จับตาอนาคตอุตสาหกรรมกัญชาและกัญชงในประเทศไทย
ปี 2565 ประเทศไทยนับเป็นประเทศแรกในเอเชียและเป็นลำดับที่ 3 ของโลกที่บัญญัติให้กัญชา-กัญชงถูกกฎหมายทั่วทั้งประเทศ แต่ในทางกลับกัน สิ่งที่ตามมา คือ ความไม่ชัดเจนในรายละเอียดของข้อกฎหมายกัญชาเสรี ยกตัวอย่างเช่น การเกิดร้านค้าอย่างแพร่หลายสำหรับการจำหน่ายกัญชาเพื่อตอบสนองกลุ่มลูกค้าในด้านสันทนาการ ไม่ว่าจะเป็น ผลิตภัณฑ์กัญชาอัดแท่ง ลูกอมกัญชา ช่อดอกกัญชา ซึ่งยังไม่มีข้อกฏหมายที่ชัดเจนในส่วนนี้ หรือแม้กระทั่งร้านสะดวกซื้อ ยกตัวอย่างเช่น เซเว่น-อีเลฟเว่น เอง ก็มีการจำหน่ายเครื่องดื่ม และผลิตภัณฑ์ความงามที่มีส่วนผสมกัญชง ซึ่งเป็นไปตามประกาศกระทรวงสาธารณสุข ทั้งนี้ธุรกิจกัญชา/กัญชงในประเทศไทยยังคงให้กลิ่นอายความเป็น “ Wild West” โดยที่กัญชา/กัญชงเอง ถือเป็นพืชเศรษฐกิจมูลค่าสูงในประเทศที่มีความเป็นรูปธรรม แม้ว่ารายงานข้อมูลกัญชาทั่วโลกมีการคาดการณ์มูลค่าตลาดกว่า 1.2 พันล้านดอลลาร์สหรัฐภายในระยะเวลาเพียงไม่กี่ปี

ในประเทศไทย ณ ปัจจุบัน ช่อดอกกัญชาไม่ได้จำกัดปริมาณสาร THC แต่การสูบกัญชาที่ก่อให้เกิดกลิ่นและควันในที่สาธารณะ ถือว่าเป็นการก่อเหตุรำคาญ และมีการลงโทษโดยการปรับ จำคุก หรือทั้งจำทั้งปรับ จึงอาจเป็นเหตุผลที่ว่าทางรัฐบาลจะกีดกันการใช้กัญชาเพื่อการท่องเที่ยวโดยทางอ้อม
https://youtu.be/x4BQlQclN2Q

ดังนั้นสำหรับนักท่องเที่ยวต่างชาติที่เดินทางออกจากประเทศไทยไปยังประเทศอื่น ๆ หรือเดินทางกลับไปยังประเทศต้นทาง จะมีกฎหมายและข้อบังคับต่าง ๆ ของแต่ละประเทศที่เกี่ยวข้องกับกัญชาซึ่งอาจจะนำไปสู่การดำเนินคดีจากการตรวจพบสารที่มาจากการบริโภคกัญชาขณะที่นักท่องเที่ยวดังกล่าวเดินทางมาเที่ยวในประเทศไทย โดยในทางกฎหมายแล้ว สินค้าต่าง ๆ ที่ใช้สารสกัดจากกัญชา/กัญชงในสินค้าอุปโภคบริโภค จะถูกควบคุมปริมาณสาร THC ไม่เกิน 0.2%

นอกจากนี้ธุรกิจกัญชา/กัญชงในประเทศไทย เรียกได้ว่าต้องก้าวผ่านอุปสรรคมากมายกว่าที่ธุรกิจดังกล่าวจะถูกพิจารณาให้ถูกกฎหมายแบบปัจจุบัน อย่างในเดือนกรกฎาคมที่ผ่านมา เจ้าหน้าที่ของรัฐได้มีการประกาศให้ร้านขายผลิตภัณฑ์จากกัญชารวมถึงช่อดอกผิดกฎหมาย แต่คำสั่งดังกล่าวถูกเพิกถอนทันที เนื่องจากเจ้าหน้าที่สาธารณสุขพบว่าคำสั่งดังกล่าวยังไม่มีความชัดเจนเพียงพอ รวมถึงยังไม่มีการกำหนดวิธีการที่สามารถดำเนินคดีกับผู้กระทำความผิดที่ถูกกล่าวหาได้อีกด้วย
ความไม่ชัดเจนของกฎหมายที่เกี่ยวกับลักษณะเฉพาะของการจำหน่ายและการบริโภคกัญชาที่มีความคลุมเครือสร้างความท้าทายต่อผู้ประกอบการทั้งรายใหญ่และรายย่อยของไทยไม่น้อย อย่างไรก็ตาม หน่วยงานที่เกี่ยวข้องทั้งจากภาครัฐและจากทางสำนักงานคณะกรรมการอาหารและยา (อย.) ก็ได้มีความพยายามในการบัญญัติกฎหมายและข้อบังคับที่เหมาะสมและชัดเจนที่สุด อย่างต่อเนื่อง
ความเป็นไปและสิ่งที่ควรพิจารณาต่อไปคืออะไร?

ในฐานะผู้ประกอบการอย่างบริษัท Eastern Spectrum Group กำลังดำเนินการพัฒนาสิ่งต่างๆภายใต้บริษัท ควบคู่ไปกับให้การสนับสนุนทางรัฐบาลไทยและหน่วยงานที่เกี่ยวข้องในการดำเนินการดังต่อไปนี้
- การกระจายผลิตภัณฑ์จากกัญชา/กัญชงที่มีความหลากหลายทั้งรูปแบบวัตถุดิบและส่วนประกอบ (Business to Business) หรือสินค้าที่จำหน่ายโดยตรงสู่ผู้บริโภค(Business to Customer) เพื่อเป็นการกระตุ้นตลาดท้องถิ่นด้วยผลิตภัณฑ์ที่ได้จากสารสกัดกัญชา/กัญชงคุณภาพสูงและเป็นการให้ความสำคัญกับผลิตภัณฑ์ในชุมชน ขณะเดียวกันก็มีการจัดโครงข่ายทางธุรกิจให้เป็นสหกรณ์ที่เกษตรกรในท้องถิ่นสามารถเข้ามามีส่วนร่วมในการเรียนรู้และสามารถหารายได้จากองค์กรดังกล่าวได้
- ควรมีการออกกฎหมายให้มีข้อกำหนดที่มีมาตรฐานที่เหมาะสมให้กับอุตสาหกรรมกัญชา/กัญชงของไทย พร้อมทั้งการระบุเป็นลายลักษณ์อักษรและกำหนดเป็นกฏหมายที่ชัดเจน
- จัดทำข้อมูลที่สามารถเข้าถึงได้ให้แก่นักท่องเที่ยงต่างชาติที่เข้ามายังประเทศไทย เพื่อเป็นการป้องกันไม่ให้เกิดการละเมิดกฎหมายโดยไม่เจตนา หรือการถูกดำเนินคดีในประเทศอื่น ๆ หลังจากเดินทางมายังประเทศไทย
สิ่งสำคัญสุดท้ายที่ควรพิจารณาของอุตสาหกรรมกัญชา/กัญชงในไทยก็คือ การที่ผู้มีอำนาจออกกฎระเบียบที่ชัดเจน เพื่อเป็นการสนับสนุนเศรษฐกิจในไทยระยะยาว อีกทั้งเพื่อเป็นสนับสนุนให้ภาคธุรกิจของกัญชา/กัญชงไทยมีการเติบโตได้อย่างเหมาะสมและยั่งยืน