เว็บไซต์นี้ใช้คุ้กกี้เพื่อสร้างประสบการณ์ที่ดีมีประสิทธิภาพยิ่งขี้น อ่านเพิ่มเติมคลิก (Privacy Policy) และ (Cookies Policy)
Skip to content
เฉลยแล้ว! fastwork ปิด ‘fastwork.co’ ย้ายสู่ fastwork.com ภายในต้นปีหน้า
Business เฉลยแล้ว! fastwork ปิด ‘fastwork.co’ ย้ายสู่ fastwork.com ภายในต้นปีหน้า
ราคาบิตคอยน์วันนี้ (30 ก.ย. 69) ขยับขึ้น 0.12% อยู่ที่ 83,393 เหรียญสหรัฐ
Finance ราคาบิตคอยน์วันนี้ (30 ก.ย. 69) ขยับขึ้น 0.12% อยู่ที่ 83,393 เหรียญสหรัฐ
ธุรกิจบันเทิงโตแรง FEE:D 2026 เอ็นเกจพุ่ง
Biz Movement ธุรกิจบันเทิงโตแรง FEE:D 2026 เอ็นเกจพุ่ง
ราคาน้ำมันวันนี้ (30 ก.ย. 69) เช็กราคาดีเซล-แก๊สโซฮอล์ล่าสุด
Economic ราคาน้ำมันวันนี้ (30 ก.ย. 69) เช็กราคาดีเซล-แก๊สโซฮอล์ล่าสุด
เอกชนลังเล ‘ประกันภัยพิบัติ’ เสี่ยงสูง-เจรจาจำกัดคุ้มครอง
Finance เอกชนลังเล ‘ประกันภัยพิบัติ’ เสี่ยงสูง-เจรจาจำกัดคุ้มครอง
พยากรณ์อากาศ (30 ก.ย.) ไทยตอนบนฝนลดลง ภาคใต้ยังมีฝนหนักบางพื้นที่
News พยากรณ์อากาศ (30 ก.ย.) ไทยตอนบนฝนลดลง ภาคใต้ยังมีฝนหนักบางพื้นที่
ซูซูกิลุยเสริมแกร่ง ‘เซอร์วิส’ ลุยโชว์รูมลั่นปี’70 ส่ง 2 รุ่นใหม่ลุยตลาด
Automotive ซูซูกิลุยเสริมแกร่ง ‘เซอร์วิส’ ลุยโชว์รูมลั่นปี’70 ส่ง 2 รุ่นใหม่ลุยตลาด
ลงทุนใหญ่แก้ท่วมทั่วประเทศ ผวาสะเทือนไตรมาส 4 โฟกัสแจก 4 หมื่นล้าน
Politics ลงทุนใหญ่แก้ท่วมทั่วประเทศ ผวาสะเทือนไตรมาส 4 โฟกัสแจก 4 หมื่นล้าน
‘การบินไทย’ เปิดแผนปฏิบัติการจบไฟลต์ดีเลย์-กระเป๋าตกค้าง
Business ‘การบินไทย’ เปิดแผนปฏิบัติการจบไฟลต์ดีเลย์-กระเป๋าตกค้าง
SEEK ‘N KEEP ฉลอง 4 ปี ปรับโฉมแฟลกชิปสยาม เล็งขยาย 11 สาขาปี 69
Biz Movement SEEK ‘N KEEP ฉลอง 4 ปี ปรับโฉมแฟลกชิปสยาม เล็งขยาย 11 สาขาปี 69
ดูทั้งหมด

ตกรถหรือยัง? ตลาดหุ้นจีนเริ่มวิ่งแล้ว

19 ก.พ. 2566 | 14:03น.
โดย ตราวุทธิ์ เหลืองสมบูรณ์ CEO Jitta Wealth

การเปิดประเทศอย่างเต็มรูปแบบของจีนเมื่อต้นปีนี้ ยังคงเป็นกระแสใหญ่ที่ทั่วโลกฉายสปอตไลท์ไปทุกๆ การเคลื่อนไหวของชาวจีน หลังกลับมาใช้ชีวิตตามปกติ จากช่วง 3 ปีที่ผ่านมา ต้องติดกับดักการแพร่ระบาดรุนแรงของ Covid-19 มาต่อเนื่อง

เชื่อหรือไม่ว่า แม้ในช่วงที่จีนเผชิญมรสุมโรคระบาดรุนแรง ‘Covid-19’ ในช่วง 3 ปี ที่มีการใช้มาตรการล็อกดาวน์ขั้นสูงสุด Zero Covid ได้ส่งผลกระทบต่อภาพรวมเศรษฐกิจจีนอย่างค่อนข้างมาก แต่ขณะเดียวกันกลับพบว่า วันนี้คนจีนกลับมีรายได้เพิ่มขึ้นสวนกระแสเศรษฐกิจอ่อนแอ

ชีพจรเศรษฐกิจจีนแกร่ง บริโภคโตแรง คนจีนรวยเพิ่มขึ้น 

ข้อมูลจากสำนักงานสถิติแห่งชาติจีน ประกาศตัวเลขรายได้หลังหักภาษี (Disposible Income) ในปี 2565 ของ 31 มณฑลทั่วประเทศในวันที่ 17 มกราคมที่ผ่านมา ตัวเลขรายได้หลังหักภาษีต่อหัวเฉลี่ยทั่วประเทศอยู่ที่ 36,883 หยวน เพิ่มขึ้น 5%เทียบกับช่วงเดียวกันปีก่อน (YoY)

โดย 3 อุตสาหกรรมที่มีรายได้ต่อหัวสูงที่สุด ได้แก่ Information Technology, Finance และ Scientific Research ตัวเลขดังกล่าวสะท้อนว่าแม้ปี 2565 จีนจะประสบกับปัญหาล็อกดาวน์ แต่รายได้หลังหักภาษีต่อหัว ยังคงเพิ่มขึ้นอย่างต่อเนื่อง

และที่น่าสังเกต คือกลุ่มอุตสาหกรรมที่มีรายได้สูงที่สุดของมณฑลเซี่ยงไฮ้ แสดงให้เห็นว่า องค์กรในจีนให้ความสำคัญกับการวิจัยด้านวิทยาศาสตร์มาก และจ่ายค่าตอบแทนให้กับบุคลากรในอุตสาหกรรมนี้สูง

ไม่ใช่แค่รายได้ที่เพิ่มขึ้น ในปี 2565 จำนวนเงินฝากของคนจีนเพิ่มขึ้นถึง 17 ล้านล้านหยวน ตีความได้ว่าในช่วง ล็อกดาวน์ Zero Covid คนจีนออมเงินเพิ่มขึ้น และมีแนวโน้มว่าหลังการยกเลิกมาตรการ Zero Covid เม็ดเงินเหล่านี้จะถูกนำมาใช้บริโภคมากขึ้น

การบริโภคในประเทศถูกคาดการณ์ว่าจะขยายตัว 6% ในปีนี้ เนื่องจาก ชาวจีนมี Pent Up Demand หรือความต้องการซื้อที่เพิ่มขึ้นจำนวนมากในประเทศ จากแรงอั้นช่วงวิกฤต Covid-19 ภาพสะท้อนจากในช่วงเทศกาลวันหยุดตรุษจีนที่ผ่านมา ผู้คนเดินทางท่องเที่ยวในประเทศจำนวนมากแตะ 308 ล้านคน เพิ่มขึ้นกว่า 23.1% เทียบกับช่วงเดียวกันปีก่อนและเพิ่มขึ้น 88% ของปี 2562 ช่วงก่อนวิกฤต Covid-19 เม็ดเงินใช้จ่ายด้านการท่องเที่ยวสูงถึง 375,843 ล้านหยวน สถิติผู้เดินทางกลับภูมิลำเนามากถึง 225 ล้านคน ตัวเลขการเดินทางและการใช้จ่ายของคนจีนพอจะบอกได้ว่าคนจีนไม่กลัว Covid-19 อีกต่อไปแล้ว แม้จะมีรายงานตัวเลขผู้ติดเชื้อและผู้เสียชีวิตเป็นจำนวนมากก็ตาม

กองทุนการเงินระหว่างประเทศ หรือ IMF ได้เปิดรายงานแนวโน้มเศรษฐกิจโลกฉบับวันที่ 30 มกราคมที่ผ่านมา โดยได้ปรับเพิ่มคาดการณ์เศรษฐกิจจีนจะกลับมาเติบโตได้ 5.2% จากที่เคยคาดการณ์ไว้เมื่อเดือนตุลาคม 2565 อยู่ที่ 4.4% ส่วนเศรษฐกิจโลก ปรับลดคาดการณ์เหลือ 2.9% จากคาดการณ์เดิมอยู่ที่ 3.4% และในปี 2567 ปรับเพิ่มคาดการณ์ GDP โลก เป็น 3.1% โดยอัตราการเติบโตเฉลี่ยของเศรษฐกิจโลกระหว่างปี 2543-2562 อยู่ที่ 3.8%

ปีนี้ ภาพรวมเศรษฐกิจจีนกลับมาแข็งแกร่งอีกครั้ง เหนือไปกว่านั้นในช่วงที่จีนติดหล่มวิกฤต Covid-19 ยังพบว่า จีนมีการพัฒนาเศรษฐกิจเชิงโครงสร้างอย่างเข้มข้น เพื่อไปสู่เป้าหมายการป็นผู้นำโลกเทคโนโลยี AI จากปัจจุบัน ‘สหรัฐอเมริกา’ รักษาตำแหน่งผู้นำฯ นี้อยู่

‘จีน’ ม้ามืดผู้นำเมกะเทรนด์นวัตกรรมและเทคโนโลยี

วันนี้ ‘จีน’ ก้าวขึ้นแท่นเป็นม้ามืดที่พัฒนานวัตกรรมและเทคโนโลยีต่างๆ ได้อย่างก้าวกระโดดอย่างรวดเร็ว ปมร้อนต่างๆ ในประเทศจีนได้เริ่มคลี่คลายไปในทิศทางที่ดีขึ้นแล้ว

ภาคการผลิตของจีนมีศักยภาพการเติบโตสูงในอนาคต ปัจจุบันจีนขึ้นมาเป็นผู้นำในเทคโนโลยีบางด้านอย่างเต็มตัว เช่น พลังงานสะอาด รถยนต์ไฟฟ้า แบตเตอรี่ลิเธียม คอมพิวเตอร์ส่วนบุคคล รวมถึงส่วนประกอบของเทคโนโลยี เมกะเทรนด์หลายอย่างที่กำลังเข้ามาเปลี่ยนโลกในอนาคต

การพัฒนาเทคโนโลยีหรือสร้างนวัตกรรมใหม่ๆ แม้จะต้องใช้งบประมาณมหาศาล รัฐบาลจีนก็พร้อมทุ่มเทงบประมาณอย่างเต็มที่ ในปี 2563 จีนใช้งบประมาณในการวิจัยและพัฒนาสูงถึง 563,000 ล้านดอลลาร์สหรัฐฯ หรือคิดเป็นสัดส่วน 2.4% ของ GDP จีนในปีนั้น ถือว่าสูงเป็นอันดับ 2 ของโลกรองจากสหรัฐฯ และนับเป็นรายจ่ายสำหรับการวิจัยและพัฒนาด้านเทคโนโลยีที่มีสัดส่วน 3 ใน 4 ของงบประมาณทั้งหมด

ขณะที่ 3 ตลาดเทคโนโลยีเมกะเทรนด์ที่บริษัทจีนมีมาร์เกตแชร์มากที่สุดในโลก และยังมีแนวโน้มเติบโตที่ดีอย่างต่อเนื่อง จนทิ้งห่างคู่แข่งจากประเทศอื่นมากขึ้นเรื่อยๆ ได้แก่

เครื่องใช้ไฟฟ้า แบรนด์ Haier ผู้ผลิตเครื่องซักผ้า ตู้เย็น และเครื่องปรับอากาศที่สร้างรายได้จากทั่วโลก ด้วยส่วนแบ่งการตลาดถึง 25% หรือ 1 ใน 4 ของตลาดเครื่องใช้ไฟฟ้าทั่วโลก

คอมพิวเตอร์ส่วนบุคคล หรือ PC ปัจจุบันแบรนด์ Lenovo สามารถพัฒนา PC ที่มีคุณภาพในราคาที่เข้าถึงได้ วันนี้เป็นแบรนด์ PC ทื่ครองตลาดผู้ใช้งานทั่วโลกสูงถึง 24.7%

พลังงานสะอาด เวลานี้จีนถือเป็นผู้นำในอุตสาหกรรมพลังงานสะอาดโลก จากบริษัทยักษ์ใหญ่ 3 บริษัทที่เกี่ยวข้องกับพลังงานสะอาด คือ บริษัท LONGi Green Energy Technology Co. Ltd. มีส่วนแบ่งตลาดแผงโซลาร์เซลล์เพื่อผลิตไฟฟ้าจากพลังงานแสงอาทิตย์ทั่วโลกอยู่ที่ประมาณ 25% บริษัท BYD ผู้ผลิตรถยนต์ไฟฟ้า (EV) ส่วนแบ่งการตลาดทั่วโลกสูงถึง 16.9% และ บริษัท CATL บริษัทผู้ผลิตแบตเตอรี่ลิเธียมที่ใหญ่ที่สุดในโลก มีส่วนแบ่งตลาดสูงถึง 34.8% นอกจากนี้ ยังมีอีกหลายตลาดเทคโนโลยีที่เป็นเบอร์ 1 อย่างเงียบๆ โดยเฉพาะในด้านการผลิตชิ้นส่วนเทคโนโลยีต้นน้ำ

จะเห็นว่าบริษัทยักษ์ใหญ่ของจีน มีความสามารถขยายตลาดเทคโนโลยีใหม่ๆ ได้ง่ายและรวดเร็วตามยอดผู้ใช้งานมหาศาล ซึ่งหมายถึงตัวเลขผลประกอบการของธุรกิจที่จะเติบโตแบบทวีคูณ (Exponential Growth) เมื่อมีผู้ใช้งานมากขึ้นเรื่อยๆ และเงินลงทุนที่จะเพิ่มพูนขึ้นพร้อมสำหรับต่อยอดเทคโนโลยีขั้นถัดไป รวมถึงการพัฒนานักวิทยาศาสตร์จีน ที่เป็นหัวกะทิในด้านต่างๆ จำนวนมาก จีนมีความพร้อมทั้งเงินทุนและคน พร้อมก้าวขึ้นไปท้าชิงการเป็นเบอร์หนึ่งด้านเศรษฐกิจเทียบเคียงกับสหรัฐฯ และหัวหอกในการพาพญามังกรให้บินสูง นั่นก็คือ บริษัทเทคโนโลยีจีน หรือเทคฯ จีนนั่นเอง

ปี 65 ขึ้นแท่นผู้นำโลกทั้งส่งออกรถยนต์-นวัตกรรมโลก

ใน ปี 2565 อุตสาหกรรมหลักๆ อย่างอุตสาหกรรมรถยนต์ไฟฟ้าของจีนได้แซงหน้าสหรัฐฯ แล้ว โดยจีนเป็นผู้ส่งออกรถยนต์เบอร์ 3 ของโลกแล้ว เป็นรองเพียงแค่เยอรมนีและญี่ปุ่นเท่านั้น ปีที่แล้ว จีนส่งออกรถยนต์มากเป็นอันดับ 3 ของโลกที่ 2.5 ล้านคัน เพิ่มขึ้นกว่า 2 เท่าจากในปี 2563 และปัจจุบันค่ายรถยนต์ต่างชาติได้เข้าไปตั้งโรงงานในประเทศจีนและส่งออกไปทั่วโลก โดยเฉพาะปีที่แล้ว รถ Tesla ที่ผลิตในจีนกลายเป็นรถยนต์ไฟฟ้าที่ส่งออกไปยุโรปมากที่สุด รวมไปถึงแบรนด์ Volvo ที่ถูกกลุ่ม Geely ซื้อไป และแบรนด์ BMW ก็ได้เพิ่มสายการผลิตรถยนต์ไฟฟ้าในจีนเช่นกัน

แนวโน้มการเติบโตของรถยนต์สัญชาติจีน โดยเฉพาะรถยนต์ไฟฟ้าอย่าง BYD และ NIO ที่ได้บุกตลาดต่างประเทศอย่างหนัก และครองส่วนแบ่งการตลาดรถยนต์ไฟฟ้าโลกไปไม่น้อย โดยได้รับความนิยมอย่างมากในละตินอเมริกาและตะวันออกกลาง

เรื่องนวัตกรรมของจีน ยังมีการพัฒนาเครือข่ายรถไฟความเร็วสูงที่ยาวที่สุดในโลก หรือ Hyperloop สวนกระแสสหรัฐฯ ที่เริ่มซาลง โดยล่าสุดจีนได้ทดลองวิ่งเป็นครั้งแรกแล้ว ด้วยขนาดแคปซูลจริง ซึ่งการทดลองดังกล่าวเกิดขึ้นในเมือง Datong มณฑล Shanxi โดยคาดการณ์ความเร็วสูงสุดไปแตะที่ระดับ 1,000 กิโลเมตรต่อชั่วโมง ซึ่งหากแล้วเสร็จจะกลายเป็น พาหนะบนบกที่วิ่งได้เร็วที่สุดในโลก ซึ่งในการทดลองที่ผ่านมา ความเร็วอยู่ที่ 50 กิโลเมตรต่อชั่วโมง โดยได้รับการสนับสนุนจากรัฐบาลจีนอีกด้วย

ปัจจุบัน จีนมีเครือข่ายรถไฟความเร็วสูงที่ยาวที่สุดในโลกระยะทางกว่า 42,000 กิโลเมตร และมีความได้เปรียบในเรื่องการพัฒนาเทคโนโลยีต่างๆ ด้วยเม็ดเงินสนับสนุนจากรัฐบาล

จับตา ‘ChatGPT’ เวอร์ชั่นจีน เทคฯ จีนปึ๋งปั๋งหลังรัฐบาลปลดล็อก

ล่าสุด จีนประกาศศักดา เตรียมจะเปิดตัวระบบ ‘ChatGPT’ เวอร์ชั่นจีน หลังจากที่บริษัทวิจัย Open AI สัญชาติสหรัฐฯ ได้เปิดตัว ‘ChatGPT’ เมื่อ 2 เดือนที่ผ่านมา ซึ่ง ‘ChatGPT’ เป็นโปรแกรม AI Chatbot หรือปัญญาประดิษฐ์ ที่สามารถสื่อสารผ่านข้อความกับมนุษย์ได้อย่างฉลาดและเป็นธรรมชาติ วันนี้มีผู้ใช้งานแตะระดับ 100 ล้านคนใน 2 เดือน ทำให้บริษัทเทคโนโลยีทั่วโลกหันมาพัฒนาระบบ Chatbot ของตัวเองขึ้นมาบ้าง

วันนี้ ‘Baidu’ บริษัทเทคฯ ยักษ์ใหญ่ของจีน ประกาศชัดเจนว่าจะเปิดตัวโปรแกรม Chatbot ที่คล้ายกับ ‘ChatGPT’ โดยใช้ชื่อว่า Ernie Bot ที่เตรียมจะเปิดตัวเป็นทางการในเดือนมีนาคมที่กำลังจะถึงนี้ ข่าวดีโหนกระแสโลกขนาดนี้ หุ้น Baidu ปรับตัวพุ่งขึ้นทันที และส่งผลต่อธีมเทคโนโลยีจีน ตลาดหุ้นจีน หุ่นยนต์และ AI พลิกฟื้นสดใสทันควัน และมีโอกาสที่รัฐบาลจีนจะบล็อก ChatGPT เพราะอาจมองว่าเป็นภัยคุกคามในประเทศก็ได้ ซึ่งก็ต้องติดตามกระแสนี้กันต่อไป

อีกข่าวบวกที่หนุนหุ้นเทคฯ จีน คือบริษัทเทคโนโลยีจีนชื่อดัง ‘Tencent’ เจ้าตลาดเกมรายใหญ่ เตรียมจัดแข่งขันอีสปอร์ต ‘Valorant Esports League’ ในปีนี้ ซึ่งจะช่วยฟื้นคืนชีพให้กับอุตสาหกรรมเกมออนไลน์ในจีน หลังเคยสะดุดจากการที่รัฐบาลเข้ามาคุมเข้มเมื่อ 2 ปีที่ผ่านมา ซึ่งภาพที่ตอกย้ำว่า จีนผ่อนคลายการควบคุมตลาดเกม และเทคโนโลยีอย่างชัดเจน ทำให้มีการคาดการณ์ผลประกอบการของบริษัทในกลุ่มอุตสาหกรรมเทคโนโลยี เกม อีสปอร์ต จะกลับมาเติบโตอีกครั้งในปีนี้

ความยิ่งใหญ่ของพญามังกรที่ได้ขึ้นเป็นผู้นำในเทคโนโลยีบางด้านของโลกไปแล้ว และเป็นลมใต้ปีก ที่ดันจีนไต่อันดับขึ้นเป็นมหาอำนาจด้านเทคโนโลยีของโลกอย่างเต็มตัวตามแผนพัฒนาประเทศฉบับที่ 14 กับนโยบาย Made in China 2025

ตลาดหุ้นจีนขาขึ้น ความเชื่อมั่นเริ่มฟื้น เงินทุนไหลเข้า อย่าตกขบวนรถ

ในภาพรวมตลาดหุ้นจีนช่วงต้นปีนี้ แม้จะมีการปรับขึ้นๆลงๆ ตามอารมณ์ตลาดที่มักเก็งกำไรระยะสั้น แต่หากดูปัจจัยพื้นฐานสำคัญตามที่ IMF ประเมินเศรษฐกิจจีนพร้อมกลับมาเติบโตเกิน 5% อีกครั้งในปีนี้ และเส้นทางการเป็นผู้นำนวัตกรรมและเทคโนโลยีใหม่ๆ ผ่านอุตสาหกรรมใหญ่ๆ ตอกย้ำว่าจีนมีศักยภาพการเติบโตทางเศรษฐกิจในระยะยาว

ผมจึงมองว่า ความเชื่อมั่นในตลาดหุ้นจีนเริ่มฟื้นตัวแล้ว และยังมีธีมเมกะเทรนด์ที่เกี่ยวข้องกับหุ้นเทคโนโลยีจีนหลายตัว ซึ่งจีนมักเปิดตัวแรงมาก ฝั่งรัฐบาลก็พร้อมออกแรงสนับสนุนตลอด หากจีนรักษาความสม่ำเสมอแบบนี้เอาไว้ จะทำให้บรรลุเป้าการเติบโตในปีนี้และในระยะยาวได้ไม่ยากเลย

ส่วนความเสี่ยงของการลงทุนในตลาดหุ้น ผมยืนยันว่า การลงทุนโดยภาพรวมทั้งโลก ยังมีปัจจัยความไม่แน่นอนครอบคลุมอยู่ตลอดเวลา โดยเฉพาะปัญหาความขัดแย้งระหว่างจีนและสหรัฐฯ และยังมีคู่กรณีขัดแย้งอื่นที่พร้อมจะถูกดึงมาเป็นประเด็นเกี่ยวพันกดดันบรรยากาศการลงทุนตลาดหุ้นให้แกว่งตัวได้ตลอด เวลา

คุณคงอยากรู้ว่า แล้วทำไมผมถึงเชียร์ให้ลงทุนหุ้นจีน ยิ่งจีนเป็นคู่ชกหลักของสหรัฐฯ ทั้งปัญหากีดกันทางการค้า และภูมิรัฐศาสตร์

ผมให้คำตอบแบบนี้ครับ ทั้งคู่ยังคงสถานะเป็นคู่ชกคู่แค้นกันอยู่ยาวๆ ครับ และยังเป็นปัจจัยลบ ที่คอยกดดันบรรยากาศการลงทุนทั่วโลกและตลาดหุ้นของทั้งสองประเทศเหมือนเดิม

แต่ไม่ว่าทั้งคู่ ‘จีนและสหรัฐฯ’ จะเคียดแค้นแสนชังขัดแย้งกันมากแค่ไหน พวกเขาก็ยังต้องสวมหน้ากากทำการค้า การขายกันบนเวทีโลกอยู่ดี เข้าทำนองว่า ‘ถึงร้ายก็รัก…ตัดกันไม่ขาด’ ตอกย้ำด้วยตัวเลขเด็ดๆ ในปีที่แล้ว มูลค่าการค้าระหว่างจีนและสหรัฐฯ ทำสถิติสูงสุดเป็นประวัติการณ์ในปี 2565 Nikkei รายงานว่า มูลค่าการนำเข้า-ส่งออกระหว่างกันรวมแล้วกว่า 690,600 ล้านดอลลาร์สหรัฐฯ ตามรายงานของ U.S. Bureau of Economic Analysis

โดยสหรัฐฯ ส่งออกสินค้าไปจีนเพิ่มขึ้นมาอยู่ที่ 153,800 ล้านดอลลาร์สหรัฐฯ ส่วนมูลค่านำเข้าสินค้าจากจีนเพิ่มขึ้นเป็น 536,800 ล้านดอลลาร์สหรัฐฯ สอดคล้องกับความต้องการสินค้าที่เพิ่มขึ้นของผู้บริโภคสหรัฐฯ ในปีที่แล้วสูงกว่าสถิติปี 2561 หรือสูงสุดในรอบ 4 ปี ทั้งๆ ที่ปี 2565 เป็นปีที่จีนประสบปัญหามาตรการ Zero Covid ฉุดเศรษฐกิจภายในประเทศ แต่เศรษฐกิจในต่างประเทศกลับเติบโตแรงเกินคาด สะท้อนให้เห็นความสัมพันธ์ทางการค้าของทั้งสองประเทศยังแข็งแกร่ง

สำหรับการเคลื่อนไหวของตลาดหุ้นจีนในช่วงที่ผ่านมา ดัชนี CSI 300 TR (หุ้นขนาดใหญ่ที่สุด 300 อันดับในจีน) ทำผลตอบแทนเฉลี่ยแบบทบต้น 6.98% ต่อปี ตลอดระยะเวลา 21 ปีที่มีการจัดทำดัชนีมาตั้งแต่ในปี 2545 ผลตอบแทนรวมอยู่ที่ 286%

ยิ่งไปกว่านั้น ดัชนี CSI 300 TR ได้ผ่านมรสุมทางเศรษฐกิจมามากมายแล้ว ทั้งวิกฤติซับไพรม์ สงครามการค้า การควบคุมหุ้นเทคโนโลยีจีน ปัญหาหนี้ในภาคอสังหาริมทรัพย์ และมาตรการ Zero Covid แต่ตลาดหุ้นจีนก็ยังทำผลตอบแทนเป็นบวกให้แก่นักลงทุนได้อยู่ดี

ผมมองว่า น่าจะเป็นอีกข้อพิสูจน์ว่า ในระยะยาวแม้จะต้องเจอเหตุการณ์ที่ไม่ดีมากมาย แต่ดัชนี CSI 300 TR ที่เป็นศูนย์รวมหุ้นจีนยักษ์ใหญ่ก็ยังทำผลตอบแทนเฉลี่ยเป็นบวก และเป็นขาขึ้นได้ในระยะยาวอยู่ดี

เพราะฉะนั้น หากคุณเป็นนักลงทุนสาย VI หรือเน้นคุณค่า ยึดถือหลักการ ของ Warren Buffett คัดเลือก ‘หุ้นพื้นฐานดี ราคาเหมาะสม’ เพื่อลงทุนระยะยาว

ผมอยากย้ำ ฤกษ์ดีของตลาดหุ้นจีนมาถึงแล้ว ได้เวลาเลิกรอ! ถ้าคุณชิงลงทุนตั้งแต่วันนี้ ก็จะมีช่วงเวลาในการเก็บเกี่ยวผลตอบแทนได้มากกว่าคนอื่น ในช่วงหัวเลี้ยวหัวต่อการเปลี่ยนทิศของตลาดหุ้นนี่แหละครับ

อย่ามัวแต่จดๆ จ้องๆ หากเงินทุนต่างชาติไหลเข้าหุ้นจีนเมื่อไหร่ เมื่อนั้นตลาดหุ้นจีนวิ่งไป…ไม่รอคุณแล้ว จะกลายเป็นคุณตกขบวนรถแน่นอน

แท็กที่เกี่ยวข้อง

จิตตะ เวลธ์