เกือบ 4 ปีที่ พล.อ.ประยุทธ์ จันทร์โอชา นายกรัฐมนตรี และหัวหน้า คสช. “ประดิษฐ์” วาทกรรมการเมืองขึ้นใหม่ ล้างวาทกรรมการเมืองฉบับนักการเมือง
พลิกคำว่า “ประชาธิปไตย” ให้เป็น “ประชาธิปไตยไทยนิยม”
“ประชานิยม” เป็น “ประชารัฐ”
“มั่นคง มั่งคั่ง ยั่งยืน” กลายเป็น “คำสำคัญ” ในเอกสารราชการแทบทุกชิ้น ซึ่งปรากฏอยู่ในพจนานุกรมฉบับ คสช.ครั้งแรก วันที่ 24 ธันวาคม 2557 “พล.อ.ประยุทธ์” เป็นประธานเปิดงานการลดราคาจำหน่ายสินค้าเป็นของขวัญให้ประชาชนในช่วงเทศกาลปีใหม่ “เทใจคืนสุข สู่ประชาชน” ท่ามกลางเจ้าสัว นายทุน ผู้มั่งคั่ง มาร่วมงาน
พล.อ.ประยุทธ์กล่าวในงานดังกล่าวว่า “ในอีก 5 ปีข้างหน้าประเทศไทยจะต้องเป็นประเทศที่มั่นคง ประชาชนมั่งคั่ง และยั่งยืน ตามแนวกระแสพระราชดำริของพระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัว ฉะนั้น ขอ 3 คำนี้ ให้ช่วยกัน โดยภาครัฐ ประชาชน และเอกชน ต้องร่วมกันทำทุกอย่างให้ลดความเหลื่อมล้ำ ลดความขัดแย้ง คนจะได้ไม่ทะเลาะกัน ตีกัน”
ส่วนคำว่า “ประชารัฐ” เกิดขึ้นหลังจากปรับคณะรัฐมนตรี (ครม.) โดยมีทีมเศรษฐกิจของ “สมคิด จาตุศรีพิทักษ์” เข้าประจำการแทนทีมของ “ม.ร.ว.ปรีดิยาธร เทวกุล”
และทีมของ “สมคิด” เริ่มเทงบฯ-เงิน อัดโครงการ ลด แลก แจก แถม ลงพื้นที่ จนถูกครหาว่าเป็น “ประชานิยม”
ทว่า พล.อ.ประยุทธ์ปฏิเสธว่า ไม่ใช่ประชานิยม แต่เป็น “ประชารัฐ” โดยย้อนไปเมื่อ 20 กันยายน 2558 ที่เมืองทองธานี ในงาน “สานพลังประชารัฐเพื่อเศรษฐกิจฐานราก”
“วันนี้ประเทศชาติไม่ใช่ของผม หรือของคนใดคนหนึ่ง แต่เป็นของคนทั้ง 70 ล้านคน ที่เรียกว่าเป็นประชารัฐ หากฟังเพลงชาติไทยผู้ประพันธ์ก็ได้เขียนไว้ชัดเจนว่า ประเทศไทย เป็นประชารัฐ ไม่มีคำว่าประชานิยม”
และ “ประชาธิปไตยไทยนิยม” เกิดขึ้นในงาน “วันเด็กแห่งชาติ” ที่ทำเนียบรัฐบาล เมื่อ 13 ม.ค. 2561 ที่ผ่านมา ในงานดังกล่าว พล.อ.ประยุทธ์มอบโอวาทให้แก่เด็ก ๆ ตอนหนึ่งว่า
“ขอให้เด็กทุกคนทำหน้าที่ของตัวเองให้ดีที่สุด เพื่อเป็นความภาคภูมิใจของครอบครัว โดยเราจะต้องยึดมั่นในชาติ ศาสนา และพระมหากษัตริย์ ดำรงความเป็นไทยให้มีอยู่ตลอดไป เราจะต้องมีประชาธิปไตยแบบไทยนิยม ซึ่งจะต้องเป็นประชาธิปไตยแบบไทย ๆ”
แล้วคำว่า “ประชาธิปไตยแบบไทยนิยม” ก็ขยายเป็น “คณะกรรมการอำนวยการขับเคลื่อนการพัฒนาตามโครงการไทยนิยมยั่งยืน” ใช้งบฯกว่า 2 พันล้านบาท