เว็บไซต์นี้ใช้คุ้กกี้เพื่อสร้างประสบการณ์ที่ดีมีประสิทธิภาพยิ่งขี้น อ่านเพิ่มเติมคลิก (Privacy Policy) และ (Cookies Policy)
Skip to content
สภาฯ รับหลักการงบฯ 70 เอกนิติ ย้ำ ฝีไม่แตก โปร่งใส ไม่มีหมกเม็ด
Politics สภาฯ รับหลักการงบฯ 70 เอกนิติ ย้ำ ฝีไม่แตก โปร่งใส ไม่มีหมกเม็ด
กระทรวงภูมิใจไทย 1.4 ล้านล้านงบรัฐบาลอนุทิน ปีแรก 3.788 ล้านล้าน
Politics กระทรวงภูมิใจไทย 1.4 ล้านล้านงบรัฐบาลอนุทิน ปีแรก 3.788 ล้านล้าน
ฟื้นกองเรือเก่าภาษีเจริญ ผุดนำร่อง ‘School Boat-เรือแท็กซี่’ เชื่อม BTS บางหว้า
Politics ฟื้นกองเรือเก่าภาษีเจริญ ผุดนำร่อง ‘School Boat-เรือแท็กซี่’ เชื่อม BTS บางหว้า
ผลเลือกตั้ง กทม.-พัทยา
Politics ผลเลือกตั้ง กทม.-พัทยา
JimmyYoung สลัดโมเดลออนไลน์ รุกตลาดแมสส่งแบรนด์ Black Magic บุก 7-Eleven
Business JimmyYoung สลัดโมเดลออนไลน์ รุกตลาดแมสส่งแบรนด์ Black Magic บุก 7-Eleven
กทพ. อัดโปรแรง 7 ก.ค. แจกเงินคืน 50% ดันยอดผู้ใช้ Easy Pass ลดภาระค่าครองชีพ
News กทพ. อัดโปรแรง 7 ก.ค. แจกเงินคืน 50% ดันยอดผู้ใช้ Easy Pass ลดภาระค่าครองชีพ
สุริยะ คาดไม่เกิน 30 วัน ส่งออกกุ้งไทย ไปมาเลเซียได้
Politics สุริยะ คาดไม่เกิน 30 วัน ส่งออกกุ้งไทย ไปมาเลเซียได้
ตลาดหลักทรัพย์ฯ เพิ่มเกณฑ์กำกับดูแล บจ. เข้มเปิดเผยข้อมูล ขึ้นเครื่องหมาย C มีผลตั้งแต่ 1 ก.ค. 69
Finance ตลาดหลักทรัพย์ฯ เพิ่มเกณฑ์กำกับดูแล บจ. เข้มเปิดเผยข้อมูล ขึ้นเครื่องหมาย C มีผลตั้งแต่ 1 ก.ค. 69
DPU ชู 3 งานวิจัยนวัตกรรมเกาะเกร็ด ดึงนักศึกษาลงพื้นที่ยกระดับ GI–ท่องเที่ยว
Uncategorized DPU ชู 3 งานวิจัยนวัตกรรมเกาะเกร็ด ดึงนักศึกษาลงพื้นที่ยกระดับ GI–ท่องเที่ยว
เริ่มมีผลแล้ว! ค่าธรรมเนียมธนาคารมาตรฐานใหม่ 19 รายการ ทยอยบังคับใช้ถึง ต.ค. 2569
Finance เริ่มมีผลแล้ว! ค่าธรรมเนียมธนาคารมาตรฐานใหม่ 19 รายการ ทยอยบังคับใช้ถึง ต.ค. 2569
ดูทั้งหมด

Blue Again: จากหนังส่งครู ต่อยอดสู่เทศกาลหนังปูซาน โดย ฐาปณี หลูสุวรรณ

03 ม.ค. 2566 | 01:23น.

“ฐาปณี หลูสุวรรณ” หรือ “ฐา” หญิงสาวผู้กำกับภาพยนตร์เรื่อง “Blue Again”

จากหนังระดับนักศึกษาที่ทำเป็นจุลนิพนธ์จบการศึกษาปริญญาตรี เธอผลักดันต่อยอดหนังเรื่องนี้และใช้เวลาในการสร้างกว่า 8 ปีเต็ม เพื่อขยายให้เป็นหนังขนาดยาวออกฉายสู่ผู้ชมในโรงใหญ่ และยังเป็นตัวแทนประเทศไทยเข้าสายประกวดรางวัลผู้กำกับภาพยนตร์หน้าใหม่ยอดเยี่ยม (New Currents Competition) ในเทศภาพยนตร์นานาชาติปูซาน (Busan International Film Festival) เทศกาลหนังระดับท็อปของโลกและใหญ่ที่สุดในเอเชีย

ฐาปณี หลูสุวรรณ ผู้กำกับภาพยนตร์ Blue Again

NAPASIN SAMKAEWCHAM/BBC THAI

Blue Again เป็นภาพยนตร์ว่าด้วยเรื่องราวของหญิงสาวลูกครึ่งฝรั่งอีสานคนหนึ่ง ที่ต้องจากบ้านเกิดเข้ามาเรียนด้านแฟชันในกรุงเทพฯ โดยหวังว่าการเรียนด้านแฟชันจะทำให้ธุรกิจการย้อมครามที่บ้านของเธอที่กำลังจะตายฟื้นคืนกลับมา และต้องพยายามประคับประคองความสัมพันธ์ที่เกิดขึ้นใหม่ ต่อกรกับความรู้สึกแปลกแยกในรั้วมหาวิทยาลัยนี้ไปในเวลาเดียวกันด้วย

ภาพยนตร์ได้รับแรงบันดาลใจจากมวลอารมณ์ในช่วงเหตุการณ์รัฐประหารในปี 2557 ที่ผู้คนไม่สามารถแสดงความคิดเห็นอะไรออกมาได้มากมายนัก ฐาจึงจับมวลอารมณ์นี้มาสร้างเป็นภาพยนตร์ของเธอ

ภาพยนตร์ Blue Again โดย ฐาปณี หลูสุวรรณ

Blue Again

จุดเริ่มต้นในการมาเป็น ‘นักทำหนัง’

“จริง ๆ ตอนเด็ก ๆ ก็เหมือนเด็กทั่วไปเลย ไม่ได้มีความฝันอะไรที่ยิ่งใหญ่ อยากเป็นแอร์โฮสเตส อยากเป็นสถาปนิก อยากเป็นนักร้อง มันก็เปลี่ยนความฝันไปเรื่อย ๆ แต่สิ่งที่เราสั่งสมมาตั้งแต่เด็ก ๆ คือการดูละครจากโทรทัศน์ และก็ดูหนังที่เขาเปิดตามงานศพ ที่เขาเปิดกันในภาคอีสาน แล้วเผอิญว่าละครหรือหนังที่เราดูมันมีผลกระทบในทางที่ดีกับตัวเรา ทำให้เรามีกำลังใจในการมีชีวิตต่อ

มันเปิดโลกทัศน์มาก เราเลยมีความฝันตั้งแต่อยู่ ม.4 ว่าเราอยากจะทำมัน เราไม่ได้อยากเป็นดาราในจอ แต่ว่าเราอยากเป็นคนทำที่ทำให้คนอื่นรู้สึกว่า หนังมันสามารถเป็นเพื่อน เหมือนที่เรารู้สึกกับมันได้” ฐา ในวัย 31 ปี เล่าอดีตของเธอให้ฟัง

แต่ด้วยความสับสนในช่วงชีวิตที่ต้องเลือกเส้นทางสายการเรียน ฐาจึงไม่ได้เข้าเรียนภาพยนตร์ตั้งแต่แรก ด้วยความที่อาจารย์เคยทักท้วงถึงความเสียดายเรื่องการสายวิทย์-คณิตของเธอมา อาจารย์จึงไม่สนับสนุนให้เธอเรียนสายนิเทศศาสตร์ หรือเรียนทำภาพยนตร์ เธอจึงเลยตัดสินใจเลือกเรียนเรียนวิศวกรรมไฟฟ้า ซึ่งผลที่ตามมาคือเธอไม่สนุกกับการเรียนเลย เป็นผลทำให้เธอเลือกที่จะไม่เข้าเรียน ทำให้เกรดออกมาไม่ดี และโดนรีไทร์ในที่สุด

ฐา มีช่วงเวลาว่างอยู่ 1 ปี หลังจากโดนรีไทร์ เธอใช้ช่วงเวลานั้นวนเวียนอยู่ในโรงภาพยนตร์ ทำให้ความรู้สึกของความอยากเป็นนักทำหนังของเธอกลับมา เธอจึงตัดสินใจตั้งใจสอบเข้าเรียนสายภาพยนตร์ และพบว่ามันก็สนุกอย่างที่เธอคิดไว้จริงๆ ผลการเรียนของเธอดีขึ้น นั่นทำให้เธอมั่นใจว่าเธอสามารถทำหนังได้

ภาพเบื้องหลังกองถ่ายภาพยนตร์ Blue Again

Thapanee Loosuwan

เธอทำหนังเรื่อง Blue Again เป็นธีสิสจุลนิพนธ์เพื่อจบการศึกษา โดยความยาวของหนังอยู่ที่ 57 นาที ในตอนนั้น ซึ่งถือว่ายาวกว่าหนังนักศึกษาโดยทั่วไปที่จะเฉลี่ยอยู่ที่ไม่เกิน 30 นาทีต่อเรื่อง ด้วยความยาวของหนังที่ก้ำ ๆ กึ่ง ๆ จะเป็นหนังสั้นก็ไม่ใช่จะเป็นหนังยาวก็ไม่เชิง ทำให้หนังของเธอมีที่ทางบนเวทีรางวัลไม่ค่อยมาก เพราะไม่ค่อยมีหมวดที่เข้ากับความยาวหนังของเธอได้

เธอจึงตัดสินใจที่จะต่อยอดหนังของเธอให้ยาวขึ้น เขียนบทเพิ่มเติม ให้กลายเป็นหนังยาวเหมือนหนังเรื่องอื่น ๆ เพื่อเพิ่มพื้นที่ให้หนังของเธอได้มีโอกาสให้คนหมู่มากได้ดูมากขึ้น ซึ่งนั่นหมายความว่าจะต้องใช้เงินมหาศาลในการสร้างหนังยาวเรื่องนี้ให้เกิดขึ้นมา

“ตอนที่ตัดสินใจทำให้เป็นหนังยาว ตอบตามตรงเราไม่ได้คิดถึงเรื่องเงินเลย เราแค่คิดว่าเรามีเท่าไหนเราก็ทำเท่านั้น และเราเองก็ยังไม่ได้มีประสบการณ์มาก แต่พอลงไปทำจริง ๆ เราพบว่ามันใช้เงินเยอะมาก ซึ่งเป็นสิ่งใหม่ที่เราได้เรียนรู้ ในช่วงที่ถ่ายทำอยู่เราเลยเขียนไปขอทุนสนับสนุนทุนหนึ่งของรัฐบาล แต่ว่ามันไม่ได้รับการอนุมัติ ซึ่งตอนนั้นก็เสียใจที่ไม่ได้ ไม่รู้ว่าเพราะเขาไม่ชอบหนังของเราหรือเปล่า แต่ว่าไอ้ความรู้สึกอยากทำหนังเรื่องนี้มันยังมีอยู่ เราก็เลยใช้เงินทั้งหมดที่เรามี จากทั้งตัวเราและคนรอบ ๆ ข้าง เพื่อที่จะสร้างหนังเรื่องนี้ให้เสร็จ

“แต่พอเราไม่มีเงินมากขนาดนั้น การจะจ้างคน การจะยื้อคนไว้ หรือจัดการกองให้มันดีมันก็เลยเป็นเรื่องยาก หน้าที่เราในฐานะผู้กำกับ เราต้องรับผิดชอบคนที่เขาเข้ามาช่วยเราด้วยการทำหนังเรื่องนี้ให้ออกมาให้ดีที่สุด เพื่อที่พวกเขาจะไม่เสียดายที่ได้มาทำงานกับเรา”

การขอทุนสนับสนุนสำหรับการสร้างภาพยนตร์หรือศิลปะในไทย มีทุนให้ขออยู่หลายทุนด้วยกันทั้งภาครัฐและเอกชน หากใครก็ตามต้องการเงินทุนสนับสนุน ซึ่งทุนสำหรับการสร้างภาพยนตร์ของรัฐบาลไทยขึ้นตรงอยู่กับกระทรวงวัฒนธรรม ที่จะเปิดเป็นรอบ ๆ ให้ผู้สนใจยื่นขอทุน เขียนวัตถุประสงค์ในการขอทุนเข้ามา และจะมีการพิจารณาว่าจะได้รับการอนุมัติหรือไม่

ฐาเสริมว่าหากคุณได้ทุนที่มาจากหน่วยงานของรัฐบาล มันมักจะมาพร้อมกับการควบคุมหรือมีเงื่อนไขบางอย่าง หรือการจำกัดด้านเนื้อหา ซึ่งเป็นสิ่งที่คนยื่นขอทุนต้องคิดว่าจะยอมรับได้หรือไม่ จะยอมเซ็นเซอร์อะไรบางอย่างของตัวเอง หรือต้องยอมพูดในสิ่งที่เขาอยากให้มี ซึ่งการได้ทุนหรือไม่ได้ทุนก็มีข้อดีข้อเสียแตกต่างกันไป

เดินทางสู่ปูซาน

ตะวัน จริยาพรรุ่ง (นักแสดง) และ ฐาปณี หลูสุวรรณ (ผู้กำกับ) เดินพรหมแดงที่เทศกาลภาพยนตร์นานาชาติปูซาน

Busan International Film Festival

หลังจากใช้เวลาในการถ่ายทำ กว่า 2 ปี และใช้เวลาในการทำ Post-Production อยู่นานกว่า 6 ปีเต็ม จากกำลังทรัพย์เท่าที่มี จนในที่สุดหนังเวอร์ชั่นเสร็จสมบูรณ์ก็ออกมา ด้วยความยาวของหนังอยู่ที่ 3 ชั่วโมง 10 นาที ซึ่งถือว่ายาวกว่าหนังปกติโดยทั่วไปที่เฉลี่ยอยู่ที่ 1.5 – 2 ชั่วโมง แต่ฐาบอกว่านี่เป็นความยาวของหนังที่เธอเห็นว่ามันสมบูรณ์ที่สุดแล้ว เพราะเวอร์ชั่นแรกยาวกว่า 5 ชั่วโมง

พอหนังเสร็จฐาจึงเริ่มมองหาที่ทางให้กับหนังของเธอ โดยการส่งหนังเข้าประกวดตามเวทีต่าง ๆ ทั่วโลก และมุ่งเป้าไปที่เทศกาลภาพยนตร์นานาชาติปูซาน ที่เกาหลีใต้ ที่เหล่านักทำหนังต่างรู้ดีว่านี่คือเทศกาลหนังสำคัญและหมุดหมายที่ดีในการทำให้หนังของตัวเองเป็นที่รู้จักในวงกว้าง หากคุณพิชิตใจกรรมการได้ และฐาก็ทำสำเร็จ

“ถามตัวเองอยู่ตลอดเวลาว่า มันจริงใช่ไหม  (หัวเราะ) รู้สึกช็อก ตื่นเต้น ดีใจ มันหลากหลายความรู้สึก” ฐา เล่าด้วยสายตาเป็นประกาย

Blue Again ได้เข้าไปในสายประกวดรางวัลผู้กำกับภาพยนตร์หน้าใหม่ยอดเยี่ยม (New Currents Competition) ซึ่งเป็นหนึ่งในสายประกวดหลักของเทศกาล โดยจะมีภาพยนตร์แค่ 10 เรื่องเท่านั้นที่จะผ่านเข้ารอบนี้ได้จากประเทศทั่วเอเชีย ซึ่งหนังของฐาถือเป็นตัวแทนประเทศไทยในรอบ 9 ปี ของสายประกวดนี้ที่ได้เข้าไป แม้ไม่ได้รางวัล ก็เป็นความภูมิใจ

“การเข้าไปเดินพรหมแดงที่ปูซาน เป็นอะไรที่เปิดโลกเรามาก เหมือนเราถูกให้เกียรติในฐานะนักทำหนัง แอร์ไทม์ในการเดินเรามีเวลาเท่ากับผู้กำกับหนังใหญ่ ๆ อย่าง โคริเอดะ เลย (ผู้กำกับหนังชื่อดังชาวญี่ปุ่น) มีเสียงปรบมือ โห่ร้องเรียกชื่อเราและชื่อหนังเรา ซึ่งเรารู้สึกว่าสิ่งนี้มันหาได้ยากมากในประเทศเรา ที่จะมีคนมาซัพพอร์ตคนทำหนังขนาดนี้ การไปเดินพรหมแดงที่ปูซานทำให้เรารู้สึกเหมือนเรามีตัวตน”

“การเอาหนังเข้าโรงที่ไทยเป็นอะไรที่ยาก”

หลังจาก ฐา ได้ส่งหนังเข้าเทศกาลหนังที่ปูซาน ในขณะเดียวกันก็ยื่นส่งที่เทศกาลอื่น ๆ ไปพร้อมกันด้วย ซึ่งโดยปกติแล้วนักทำหนังมักจะส่งหนังไปประกวดก่อนในช่วงล่ารางวัล แล้วค่อยวกกลับมาเข้าฉายปกติในบ้าน แต่ ฐา เลือกที่จะนำหนังกลับมาเข้าฉายโรงที่ไทยทันทีหลังจากเข้าสายประกวดที่ปูซาน ฐากล่าวว่าหนังแต่ละเรื่องมีพื้นที่ มีคนดูของมันอยู่เสมอ ซึ่งที่นั่นก็คือประเทศไทย บ้านเกิดของหนัง แต่ใครจะคิดว่าการเอาหนังเข้าโรงในไทยเป็นอะไรที่น่าปวดหัวกว่าที่คิด โดยเฉพาะหนังอิสระที่ไม่พึ่งพิงค่ายสตูดิโอใหญ่ ๆ อย่างหนังของเธอ

“การเอาหนังเข้าโรงที่ไทยเป็นอะไรที่ยาก จะได้โรงเยอะไหมมันไม่ได้ขึ้นอยู่ที่เรา มันขึ้นอยู่ที่โรง รอบหนังเราก็เลือกไม่ได้ จำนวนโรงเราก็เลือกไม่ได้ เรารู้สึกว่าเราอยากได้รับการสนับสนุนมากกว่านี้ ในโรงภาพยนตร์ที่เข้าถึงผู้คนได้หลากหลาย ซึ่งโรงเขาให้คำตอบกลับมาว่าเขาจะวิเคราะห์เองว่าโรงหรือรอบเท่าไหนถึงจะเหมาะกับหนังเรา ซึ่งเราได้จำนวนโรงที่น้อยมาก”

Blue Again ได้เข้าฉายหลักสัปดาห์แรกเมื่อวันที่ 8 ธันวาคม ที่ โรงภาพยนตร์อิสระ เฮ้าส์ สามย่าน และ โรงภาพยนตร์ เอส เอฟ เวิลด์ ซีนีม่า ที่ เซ็นทรัลเวิลด์ แต่หนังเข้าฉายได้ไม่ถึงสัปดาห์ โรงภาพยนตร์ เอส เอฟ ก็ได้ถอดหนังเรื่องนี้ออกโดยยืนโรงเพียงแค่ 6 วัน หลังจากที่ฉาย เพราะมีหนังบล็อกบลัสเตอร์ใหญ่อย่าง Avatar : The Way of Water เข้าฉายในวันดังกล่าว

ซึ่งภายหลังมีการเรียกร้องจากคนดูในบางพื้นที่ที่อยากดูหนังของเธอ Blue Again จึงได้กลับเข้ามาฉายในโรงในเครือ  เอส เอฟ อีกรอบ ที่สาขา คอสโม บาร์ซา เมืองทองธานี และ สาขาโรบินสันไลฟ์สไตล์ ลพบุรี หลังจากหลุดโปรแกรมไป

“คนไทยก็จะมีความเชื่อว่าหนังไทยไม่หลากหลาย ทั้ง ๆ ที่จริง ๆ จำนวนหนังไทยต่อมีปีมันมีหลายเรื่องมาก โดยเฉพาะหนังอิสระ ถ้าเราได้รับการสนับสนุนจากโรง ภาครัฐ หรือหน่วยงานที่เกี่ยวข้อง ให้เราได้มีโอกาสได้ฉายมันอย่างเต็มที่ เรารับรองว่าคนไทยจะได้รับรู้ศิลปะในตรงนี้มากขึ้น ที่ไม่ใช่มีแค่หนังตลก หนังผี หนังซ้ำ ๆ เดิม ๆ ซึ่งมันจะลบภาพจำนี้ไปไม่ได้เลย ถ้าเรายังไม่ได้รับการซัพพอร์ตให้ขยายโรงได้ทั่วประเทศมากขึ้น” ฐา กล่าวเสริม

บีบีซีไทยได้คุยกับ สุพัฒน์ งามวงศ์ไพบูลย์ ผู้ช่วยประธานเจ้าหน้าบริหารบริษัท เอส เอฟ คอร์ปอเรชั่น จำกัด ถึงเรื่องเกณฑ์การจัดการรอบและโรงให้กับหนังแต่ละเรื่อง โดยระบุว่าหนังแต่ละเรื่องจะมีการประเมินโดยผู้เชี่ยวชาญของทางโรงที่จะวิเคราะห์ว่าควรให้โรงและรอบเท่าไหร่

หากหนังที่มีทีท่าว่าจะสร้างเม็ดเงินก็จะมีโอกาสที่จะให้รอบและโรงที่มากกว่าหนังทั่วไป หรือหนังอิสระที่มีโอกาสทำเงินน้อยกว่า และหลังจากหนังได้เข้าฉายไปแล้วก็จะประเมินจากประสิทธิภาพของหนังว่าจะสามารถทำรายได้ได้มากน้อยแค่ไหน หากหนังทำรายได้ได้ไม่ดีก็จำเป็นจะต้องถอดหนังออก และให้รอบแก่หนังเรื่องอื่น

เขากล่าวเสริมว่า หนังบางเรื่องรายได้อาจไม่ได้วัดจากสัปดาห์แรกของหนัง บางครั้งต้องอาศัยกระแสของหนังว่าดีหรือไม่ดี หากกระแสหนังยังมีการถูกพูดถึง คนก็จะเข้ามาดู หรือบางครั้งอาจจะต้องพาหนังไปหาคนดู ซึ่งกลุ่มคนดูในแต่ละพื้นที่ก็จะมีความสนใจในการดูหนังที่แตกต่างกันไป บางพื้นที่หนังบล็อกบลัสเตอร์อาจจะทำรายได้ดี แต่หนังอิสระทำรายได้น้อย หรือบางพื้นที่หนังอิสระอาจทำรายได้ได้ดีกว่าหนังบล็อกบลัสเตอร์ ซึ่งเป็นสิ่งที่ต้องศึกษาและเก็บข้อมูลกันต่อไป

สุพัฒน์ เสริมว่า ทาง เอส เอฟ สนับสนุนคนทำหนังเสมอ หากหนังที่ได้ฉายมีศักยภาพและควรค่าแก่ให้คนได้ดู และพยายามหาที่ทางให้กับหนังเหล่านี้เสมอ อย่างที่ Blue Again ได้กลับเข้ามาฉายอีกครั้งในบางพื้นที่

เสียงสะท้อนจากคนดู

ผลตอบรับของหนังหลังจากออกฉายสู่สายตาประชาชนเป็นไปในทางที่ดีเกินกว่าที่เธอคิดไว้ นี่เป็นความเห็นส่วนหนึ่งจากทวิตเตอร์ที่พูดถึงหนัง รวมถึง ปิยบุตร แสงกนกกุล อดีตสมาชิกสภาผู้แทนราษฎร สังกัดพรรคอนาคตใหม่ ก็ยังพูดถึง

 

 

“เราอ่านฟีดแบกตลอดเลย เสิร์ชทั้งทวิตเตอร์ เฟซบุ๊ก และก็ดูในข่าว เราคิดว่าฟีดแบกมันออกมาค่อนข้างดีเลย ส่วนใหญ่หนังมันทำงานกับคนดูที่มีประสบการณ์ร่วมอะไรบางอย่างในหนัง ซึ่งเป็นสิ่งที่เราคาดไม่ถึง บางคนเขาก็ชอบมากไปเลย หรือมีคนเขาก็ไม่ชอบก็มี ซึ่งก็เป็นปกติของหนัง ซึ่งบางอันที่เราอ่านเราก็เขินนะ ที่เขาบอกว่ายกให้เป็นหนังไทยที่ดีที่สุดในปีนี้”

“ตั้งแต่กระบวนการแรกจนถึงหนังได้ออกฉาย สิ่งที่เราประทับใจที่สุดคือการได้รับฟีดแบกจากคนดู หนังอิสระที่ฉายจำกัดโรงขนาดนี้ แต่กลับได้ฟีดแบกมากมาย และเป็นฟีดแบกที่ดีด้วย มันเป็นความรู้สึกที่ทำให้เราอยากทำหนังอยู่เรื่อย ๆ บางคนก็บอกว่าอยากดูหนังเรื่องต่อไปของเราแล้ว เราก็ได้แต่นึกในใจว่า ใจเย็นโยม (หัวเราะ)”

ฐา บอกกับบีบีซีไทยว่าหากหนังเรื่องนี้ลาโรงไปแล้ว ในอนาคตต่อไปเธอก็ยังอยากที่ทำอยู่ในวงการนี้อยู่ ซึ่งจริง ๆ เธอมีโปรเจกท์ต่อไปอยู่ในมือแล้ว

…..

ข่าว บีบีซี ไทย ที่เผยแพร่ในเว็บไซต์ ประชาชาติธุรกิจ เป็นความร่วมมือของสององค์กรข่าว

แท็กที่เกี่ยวข้อง

ภาพยนตร์