ่ายตามที่ผูกพันไว้หรือไม่เมื่อมีการส่งมอบศูนย์ข้อมูล