เว็บไซต์นี้ใช้คุ้กกี้เพื่อสร้างประสบการณ์ที่ดีมีประสิทธิภาพยิ่งขี้น อ่านเพิ่มเติมคลิก (Privacy Policy) และ (Cookies Policy)
Skip to content
กทม.เปิดเยียวยาน้ำท่วม 2 ระบบ ยื่นออนไลน์แอพพ์ “ทางรัฐ–กทม.”
News กทม.เปิดเยียวยาน้ำท่วม 2 ระบบ ยื่นออนไลน์แอพพ์ “ทางรัฐ–กทม.”
เกษตรฯ เตรียมรับฝนหนัก 4-7 และ 9-12 ต.ค. แบ่ง 4 พื้นที่เสี่ยง ระดมเรือ-เครื่องสูบน้ำสแตนด์บาย 24 ชม.
Economic เกษตรฯ เตรียมรับฝนหนัก 4-7 และ 9-12 ต.ค. แบ่ง 4 พื้นที่เสี่ยง ระดมเรือ-เครื่องสูบน้ำสแตนด์บาย 24 ชม.
“ศุภจี” ส่งถุงยังชีพ 2,000 ชุดช่วยน้ำท่วมปราจีนบุรี เร่งคุมสินค้า–ราคา เตรียม “ธงฟ้า” ฟื้นฟูหลังน้ำลด
Economic “ศุภจี” ส่งถุงยังชีพ 2,000 ชุดช่วยน้ำท่วมปราจีนบุรี เร่งคุมสินค้า–ราคา เตรียม “ธงฟ้า” ฟื้นฟูหลังน้ำลด
กทม.เร่งสูบน้ำ “ฝั่งตะวันออก” โยกเครื่องช่วย“ลาดกระบัง” พร่องแก้มลิงรับฝนระลอกใหม่
News กทม.เร่งสูบน้ำ “ฝั่งตะวันออก” โยกเครื่องช่วย“ลาดกระบัง” พร่องแก้มลิงรับฝนระลอกใหม่
มิตซูบิชิ ปาเจโร เนียน นุ่ม แรง หรู
Automotive มิตซูบิชิ ปาเจโร เนียน นุ่ม แรง หรู
“แมคโดนัลด์” เปิดธุรกิจโฆษณา ต่อยอด 1.4 หมื่นสาขาสู่ช่องทางสื่อ
Business “แมคโดนัลด์” เปิดธุรกิจโฆษณา ต่อยอด 1.4 หมื่นสาขาสู่ช่องทางสื่อ
ยศชนัน งัดเทคโนโลยี-บิ๊กดาต้า รับมือวิกฤตน้ำเหนือ เล็งปรับโครงสร้างชุมชน
Politics ยศชนัน งัดเทคโนโลยี-บิ๊กดาต้า รับมือวิกฤตน้ำเหนือ เล็งปรับโครงสร้างชุมชน
เดิมพันใหม่ธุรกิจประกันไทยนายกสมาคมเปิดใจรับมือ ‘ภัยพิบัติ’
Finance เดิมพันใหม่ธุรกิจประกันไทยนายกสมาคมเปิดใจรับมือ ‘ภัยพิบัติ’
ปิดฉากนิมิบุตร-ศุภชลาศัย คืนที่ดินจุฬาปั้น ‘คลองหก’
Real Estate ปิดฉากนิมิบุตร-ศุภชลาศัย คืนที่ดินจุฬาปั้น ‘คลองหก’
ถอดสูตร 4 ซีอีโอแบรนด์ดังใน HOW Club: เปิดกลยุทธ์ปั้นธุรกิจร้อยล้าน-พันล้าน
Biz Movement ถอดสูตร 4 ซีอีโอแบรนด์ดังใน HOW Club: เปิดกลยุทธ์ปั้นธุรกิจร้อยล้าน-พันล้าน
ดูทั้งหมด

เลือกตั้ง 2566 : “จ่านิว” กับ “โตโต้” บน “ถนนคนละเส้น” การเมืองภาคต่อของอดีตนักกิจกรรมนักศึกษา

13 พ.ย. 2565 | 01:53น.
  • หทัยกาญจน์ ตรีสุวรรณ
  • ผู้สื่อข่าวบีบีซีไทย

อดีตแกนนำนักศึกษาสรุปความผิดพลาดที่ทำให้ขบวนการประชาธิปไตยไม่บรรลุเป้าหมายในการต่อสู้ ส่วนหนึ่งเกิดจากความไม่เป็นเอกภาพ บูชาตัวบุคคล และหลงอยู่ใน “ห้องเสียงสะท้อน” (Echo Chamber) ทว่าก่อนศึกเลือกตั้งทั่วไปจะมาถึง นักกิจกรรมการเมืองหลายคนได้ย้ายตัวเองออกจากท้องถนนเพื่อต่อสู้ผ่านระบบพรรคการเมือง

ปิยรัฐ จงเทพ หรือ “โตโต้” เปิดตัวในฐานะว่าที่ผู้สมัคร ส.ส. กทม. (เขตบางนา-พระโขนง) ของพรรคก้าวไกล (ก.ก.) เมื่อ 9 ก.ย. โดยถือเป็นการสู่ลงสนามเลือกตั้งครั้งที่ 2 ของเขา หลังเคยสวมเสื้อพรรคอนาคตใหม่ (อนค.) ชิมลางชิงเก้าอี้ ส.ส.กาฬสินธุ์ เขต 1 ในการเลือกตั้งปี 2562 แม้ไปไม่ถึงฝั่งฝัน แต่ก็เก็บคะแนนให้ต้นสังกัดได้ 17,750 คะแนน

จ่านิว โตโต้

จ่านิว โตโต้, Sirawith Seritiwat/ Thai News Pix

ขณะที่ สิรวิชญ์ เสรีธิวัฒน์ หรือ “จ่านิว” กลับจากเรียนภาษาในต่างแดนได้ไม่นาน ก็สมัครเป็นสมาชิกพรรคเพื่อไทย (พท.) เมื่อ 18 ต.ค. เพื่อเรียนรู้งานพรรคการเมือง ทว่ายังไม่พร้อมเสนอตัวเป็นผู้แทนราษฎรในการเลือกตั้งหนนี้

บีบีซีไทยสนทนากับ โตโต้ และ จ่านิว ต่างกรรมต่างวาระ เพื่อสำรวจเส้นทางที่ผ่านมา และก้าวย่างต่อไปบนถนนสายการเมืองของพวกเขา

ผ่าน-ไม่พบที่เวทีคนเสื้อแดง สู่ ผู้ร่วมวงต้านเผด็จการ

ปิยรัฐ วัย 31 ปี กับ สิรวิชญ์ วัย 30 ปี เป็นนักกิจกรรมทางการเมืองรุ่นเดียวกัน และเคยต่อสู้เรียกร้องประชาธิปไตยมาด้วยกัน

ทั้งคู่มีอดีตร่วมกันตั้งแต่สมัยยังไม่รู้จักหน้า โดยต่างคนต่างไปร่วมสังเกตการณ์การชุมนุมกลุ่ม “แนวร่วมประชาธิปไตยต่อต้านเผด็จการแห่งชาติ” (นปช.) เมื่อปี 2553 ขณะนั้นโตโต้เพิ่งดร็อปเรียนหลักสูตรประกาศนียบัตรวิชาชีพชั้นสูง (ปวส.) ภาคค่ำ เพื่อเตรียมสมัครเข้ามหาวิทยาลัย เขาขี่รถจักรยานยนต์จากที่พักย่านลาดกระบังไปสมทบกับเพื่อน ๆ ที่แยกราชประสงค์ ส่วนจ่านิวทำงานพิเศษอยู่แถวคลองเตย หลังเสร็จงานจัด-ประกอบ-เฝ้านิทรรศการ จึงแวะเวียนไปฟังปราศรัยที่เวที “คนเสื้อแดง” อยู่บ่อย ๆ

ต้าน คสช.

ที่มาของภาพ, JIRAPORN KUHAKAN/ BBC THAI

ในช่วงการชุมนุม “ชัตดาวน์กรุงเทพฯ” ของ “คณะกรรมการประชาชนเพื่อการเปลี่ยนแปลงปฏิรูปประเทศไทยให้เป็นประชาธิปไตยที่สมบูรณ์แบบอันมีพระมหากษัตริย์ทรงเป็นประมุข” (กปปส.) ปี 2557 โตโต้ นักศึกษาคณะวิศวกรรมศาสตร์ มหาวิทยาลัยเทคโนโลยีพระจอมเกล้าพระนครเหนือ ร่วมกับเพื่อนนักศึกษากลุ่ม “สามพระจอมปกป้องประชาธิปไตย” (พระนครเหนือ-ลาดกระบัง-บางมด)

จัดกิจกรรมคัดค้านการปิดคูหาเลือกตั้งของแนวร่วม “ม็อบนกหวีด” และดักคอกองทัพไม่ให้ลากรถถังออกมายึดอำนาจ เช่นเดียวกับ จ่านิว นักศึกษาคณะรัฐศาสตร์ มหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์ (มธ.) สมาชิกสภานักศึกษา มธ. และผู้ก่อตั้งกลุ่ม “สภาหน้าโดม” ซึ่งเป็นโต้โผจัดกิจกรรมทำนองเดียวกันในรั้ว มธ.

เมื่อรัฐประหาร 22 พ.ค. 2557 เกิดขึ้นจริง ทั้ง ปิยรัฐ-สิรวิชญ์ กระโจนลงสู่ท้องถนนในวันรุ่งขึ้น โดยร่วมกับนักศึกษาและประชาชนเดินเท้าไปยังอนุสาวรีย์ประชาธิปไตย เพื่อแสดงออกในเชิงต่อต้านคณะรักษาความสงบแห่งชาติ (คสช.)

จากเคยผ่าน-ไม่พบกันที่เวทีคนเสื้อแดง เส้นทางของ 2 นักศึกษาเดินมาถึงจุดบรรจบ เมื่อร่วมจัดตั้งและเป็นสมาชิก “ศูนย์กลางนิสิตนักศึกษาเพื่อประชาธิปไตยแห่งประเทศไทย” (ศนปท.) ที่ลานโพธิ์ มธ. เมื่อ 28 พ.ค. 2557 ผนึกกำลังกันต่อต้านเผด็จการทหารตั้งแต่วันแรก ๆ ของการยึดอำนาจ จนถึงวันท้าย ๆ ก่อนคลายอำนาจ

ภายใต้ชื่อเรียกใหม่ว่า “คนอยากเลือกตั้ง” โดยจัดชุมนุมที่ลานสกายวอล์ก เขตปทุมวัน เมื่อ 27 ม.ค. 2561 เรียกร้องให้มีการเลือกตั้ง หลังหัวหน้า คสช. เลื่อนโรดแมปคืนอำนาจให้ประชาชนหลายครั้งหลายหน

โหวตแรกให้เพื่อไทย โหวตต่อไปให้พรรคต้นสังกัด

ก่อนเข้าทำงานในพรรคการเมือง ครั้งแรกที่มีโอกาสไปใช้สิทธิเลือกตั้งทั่วไป จ่านิว-โตโต้ ต่างโหวตให้ พท.

จ่านิวให้เหตุผลว่า เขาสนใจการเมืองตั้งแต่เด็ก และติดตามตั้งแต่ยุคไทยรักไทย พลังประชาชน และเพื่อไทย พอมีสิทธิเลือกตั้งทั่วไปครั้งแรกปี 2554 ในช่วงที่กำลังเข้าศึกษาระดับปริญญาตรี และชีวิตเข้าสู่โหมดต้องทำงานพิเศษ รับค่าจ้างรายวันไม่เกิน 250 บาท ส่วนเงินเดือนคนจบ ป.ตรี ก็อยู่ที่หมื่นต้น ๆ เขาจึงรู้สึกว่านโยบายขึ้นค่าแรงขั้นต่ำเป็นวันละ  300 บาท และขึ้นเงินเดือน ป.ตรี เป็น 15,000 บาท ของ พท. ทำให้คนมีคุณภาพชีวิตดีขึ้น กินอิ่ม นอนหลับ ไม่ต้องพะว้าพะวงกับเรื่องปากท้อง

“ผมมองว่านโยบายออกแบบมาเพื่อแลกประโยชน์กับคะแนนเสียงของเรา ก็เป็นนโยบายที่รู้สึกว่าจับต้องได้ ตอนนั้นผมเลยเป็นโหวตเตอร์ให้เพื่อไทย” สิริวิชญ์เล่า

จึงไม่แปลกหากนิวโหวตเตอร์ในวันนั้น จะเข้าไปเป็นส่วนหนึ่งของพรรคที่เขาสนับสนุนในวันนี้

“มองว่าสุดท้ายแล้วปัญหาพื้นฐานคือเรื่องเศรษฐกิจ ผมมีจุดยืนว่าต้องมีประชาธิปไตยควบคู่เศรษฐกิจ ก็เห็นว่าเพื่อไทยมีโอกาสผลักดันนโยบายที่ใกล้เคียงกับผม”

แม้คาดหวังจะเห็นพรรคมวลชน แต่สิริวิชญ์ยอมรับว่ายังไม่มีพรรคเช่นนั้นในประเทศไทย แต่ขณะเดียวกันเขาไม่ได้มอง พท. เป็น “พรรคครอบครัว”

“ก็แล้วแต่จะมอง ถ้าบอกว่าบริหารโดยครอบครัวเดียว ก็คือครอบครัวเพื่อไทย เพราะการทำงานมีหลายกลุ่มหลายส่วน ไม่ใช่ทำโดยครอบครัวเดียว เป็นไปไม่ได้ มันมีกระบวนการ include คน (สร้างการมีส่วนร่วมของผู้คน)”

อุ๊งอิ๊ง

ที่มาของภาพ, กองโฆษก พรรคเพื่อไทย

ในระหว่างเรียนภาษาที่ดูไบ ประเทศสหรัฐอาหรับเอมิเรตส์ สิริวิชญ์ยอมรับว่าเคยพบปะ-พูดคุยกับ ทักษิณ ชินวัตร อดีตนายกรัฐมนตรี และอดีตหัวหน้าพรรค ทรท. ผู้เป็นบิดาของ “หัวหน้าครอบครัวเพื่อไทย” แพทองธาร ชินวัตร

“เขาก็ถามว่าสนใจไหม ถ้าสนใจก็ลองดูสิ เพราะมีบทบาทการเมืองมาขนาดนี้แล้ว ถ้าไม่เล่นต่อก็น่าเสียดาย น่าจะขับเคลื่อนประเด็นต่าง ๆ ต่อไปได้ ทำให้ผมกลับมาคิดว่าในอดีตก็มีนักเคลื่อนไหวหลายคนไปเป็นนักการเมืองในไทยรักไทย ซึ่งขาที่มีส่วนผลักดันนโยบายพรรคก็คือคนยุคตุลา (อดีตผู้นำนักศึกษาปี 2516-2519) ผมเลยคิดว่าเราต้องทำอะไรให้มากขึ้น วันก่อนเราทำในนามนักศึกษา วันนี้เราโตขึ้นก็ต้องคิดถึงบทบาทใหม่” สิริวิชญ์กล่าว

จากเคยตั้งเป้าหมายลงเล่นการเมืองเมื่ออายุครบ 30 แต่เมื่อวัยถึง จ่านิวกลับรู้สึกว่า ยังไม่พร้อม เพราะยังไม่ได้ทำพื้นที่ หากจะลงสมัครก็อยากเริ่มจาก ส.ส.เขต จึงขอเรียนรู้ระบบพรรคไปพลางก่อน

ส่วนหนุ่มอีสานโดยกำเนิดอย่างโตโต้ ก็โหวตให้ พท. เมื่อครั้งไปใช้สิทธิเลือกตั้งหนแรกเช่นกัน เพราะเห็นว่า “เป็นพรรคการเมืองเดียวที่ประกาศยืนตรงข้ามทหาร เราก็ไม่โอเคกับการกลั่นแกล้งทางการเมือง ไม่ชอบความไม่ยุติธรรมตั้งแต่เด็ก”

ทว่าเมื่อเติบใหญ่-ต้องเปลี่ยนบทบาทจาก ผู้เลือก เป็น ผู้เล่น เขาเข้าร่วมอุดมการณ์กับชาวอนาคตใหม่ และสืบทอดมาถึง “พรรคทายาท” อย่าง ก.ก. โดยตัดสินใจทิ้งงานประจำในฐานะนายช่างออกแบบและประเมินราคาของการไฟฟ้านครหลวง มาทำงานสร้างเครือข่ายในภาคตะวันออกเฉียงเหนือให้แก่พรรคสีส้มปลายปี 2561

“พอถึงวันสมัครรับเลือกตั้ง (ปี 2562) ปรากฏว่าผู้สมัครขอถอนชื่อไป ผมเลยตัดสินใจแก้ปัญหาให้พรรคด้วยการลงสมัคร ส.ส.กาฬสินธุ์ เพื่อเก็บคะแนนเสียงให้พรรค ไม่เคยคิดเลยว่าจะได้คะแนนถึง 1.7 หมื่น ผมโดนสบประมาทเยอะมาก ชาวบ้านบอก โห.. ได้เกิน 2 พันก็เก่งแล้วไอ้หนูเอ๊ย

เราก็คิดในใจว่ามากไป ได้ 500 ก็เก่งแล้ว เพราะตอนนั้นคนไม่รู้จักพรรคอนาคตใหม่ ไม่รู้จักธนาธร (จึงรุ่งเรืองกิจ หัวหน้าพรรค อนค.) พอได้มา 1.7 หมื่น ก็ถือว่าไม่ใช่เพราะผม แต่เป็นคะแนนของพรรค” ปิยรัฐระบุ

ธร

ที่มาของภาพ, Thai News Pix

กับศึกเลือกตั้งใหญ่ที่ใกล้มาถึง โตโต้บอกว่า “ละอายใจที่จะไปไหว้ขอคะแนนเสียงจากชาวกาฬสินธุ์” เพราะแม้เกิดที่นั่น แต่มาเติบโต-ใช้ชีวิตที่ กทม. อีกทั้งหลังจบการเลือกตั้งหนก่อน ก็มาช่วยงานพรรคในส่วนกลาง และเป็นผู้ชำนาญการประจำตัว ส.ส. รังสิมันต์ โรม ไม่ได้ทำงานในพื้นที่เลย นอกจากนี้งมีภาระทางคดีความ-ต้องวิ่งขึ้นลงศาลใน กทม. จึงแจ้งเงื่อนไขทั้งหมดให้กรรมการสรรหาผู้สมัครทราบ

หลังจากนั้นชื่อ ปิยรัฐ ก็ได้รับการประกาศให้เป็น 1 ใน 23 ว่าที่ผู้สมัคร ส.ส.กทม. ในนามพรรค ก.ก. โดยกำหนดพื้นที่เป้าหมายไว้ที่เขตบางนา-พระโขนง ซึ่งเขาคุ้นเคยกับประชาชนในระดับหนึ่ง เนื่องจากเป็นพื้นที่รับผิดชอบสมัยเป็นพนักงานการไฟฟ้าฯ นาน 5 ปี แม้ชื่อตามทะเบียนบ้านจะอยู่ในเขตบางพลัดก็ตาม

“จะม็อบเมื่อไร”

กรรมการบริหารพรรค ก.ก. รายหนึ่งกล่าวกับบีบีซีไทยว่า เหตุที่โยกหนุ่มอีสานมาสู้ศึกเลือกตั้งในเมืองกรุง เพราะเป็นพื้นที่คาดหวังได้ของพรรค

“เราต้องการเอาคนอย่างโตโต้เข้าสภาให้ได้” และ “เรามั่นใจว่าเขามีแฟนคลับของเขาอยู่” แกนนำพรรคสีส้มกล่าว

ในช่วงการชุมนุมเรียกร้องประชาธิปไตยและให้มีการปฏิรูปสถาบันกษัตริย์เมื่อปี 2563-2564 โตโต้เป็นที่รู้จักในฐานะ “หัวหน้าการ์ดวีโว่” หรือผู้อำนวยการกองงานมวลชนอาสา “We Volunteer (WeVo)” ซึ่งมีหญิง-ชายอายุ 18-40 ปี ราว 600-700 ชีวิต ร่วมเป็นการ์ดอาสา น่าสนใจว่าเครือข่ายมวลชนที่โตโต้มีส่วนคัดสรร-สร้างเอาไว้ จะแปรเป็นคะแนนเสียงให้แก่เขาได้มากน้อยแค่ไหน

ปิยรัฐบอกว่าคงพูดได้ยาก แต่วีโว่สะท้อนความคิดของคนรุ่นใหม่ที่ไม่ต้องการแค่ออกมาเรียกร้องหรือเป็นปากเสียง แต่ต้องการออกมาทำหน้าที่ เป็นอาสาสมัครที่อยู่แนวหน้า แม้จะถูกทำร้ายหรือถูกดำเนินคดีก็ไม่เกรงกลัว

“ทุกวันนี้พอลงพื้นที่ คนรุ่นใหม่ไม่ได้ถามผมเลยว่าเบอร์อะไร จะเลือกตั้งเมื่อไร มีแต่ถามว่าจะม็อบเมื่อไร เท่ากับว่าผมไม่ได้ไปหาเสียงเลย ไม่ได้คุยนโยบายพรรคเลย” โตโต้กล่าว

เวลาส่วนใหญ่ของว่าที่ผู้สมัคร ส.ส. รายนี้จึงหมดไปกับการอธิบายทฤษฎีการต่อสู้ว่าการเปลี่ยนแปลงประเทศจะอาศัยพลังนอกสภาอย่างเดียวไม่ได้ ต้องทำพรรคการเมืองที่เข้มแข็ง เพื่อให้มีพลังทั้งในและนอกสภา โดยมีเป้าหมายเดียวกัน

“ผมไม่ได้มาหาเสียง ผมมาหาพวก การเมืองคือการหาพวก ถ้าผมพวกเยอะก็มีโอกาส ไม่ใช่แค่ชนะ แต่ผลักดันสิ่งที่พวกผมคิดให้สำเร็จได้” หนุ่มวัย 31 เผยหลักคิดในการทำงานการเมือง

วีโว่

ที่มาของภาพ, Thai News Pix

อย่างไรก็ตามต้องยอมรับว่าการลงสนามเลือกตั้งของอดีตหัวหน้าการ์ดวีโว่เกิดขึ้นท่ามกลางกระแส “ขาลง” ของผู้ประท้วงบนท้องถนน แม้แต่โตโต้เองก็ยอมรับว่าเกิดจากหลายปัจจัย อาทิ “คนไม่มีจะกินแล้ว จะเอาที่ไหนไปม็อบ” “ถึงเวลาต้องทำมาหากินหลังจากปิดกิจการเพราะโควิดมาหลายปี” “แกนนำมีภาระเรื่องคดี จึงออกมานำม็อบไม่ได้” รวมถึงความคิดที่ว่า “จะเลือกตั้งอยู่แล้ว เดี๋ยวมันก็ไปแล้ว จะออกไปไล่ทำไม”

แต่ถึงกระนั้น เขาเห็นว่ามีคนอีกจำนวนหนึ่งที่รู้สึกว่า “ล้มมันบนถนนไม่ได้ ก็ไปล้มกลางสภา” ซึ่งในศึกเลือกตั้งซ่อมที่ผ่านมา เคยมีแคมเปญ “จับปากกา ฆ่าเผด็จการ” มาแล้ว และน่าจะส่งต่อเป็นแคมเปญในศึกเลือกตั้งใหญ่ได้

ในมุมมองของโตโต้ ไม่มีพรรคการเมืองไหนมีภาพชัดเจนเท่า ก.ก. ในการร่วมต่อสู้กับประชาชนบนท้องถนน “ไม่มีพรรคไหนกล้าพูดหรือกล้ายืดอกรับม็อบเท่าก้าวไกลแล้ว อันนี้เป็นสิ่งที่คนจะเลือกเราเพื่อปฏิรูปฯ”

เปลี่ยนรูปแบบ แต่เป้าหมายคงเดิม

แล้วอะไรคือความแตกต่างของ โตโต้-จ่านิว ในวันเป็นแกนนำมวลชนบนท้องถนน กับการทำงานพรรคการเมืองในระบบรัฐสภา

โตโต้บอกว่า เขาเป็นคนยึดถือระเบียบวินัยค่อนข้างสูง พอเข้าพรรคก็ต้องเคารพกฎระเบียบและกลไกของพรรค ไม่ใช่จะคิด จะพูด จะทำอะไรได้ตามอำเภอใจ ซึ่งไม่ใช่เพราะขี้ขลาด แต่ต้องดูด้วยว่าฝ่ายคู่ต่อสู้มีระเบียบวินัยการรวมหมู่ ไม่ว่าระบบทหาร หรือข้าราชการประจำ

“หลายคนอาจคิดว่าพอโตโต้ไปอยู่ในพรรค เหมือนจระเข้ไปอยู่ในโอ่ง ไม่ได้ฟาดหางหรอก ก็อาจถูก แต่ถ้าคิดอีกแง่หนึ่ง พรรคมีกฎของพรรค การจะชนะได้ต้องฟังทุกเสียงในพรรค พุ่งตรงไปในทิศทางเดียวกันให้แหลมคมชัดเจน”

วาระสภาที่อยู่ในใจของโตโต้มาโดยตลอดคือ การผลักดันให้มีการแก้ไขรัฐธรรมนูญ 2560 ทั้งฉบับ เพราะมองว่าจะช่วยปิดตายรัฐประหาร และเปิดช่องให้มีการแก้ไขประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 112 ได้ เพราะตราบใดที่หมวด 1 และ 2 ของรัฐธรรมนูญยังไม่ถูกแก้ไข การแก้ไขมาตรา 112 ก็เป็นไปไม่ได้

ส่วนสิ่งที่จ่านิวคาดหวังในการเข้าร่วมงานกับพรรคสีแดงคือ “อยากเป็นส่วนหนึ่งในการช่วยให้เพื่อไทยแลนด์สไลด์ อยากเห็นภาพใกล้เคียงกับปี 2554 กลับมา”

“ผมห่างไกลจากความเป็นนักศึกษาแล้ว สถาบันการเมืองที่สำคัญสำหรับประชาธิปไตยก็คือพรรคการเมือง ผมเลยเข้าไปมีส่วนร่วม” เขากล่าวโดยที่ยังไม่รู้แน่ชัดว่าพรรคจะมอบหมายภารกิจใดให้ทำ

ในวันที่อายุมากขึ้น สิริวิชญ์ยอมรับว่าจำเป็นต้องปรับภาพลักษณ์-บทบาท-รูปแบบการทำงานใหม่ จากตอนเป็นนักศึกษาที่ทำตามความคิดและความเชื่อของตัวเอง ซึ่งคนอาจบอกว่า “เราบกพร่อง ทะลุดุดัน หัวรุนแรง” แต่ยืนยันว่าจุดยืนที่ไม่ยอมรับเผด็จการทหารไม่เคยเปลี่ยนแปลง

จ่านิว

ที่มาของภาพ, WASAWAT LUKHARANG/BBC THAI

“เพดานต่ำ”

“พอผมเข้าเพื่อไทย ต้องยอมรับเลยว่ามีปฏิกิริยา มีคนต่อว่าผมเป็นพวกเพดานต่ำ ที่ผ่านมาสนับสนุนตลอด ผิดหวัง ทำไมไปอยู่เพื่อไทย แสดงว่าไม่เข้าใจเสียงของประชาชน อ้าว.. แปลว่าคนที่จะเข้าใจเสียงของประชาชน ต้องมีแต่พวกเขาอย่างเดียวหรือ”

“ผมเคลื่อนไหวต่อต้านรัฐประหาร ไม่ได้เปิดประเด็นสถาบันฯ ขนาดนั้น ถ้าผมเป็นคนเปิดแล้วไม่ทำ ไม่ตาม จะมาด่า อันนี้ผมไม่ว่าเลย” จ่านิวกล่าวในเชิงตัดพ้อ

จ่านิวระบุว่า การเคลื่อนไหวให้ประเด็นปฏิรูปสถาบันฯ เป็นเรื่องที่ต้องประเมินต้นทุนและความเสี่ยงกันเอาเอง เพราะสังคมไทยยังไม่ให้เสรีภาพในการพูดประเด็นนี้  ทว่าในช่วงหลัง เขาพบวาทกรรมที่ว่าหากใครไม่พูดเรื่องสถาบันฯ กลายเป็นคนไม่มีอุดมการณ์ประชาธิปไตย ทั้งที่เรามีจุดมุ่งหมายให้คนมีสิทธิ เสรีภาพ ความเป็นอยู่ที่ดีขึ้น ดังนั้นใครเชื่อแบบไหนก็ไปตามทางของแต่ละคน ก็มาหาทางบรรจบกันได้ และขอร้องบรรดานักวิจารณ์ทั้งหลายให้ “ดูคนยาว ๆ”

“การสร้างม็อบ พอถึงจุดหนึ่ง จะม็อบทุกวัน เป็นปี ๆ ก็ไม่ได้เป็นผลดีกับเรา ก็ต้องประเมินด้วย เรามีหน้าที่ยืนหยัดในอุดมการณ์ ไม่ใช่ดันทุรัง”

“ขนาดผมไม่ได้พูดอะไรมากขนาดนั้น สิ่งที่ผมสูญเสียไปยังมากมายมหาศาลเลย ตอนนี้ผมต้องรักษาตัวเอง เพราะโดนมาเยอะทั้งสุขภาพร่างกายและสุขภาพจิต” จ่านิวกล่าว

มาก “บาดแผล” จากกระบวนการยุติธรรม

ผลจากการเคลื่อนไหวเรียกร้องประชาธิปไตยนับจากปี 2557 ทำให้จ่านิวตกเป็นผู้ต้องหาและจำเลยรวม 15 คดี หรือเฉลี่ยปีละ 2 คดี ในจำนวนนี้มี 7 คดีที่อยู่ระหว่างการต่อสู้ในชั้นศาล

โตโต้

ที่มาของภาพ, PIYARAT CHONGTHEP/FACEBOOK

ไม่ต่างจากสถานการณ์ของโตโต้ ผู้มีคดีความติดตัวถึง 21 คดี โดยเป็นคดีที่ศาลตัดสินแล้ว 5 คดี ส่วนอีก 16 คดีที่เหลือ มีคดี 112 ด้วย 3 คดี จนเขารู้สึกว่า “มีบาดแผลเยอะเหลือเกิน” และ “ขยับทำอะไรแทบไม่ได้เลย” จึงต้องประเมินใหม่ว่าว่าตัวเองจะมีประโยชน์อย่างไรต่อขบวนการ ซึ่งเหลือทางเลือกไม่มากระหว่าง กลับไปทำมาหากิน แล้วเก็บเงินส่งให้ขบวนการ หรือ เข้าไปสู้ในสภา เป็นปากเป็นเสียง เพื่อเปิดทางให้คนข้างนอกทำงานได้อย่างเต็มที่

“ผมไม่ได้คิดว่าอยากไปใส่สูท หรืออยากมีเอกสิทธิ์คุ้มครอง หลายคนคิดว่าโตโต้กลัวติดคุก เลยเอาสภาเป็นเกราะคุ้มกัน ถ้าเขา (ผู้มีอำนาจ) จะเอาจริง ๆ ก็สามารถให้ผมติดคุก 1 วัน แล้วเอาผมพ้นจากสภาพ ส.ส. ได้ตลอด ดังนั้นนักกิจกรรมที่มาเล่นการเมือง ไม่ใช่คนที่ทำแล้วตัวเองจะหลุดพ้น อย่างลูกเกด (ชลธิชา แจ้งเร็ว) ตอนเป็นนักกิจกรรมไม่เคยโดนคดี 112 พอเข้าการเมือง โดนไป 2 คดีแล้ว ดังนั้นอย่าเข้าใจผิดว่าเป็นนักการเมืองแล้วจะได้อภิสิทธิ์” ปิยรัฐกล่าว

สำหรับ ลูกเกด-ชลธิชา เป็นนักกิจกรรมการเมืองร่วมรุ่นของ โตโต้ และ รังสิมันต์ โรม ซึ่งร่วมเคลื่อนไหวต่อต้านรัฐประหาร 2557 และรณรงค์ให้ลงประชามติคว่ำร่างรัฐธรรมนูญปี 2559 โดยปัจจุบันทั้งหมดเป็นสมาชิกพรรค ก.ก.

กับจ่านิวที่อยู่ต่างพรรค โตโต้ยืนยันว่าเป็นเพื่อนที่ดีต่อกัน ในการต่อสู้อาจเห็นเป้าหมายเหมือนกัน แต่บางทีต้องมีรูปแบบหลากหลาย เปรียบเหมือนน้ำไหลจากที่สูงลงสู่มหาสมุทร แต่ไม่จำเป็นต้องไหลไปในทางเดียวกัน บางคนเจอหิน อาจหลบ ยอมอ้อมไปเลย แต่บางคนบอกไหลผ่านหินไปเลย เพราะน้ำหยดลงหิน ทุกวันหินยังกร่อน

ด้านจ่านิวมีโอกาสพบ “เกลอเก่า” อย่างโรม ที่ศูนย์การประชุมแห่งชาติสิริกิติ์ และเกิดบทสนทนาแซวกันไปมา

  • โรม : ทำไมไม่เดินมาแถวรามคำแหงหน่อยละ
  • นิว : ไปทำไมแถวรามฯ
  • โรม : อ้าว.. ก็พรรคผมอยู่ที่นั่น
  • นิว : อ๋อเหรอ นึกว่าอยู่ฝั่งธนฯ พอดีผมนั่งรถเมล์เลยไปเพชรบุรี (ถนนที่ตั้งพรรคเพื่อไทย) เลย
นิว โรม

ที่มาของภาพ, JIRAPORN KUHAKAN/ BBC THAI

“ความผิดพลาด” ของขบวนการประชาธิปไตย

เมื่อให้สรุปบทเรียนว่าอะไรคือความผิดพลาดของฝ่ายขบวนการประชาธิปไตยยุคหลังรัฐประหาร 2557 ที่ทำให้ไปไม่ถึงเป้าหมาย และคนไทยก็อยู่กับ “นายกฯ หน้าเดิม” มา 8 ปีแล้ว

คำตอบของสิรวิชญ์คือ ฝ่ายเคลื่อนไหวไม่ได้พูดถึงเป้าหมายใหญ่ขนาดนั้นร่วมกัน ซึ่งไม่ผิดที่ทุกฝ่ายจะมีหน้างาน มีประเด็นของตัวเอง แต่ระหว่างทางเกิดการฟาดฟันกัน “ทำไมกลุ่มนี้แสงเยอะเกินไป” ทำให้ “ต้องเสียเวลาสาละวนกับเรื่องเล็ก ๆ เหล่านี้ทั้งที่กำลังฟาดฟันกับศัตรูใหญ่อยู่”

นักเคลื่อนไหวต่อต้านฝ่ายอำนาจนิยมกล่าวต่อไปว่า ที่ผ่านมา ฝ่ายขบวนการประเมินกองทัพ เครือข่ายสถาบันพระมหากษัตริย์ และกลไกรัฐต่ำเกินไป เพราะนักเคลื่อนไหวไปหลงอยู่ใน “ห้องเสียงสะท้อน” (Echo Chamber) หลงไปว่าฝ่ายถืออำนาจรัฐโง่ ไม่ทำงาน ทั้งที่กลไก อสม. และ กอ.รมน. ทำให้คนเชื่อมั่นในชนชั้นนำมาก แต่เวลานี้คิดว่าฝ่ายขบวนการน่าจะสรุปบทเรียนได้ดีขึ้น และอย่าเพิ่งตัดสินว่าเราฟังเสียงของประชาชนมากพอ เพราะเราไม่ใช่ตัวแทนของทุกกลุ่มขนาดนั้น

“เราต้องวิพากษ์วิจารณ์กันเองได้ ถ้าต้องมาคอยอวยขบวนการอย่างเดียว ถ้าการวิจารณ์เจ้าทำได้ปลอดภัยกว่าการวิจารณ์นักเคลื่อนไหว ผมว่าเรามาถึงจุดตกต่ำนะ เพราะเราเริ่มต้นจากการวิจารณ์สังคม แต่วันนี้เรากลับวิจารณ์กันเองไม่ได้” จ่านิวระบุ

ม็อบ

ที่มาของภาพ, Thai News Pix

ส่วนในทัศนะของโตโต้ แม้ พล.อ. ประยุทธ์ จันทร์โอชา ยังอยู่ในอำนาจถึงปัจจุบัน แต่ก็ไม่ได้อยู่บนพื้นฐานความยั่งยืน ทว่าสั่นคลอนตลอดเวลา จะเห็นว่าพรรคพลังประชารัฐ (พปชร.) ไม่ได้เติบโตในวันข้างหน้า มีแต่วันถดถอยลง

“ผมไม่ได้เห็นภาพ พล.อ. ประยุทธ์ที่จบแบบวีรบุรุษ ขณะที่ภาพของฝ่ายประชาธิปไตยมีความเติบโตและแหลมคมขึ้น จากไม่มีใครคิดว่าจะมีการพูดถึงสถาบันฯ ได้ในสภา เราก็เห็นแล้ว วันนี้เราได้มากกว่าเสีย แต่สิ่งที่เราเสียไปคือเวลา” โตโต้กล่าว

อย่างไรก็ตามปิยรัฐยอมรับเช่นกันว่าฝ่ายประชาธิปไตยไม่ได้เป็นเอกภาพนัก ซึ่งถือเป็นธรรมชาติของประชาธิปไตย บางส่วนยังมีการบูชาตัวบุคคล แต่เชื่อว่าถ้าสังคมตื่นรู้ ก็จะขยายแนวร่วมและสร้างพรรคให้เป็นตัวแทนจริง ๆ ได้

ข้อวิเคราะห์ของโตโต้คือ พท. มีโอกาสชนะเลือกตั้งด้วยคะแนน 200-220 เสียง และต้องการอีก 30-50 เสียงเพื่อตั้งรัฐบาลด้วยเสียงเกินกึ่งหนึ่ง ซึ่งก็จะมีเสียงของพรรคขนาดกลางที่เป็นพรรคร่วมรัฐบาลเดิม เช่น พรรคชาติไทยพัฒนา (ชทพ.) หรือ พปชร. บางส่วนที่แตกออกมา

“ผมคิดว่าเพื่อไทยคงไม่ปฏิเสธโอกาสแบบนั้น เพราะเขาพูดชัดแล้วว่าปัจจัยที่จะไม่ร่วมรัฐบาลคือ พล.อ. ประยุทธ์ หากไม่มี พล.อ. ประยุทธ์ก็ร่วมกันได้ ดังนั้นก้าวไกลจึงไม่ใช่ตัวเลือกแรก ๆ ของเขา”

“เมื่อใดที่เพื่อไทยเลือกแบบนี้ ก้าวไกลก็จะเป็นพรรคเดียวที่เข้มแข็งในอุดมการณ์ คนก็จะตัดสินได้ง่ายขึ้น เพราะฐานเสียงไม่ใช่กลุ่มเดียวกันแล้ว อันนี้ก็จะเป็นสัญญาณว่าในอนาคตก้าวไกลจะเป็นตัวหลักในการจัดตั้งรัฐบาล วันนี้เรารอได้ รออีก 2 สมัย 8 ปี เด็กที่ยังไม่มีสิทธิเลือกตั้งก็จะเติบโตขึ้นมา คนแก่ก็สิ้นอายุขัยไป” ปิยรัฐกล่าวทิ้งท้าย

…….

ข่าว บีบีซี ไทย ที่เผยแพร่ในเว็บไซต์ ประชาชาติธุรกิจ เป็นความร่วมมือของสององค์กรข่าว

แท็กที่เกี่ยวข้อง

จ่านิว เลือกตั้ง