วันที่ 2 มีนาคม 2565 สำนักข่าว เอพี รายงานผลการประชุมฉุกเฉินของสมัชชาสหประชาชาติ หรือ The U.N. General Assembly ลงมติด้วยคะแนนเสียงท่วมท้น 141 ต่อ 5 เสียง เรียกร้องให้รัสเซียยุติการรุกรานยูเครน และถอนกองกำลังทั้งหมดออกไป
การประชุมชาติสมาชิกยูเอ็น 193 ประเทศครั้งนี้ เป็นการเรียกประชุมฉุกเฉินครั้งแรก นับจากปี 1997 หรือ พ.ศ. 2540 ในบรรดาชาติที่เรียกร้องให้รัสเซียถอนกำลังออกไป 141 ประเทศ มีทั้งชาติยักษ์ใหญ่ไปจนถึงชาติที่เป็นเกาะเล็กๆ

ส่วนประเทศที่ออกเสียงต้านมติครั้งนี้ 5 ประเทศ นอกจากรัสเซียแล้ว ได้แก่ เบลารุส คิวบา เกาหลีเหนือ และซีเรีย ขณะที่มี 35 ประเทศงดออกเสียง
มติดังกล่าวไม่มีผลบังคับใช้ทางกฎหมาย แต่สะท้อนปฏิกิริยาและความเห็นของชาติสมาชิกส่วนใหญ่ที่ประณามรัสเซียกระทำการก้าวร้าวรุนแรงต่อยูเครน ด้วยท่าทีที่แข็งกร้าวที่สุด ทั้งยังขอให้รัสเซียถอนกำลังทั้งหมดออกไปโดยทันที

ก่อนหน้าการลงมติ กองทัพรัสเซียยังคงถล่มเป้าหมายอย่างหนักในเมืองคาร์คิฟ เมืองใหญ่อันดับสองของยูเครน มีผู้เสียชีวิตอย่างน้อย 21 ราย บาดเจ็บ 112 คน อีกทั้งยังมีขบวนรถถังและรถหุ้มเกราะของรัสเซียเคลื่อนทัพเข้าใกล้กรุงเคียฟ แม้ว่าตัวแทนของทั้งสองฝ่ายเปิดเจรจากันรอบแรกที่มุ่งจะหยุดยิง
จากข่าวของสำนักงานป้องกันภัยแห่งชาติยูเครน รัสเซียยิงขีปนาวุธโจมตีอาคารสำนักงานตำรวจสูง 5 ชั้นในเมืองคาร์คิฟ พร้อมด้วยอาคารสำนักงานข่าวกรอง และมหาวิทยาลัย อยู่ในทะเลเพลิง
รัสเซียบุกยูเครนอย่างต่อเนื่องมานาน 7 วันแล้ว และทำให้เกิดคลื่นอพยพของประชาชนที่หนีจากยูเครนแล้วมากกว่า 870,000 คน ซึ่งจะถึง 1 ล้านคนในไม่ช้า จากการประเมินของสำนักงานข้าหลวงใหญ่ผู้ลี้ภัยแห่งสหประชาชาติ

ขณะเดียวกัน รัฐบาลรัสเซีย โดยโฆษกกระทรวงกลาโหม แถลงเป็นครั้งแรกถึงยอดผู้เสียชีวิตในศึกครั้งนี้ เป็นทหารรัสเซีย 498 ราย และบาดเจ็บ 1,597 นาย เพื่อตอบโต้กระแสข่าวลือว่า ทหารรัสเซียตายเป็นเบือจนนับจำนวนไม่ได้

พลตรีอิกอร์ โคนาเชนคอฟ โฆษกกระทรวงกลาโหมรัสเซีย ยังแถลงด้วยว่า กองกำลังของยูเครนเสียชีวิตแล้วมากกว่า 2,870 ราย บาดเจ็บอีก 3,700 นาย อีก 572 นายถูกจับกุม ส่วนทางการยูเครนระบุว่ายังยืนยันตัวเลขนี้ไม่ได้