เปิด 3 บลจ.ต่างประเทศท็อปฮิต 3 ราย “PIMCO-JP Morgan-State Street” นักลงทุนไทยขนเงินซื้อสูงสุด ผ่านกองทุน FIF มูลค่ากว่า 2.02 แสนล้านบาท ฟาก บลจ.บัวหลวงประเมิน ครึ่งปีหลังกองทุนหุ้นต่างประเทศมาแรง เล็งขายกองทุนใหม่ลุยซื้อหุ้นอินเดีย พร้อมแนะเพิ่มพอร์ตลงทุนกองทุนต่างประเทศเป็น 30% จากก่อนหน้านี้ 20%
นายกิตติคุณ ธนรัตนพัฒนกิจ นักวิเคราะห์ข้อมูล บริษัท มอร์นิ่งสตาร์ รีเสิร์ช (ประเทศไทย) กล่าวว่า ในช่วงหลายปีที่ผ่านมา นักลงทุนไทยให้ความสนใจลงทุนกองทุนรวมเพื่อการลงทุนต่างประเทศ (FIFs) อย่างมาก โดยเฉพาะกองทุนไทยที่ลงทุนในหน่วยลงทุนของกองทุนหลักซึ่งเป็นกองทุนต่างประเทศเพียงกองทุนเดียว (Master Feeder Fund) จนทำให้ปัจจุบันบริษัทหลักทรัพย์จัดการกองทุน (บลจ.) ของไทย ได้นำเงินไปลงทุนใน บลจ.ต่างประเทศทั่วโลกมากกว่า 40 แห่งแล้ว
ทั้งนี้ ข้อมูล ณ วันที่ 30 มิ.ย. 2560 ของมอร์นิ่งสตาร์ฯระบุว่า บลจ.ต่างประเทศที่บริหารเงินของนักลงทุนไทยสูงสุด 3 อันดับแรกนั้น มีมูลค่ารวมทั้งสิ้น 202,317 ล้านบาท แบ่งเป็น PIMCO มูลค่าเงินบริหารรวมทั้งสิ้น 111,790 ล้านบาท รองลงมาคือ JP Morgan 57,529 ล้านบาท และ State Street มูลค่า 32,998 ล้านบาท
โดย PIMCO จะมีความโดดเด่นด้านการลงทุนในกองทุนตราสารหนี้ทั่วโลก (Global Bond) ขณะที่ JP Morgan โดดเด่นด้านกองทุนที่ลงทุนในธุรกิจเกี่ยวข้องกับสุขภาพทั่วโลก (Global Healthcare) และกองทุนผสมที่ลงทุนสินทรัพย์หลายประเภท ขณะที่ State Street หรือที่รู้จักกันในนาม SPDR นั้น มีความโดดเด่นด้านการลงทุนในทองคำ
“นักลงทุนไทยนิยมซื้อ FIF มากขึ้น โดยครึ่งปีที่ผ่านมาก็มียอดซื้อสุทธิในกองทุนประเภทนี้รวมทั้งสิ้น 163,155 ล้านบาท (นับรวมกองทุนต่างประเทศทุกประเภท) ทำให้ บลจ.ต่างประเทศบางแห่ง เช่น PIMCO ได้เงินของนักลงทุนไทยไปบริหารกว่าแสนล้านบาท ซึ่งเรียกได้ว่ามีสินทรัพย์มากกว่าหลาย ๆ บลจ.ของไทยด้วยซ้ำ” นายกิตติคุณกล่าว
นายพีระพงศ์ จิระเสวีจินดา ประธานเจ้าหน้าที่บริหาร บลจ.บัวหลวง กล่าวว่า ในช่วงครึ่งปีหลัง การลงทุนในกองทุน FIF จะยังคงได้รับความนิยมอย่างต่อเนื่อง เพราะการแสวงหาผลตอบแทน (รีเทิร์น) การลงทุนในประเทศไทยทำได้ยากขึ้น ทั้งในลักษณะการลงทุนหุ้นและตราสารหนี้ ดังนั้น บลจ. บัวหลวง จึงมีแผนที่จะเสนอขายกองทุนใหม่ช่วงปลายเดือนสิงหาคม คือ กองทุน FIF ที่ลงทุนในตลาดหุ้นอินเดีย เนื่องจากในช่วงที่ผ่านมา รัฐบาลอินเดียมีการปฏิรูปในหลายส่วน ทั้งด้านภาษี ด้านการเงิน และด้านธนาคารจึงส่งผลนักลงทุนต่างชาติเกิดความมั่นใจ และนำเงินเข้าไปลงทุนในอินเดียมากขึ้น จนทำให้ตลาดหุ้นอินเดีย (ดัชนี Sensex) ตั้งแต่ต้นปีถึงปัจจุบัน (18 ก.ค. 2560) ปรับตัวขึ้นไปสูงถึง 19.23%
“การลงทุนในกองทุนต่างประเทศน่าจะยังดีในครึ่งปีหลัง แต่นักลงทุนก็ต้องดูรายละเอียดด้วยว่า กองทุนที่ซื้อป้องกันความเสี่ยงของค่าเงินมากน้อยแค่ไหน ถ้ารับความเสี่ยงค่าเงินไม่ได้ ก็ควรเลือกกองทุนที่ทำประกันความเสี่ยงค่าเงินไว้เต็มจำนวน แต่ถ้าอยากได้ทั้งรีเทิร์น (ผลตอบแทน) และอยากลุ้นกำไรอัตราแลกเปลี่ยนด้วย ก็อาจต้องเลือกกอง FIF ที่ทำประกันความเสี่ยงค่าเงินไว้จำนวนหนึ่ง” นายพีระพงศ์กล่าว
สำหรับกลยุทธ์การลงทุนในปีนี้ แนะนำนักลงทุนเพิ่มสัดส่วนพอร์ตลงทุนกองทุนต่างประเทศเป็น 30% จากก่อนปีก่อน 20% ส่วนกองทุนในประเทศให้ลดสัดส่วนเหลือ 70% จากปีก่อน 80%
นายบุญชัย เกียรติธนาวิทย์ ประธานเจ้าหน้าที่บริหารการลงทุน บลจ.ธนชาต กล่าวว่า บริษัทมีกองทุนเปิดธนชาตโกลบอลอินคัม (T-INCOME) ที่ลงทุนในกองทุนหลัก JP Morgan Investment Funds-Global Income Fund โดยในช่วงที่ผ่านมาได้ให้ผลตอบแทนที่ดีกว่า 4% ต่อปี และมีการจ่ายเงินปันผลคืนให้นักลงทุนระหว่างทางตลอดทุกเดือน ดังนั้นจึงทำให้นักลงทุนระยะยาวชอบการลงทุนในกองทุนนี้ ส่วนในครึ่งปีหลังคาดว่ากองทุนต่างประเทศจะได้รับความนิยม แต่อาจจะไม่สูงมากนักเมื่อเทียบกับครึ่งปีแรก โดยเฉพาะการลงทุนในตลาดหุ้นต่างประเทศ เพราะที่ผ่านมาดัชนีได้ปรับตัวขึ้นไปมากแล้ว