เว็บไซต์นี้ใช้คุ้กกี้เพื่อสร้างประสบการณ์ที่ดีมีประสิทธิภาพยิ่งขี้น อ่านเพิ่มเติมคลิก (Privacy Policy) และ (Cookies Policy)
Skip to content
พาณิชย์ ชี้ ‘ข้าวโพด’ ราคาดีขึ้น เตรียม 4 มาตรการ 120 ล้าน ดูแลผลผลิต 4 แสนตัน
Economic พาณิชย์ ชี้ ‘ข้าวโพด’ ราคาดีขึ้น เตรียม 4 มาตรการ 120 ล้าน ดูแลผลผลิต 4 แสนตัน
ราคาทองวันนี้ (24 ต.ค.) ร่วงลง 250 บาท รูปพรรณบาทละ 64,900 บาท
Finance ราคาทองวันนี้ (24 ต.ค.) ร่วงลง 250 บาท รูปพรรณบาทละ 64,900 บาท
ศึกไม่ไว้วางใจ เดิมพันเก้าอี้รัฐมนตรี วัดใจเพื่อไทย-กล้าธรรม โหวตรัฐบาล
Politics ศึกไม่ไว้วางใจ เดิมพันเก้าอี้รัฐมนตรี วัดใจเพื่อไทย-กล้าธรรม โหวตรัฐบาล
มิตซูบิชิ กำหนดยุทธศาสตร์ ‘ไทย’ ฐานผลิตหลักสำคัญ
Automotive มิตซูบิชิ กำหนดยุทธศาสตร์ ‘ไทย’ ฐานผลิตหลักสำคัญ
อนุทิน รับยากหาวัน ‘ซักฟอกรัฐบาล’ ใหม่ เหตุ รมต.ติดภารกิจ ชี้สัปดาห์หน้าสะดวกสุดแล้ว
Politics อนุทิน รับยากหาวัน ‘ซักฟอกรัฐบาล’ ใหม่ เหตุ รมต.ติดภารกิจ ชี้สัปดาห์หน้าสะดวกสุดแล้ว
ครม.จ่อถก ‘ภาษีสรรพสามิตน้ำมัน’ หาทางลดราคาพลังงาน
Politics ครม.จ่อถก ‘ภาษีสรรพสามิตน้ำมัน’ หาทางลดราคาพลังงาน
ธปท.วางกรอบคุมสินเชื่อ BNPL ‘ทีทีบี-กสิกร’ กังวลลูกหนี้ โตเร็ว
Finance ธปท.วางกรอบคุมสินเชื่อ BNPL ‘ทีทีบี-กสิกร’ กังวลลูกหนี้ โตเร็ว
รมว.เกษตรฯ สั่งเร่งตรวจสอบจดสิทธิคุ้มครอง ‘กะเพรา 4 สายพันธุ์’ ถูกกฎหมายหรือไม่
Economic รมว.เกษตรฯ สั่งเร่งตรวจสอบจดสิทธิคุ้มครอง ‘กะเพรา 4 สายพันธุ์’ ถูกกฎหมายหรือไม่
เอแซ็ปรุกตลาดคนรักสัตว์ ส่งรถเช่าอีวีเจาะลูกค้ากทม.
Automotive เอแซ็ปรุกตลาดคนรักสัตว์ ส่งรถเช่าอีวีเจาะลูกค้ากทม.
ยักษ์สู้ศึกตลาด ‘ปิกอัพ’ ขาลง ‘ฮอนด้า’ ลงสนามชน ‘โตโยต้า-อีซูซุ’
Automotive ยักษ์สู้ศึกตลาด ‘ปิกอัพ’ ขาลง ‘ฮอนด้า’ ลงสนามชน ‘โตโยต้า-อีซูซุ’
ดูทั้งหมด

ดร.นิเวศน์ กาง 5 มรสุม ฟาดตลาดหุ้นเลวร้าย อีก 1 ปี

26 ก.พ. 2566 | 14:14น.
ดร.นิเวศน์ เหมวชิรวรากร

ดร.นิเวศน์ กูรูนักลงทุนวีไอ กาง 5 มรสุม ฟาดตลาดหุ้นไทย ‘เลวร้าย’ อีก 1 ปี “ส่งออกดิ่ง-กำไร บจ.หดตามเศรษฐกิจโตช้า-ภาวะดอกเบี้ยขาขึ้น-ฟันด์โฟลว์ไหลออกหนัก-เลือกตั้งประเทศไทย” หวั่นปีนี้ต่างชาติขายหุ้นไทยเกินแสนล้าน กังวล Corner หุ้นแตกในระบบ ทุบตลาดหุ้นดิ่ง 4-5%

วันที่ 26 กุมภาพันธ์ 2566 ดร.นิเวศน์ เหมวชิรวรากร นักลงทุนเน้นคุณค่าชั้นนำของประเทศไทย สมาคมนักลงทุนเน้นคุณค่า (ประเทศไทย) เปิดเผยว่า เวลาผ่านมาเกือบ 2 เดือนของปี 2566 แล้ว แต่ดัชนีตลาดหุ้นไทยดูเหมือนจะไม่สามารถปรับตัวขึ้นไปได้แม้ว่าหลายคนจะมีความหวังว่าปีนี้ตลาดน่าจะให้ผลตอบแทนบ้างหลังจากที่นิ่งมานานเกือบ 10 ปี และปีที่แล้วดัชนีก็แทบจะไม่ขยับเลย

นอกจากนั้นหลังจากที่มีการประกาศตัวเลขการเติบโตทางเศรษฐกิจในไตรมาส 4/2565 ที่ “ผิดคาด” และ “น่าผิดหวัง” ในช่วง 2-3 สัปดาห์ก่อนที่ 1.4% และทั้งปี 2565 ที่ 2.6% จากตัวเลขที่คาดไว้ 3.2% ตลาดก็ “ช็อก”

กำไร บจ.ผิดคาด ตลาดหุ้นติดลบ 2%

แต่ที่ทำให้ดัชนีตลาดหุ้นตกหนักกว่าก็คือการประกาศงบของบริษัทจดทะเบียนเมื่อสัปดาห์ก่อน ที่แสดงให้เห็นว่าบริษัทจดทะเบียนจำนวนมากมีผลประกอบการไตรมาส 4/2565 ที่ลดลงอย่างเห็นได้ชัด ล่าสุดคือเมื่อวันศุกร์ที่ 24 กุมภาพันธ์ 2566 ดัชนีตลาดหลักทรัพย์ก็ติดลบไปแล้วประมาณ 2% นับจากต้นปี ซึ่งก็อาจจะดูว่าไม่ได้มากมายอะไร

5 มรสุม ฟาดตลาดหุ้น ‘เลวร้าย’ อีก 1 ปี

อย่างไรก็ตาม สถานการณ์ทางเศรษฐกิจและตลาดหุ้นของโลกรวมถึงไทยก็ดูเหมือนว่าจะไม่ค่อยเอื้ออำนวย หลายคนคิดว่าปีนี้อาจจะไม่ดีอย่างที่คิด ผมจึงอยากทบทวนว่าปีนี้ตลาดหุ้นไทยอาจจะต้องเจอ “มรสุม” อะไรบ้างที่อาจจะทำให้หุ้น “เลวร้าย” ไปอีก 1 ปี

ส่งออกดิ่งหนัก

เรื่องแรกก็คือการเติบโตทางเศรษฐกิจที่คาดว่าจะฟื้นตัวอย่างดีจากการเพิ่มขึ้นของจำนวนนักท่องเที่ยวต่างชาติเป็น “เท่าตัว” และอาจจะถึง 30 ล้านคน โดยคาดว่า GDP จะโตถึงประมาณ 3.8% แต่ตัวเลข 2-3 เดือนล่าสุดของการส่งออกของไทยที่ปรับลดลงไปมากระดับเกิน 10% เมื่อเทียบกับปีก่อน ได้ทำให้เกิดความกังวลว่ามันจะลดการเติบโตที่มาจากการท่องเที่ยวไปมาก และอาจจะทำให้ GDP เติบโตลดลงเหลือเพียง 2.8% ซึ่งก็จะทำให้เศรษฐกิจอยู่ในสภาพ “แย่” ไปอีก 1 ปี และแน่นอนว่าไม่ใช่ปัจจัยสนับสนุนตลาดหุ้น

กำไร บจ.หด ตามเศรษฐกิจโตช้า

เรื่องที่สองก็คือ การลดลงของผลประกอบการของบริษัทจดทะเบียน นี่ก็เป็นผลตามมาจากการเติบโตที่ช้าลงของเศรษฐกิจ แต่อีกปัจจัยหนึ่งที่สำคัญก็คือ ผลประกอบการของบริษัทในกลุ่มพลังงานที่อาจจะลดลงเนื่องจากราคาพลังงานโลกที่ลดลงเมื่อเศรษฐกิจโลกซบเซาหรือถดถอยลง มีการคาดการณ์ว่ากำไรต่อหุ้นของตลาดในปี 2566 จะลดลงจากประมาณ 100 บาทต่อหุ้นเหลือประมาณ 90 บาทต้น ๆ และนี่ก็จะทำให้ปัจจัยสำคัญที่มักจะช่วยขับเคลื่อนดัชนีหุ้นนั้นหายไป

ภาวะดอกเบี้ยขาขึ้น

เรื่องที่สามคืออัตราดอกเบี้ยที่อาจจะไม่ลดลงโดยเฉพาะในตลาดสหรัฐที่เริ่มมีการพูดถึงฉากทัศน์ที่เรียกว่า “No Landing” คือภาพที่เคยคาดว่าเศรษฐกิจจะถดถอยลงแบบน้อย ๆ และทำให้อัตราเงินเฟ้อลดลงจนอยู่ในระดับเหมาะสม หรือที่เรียกว่า “Soft Landing” นั้น อาจจะไม่เกิดขึ้น ซึ่งทำให้ธนาคารกลางหรือเฟดไม่สามารถลดอัตราดอกเบี้ยที่ขึ้นไปมากในปีที่แล้วได้ และอัตราดอกเบี้ยที่สูง “ค้าง” อยู่ที่กว่า 5% ต่อปี ย่อมไม่ส่งเสริมให้ดัชนีหุ้นปรับตัวขึ้นไปได้

และก็เช่นเดียวกัน อัตราดอกเบี้ยไทยก็ลดลงไม่ได้และอาจจะต้องเพิ่มขึ้นด้วยเพื่อลดการไหลออกของเงินดอลลาร์

ฟันด์โฟลว์ไหลออก

เรื่องที่สี่ที่น่าห่วงมากสำหรับผมและมีส่วนเกี่ยวข้องกับเรื่องที่สามก็คือ “Fund Flow” หรือการไหลออกของเงินลงทุนในตลาดหุ้นของชาวต่างประเทศ ซึ่งในปี 2565 นั้น เรามีเงินต่างประเทศไหลเข้าลงทุนในตลาดหุ้นไทยสุทธิถึง 200,000 ล้านบาท แต่ตั้งแต่ต้นเดือนกุมภาพันธ์ 2566 จนถึงวันที่ 25 กุมภาพันธ์ 2566 นักลงทุนต่างประเทศกลับขายหุ้นสุทธิถึงประมาณ 38,000 ล้านบาท

และถ้ารวมเดือนมกราคม 2566 ที่นักลงทุนต่างชาติยังซื้อหุ้นสุทธิอยู่ประมาณ 18,000 ล้านบาท เงินลงทุนจากต่างประเทศก็ยังติดลบประมาณเกือบ 20,000 ล้านบาทในช่วงเวลาประมาณ 2 เดือน

หวั่นปีนี้ต่างชาติขายหุ้นไทยเกินแสนล้าน

สิ่งที่น่ากลัวก็คือ ถ้านักลงทุนต่างชาติยังคงขายหุ้นสุทธิต่อเนื่องไปเรื่อย ๆ จนถึงสิ้นปี ตัวเลขการขายหุ้นสุทธิทั้งปีก็อาจจะสูงเกิน 1 แสนล้านบาท ซึ่งก็อาจจะทำให้ดัชนีหุ้นลดลงไปได้มาก เหนือสิ่งอื่นใดก็คือ ขนาดปีที่แล้วที่ต่างชาติซื้อหุ้นสุทธิถึง 2 แสนล้านบาท หุ้นไทยก็ยังไม่ไปไหน ถ้าขายสุทธิเป็นแสนล้านบาท อะไรจะเกิดขึ้น?

เลือกตั้งประเทศไทย

เรื่องที่ห้าที่อาจจะมีผลกระทบทั้งทางด้านดีและร้ายได้ แม้ว่านักวิเคราะห์ส่วนใหญ่จะมองว่าน่าจะเป็นผลดีเพราะ “ประวัติศาสตร์” บอกว่ามันมักจะดีก็คือ การเลือกตั้งทั่วไปของประเทศไทย ที่มักจะ “กระตุ้นเศรษฐกิจ” เพราะมีการใช้จ่ายเงินในช่วงการหาเสียง และทำให้ดัชนีตลาดหุ้นปรับตัวขึ้นในช่วงประมาณ 3 เดือนก่อนวันเลือกตั้งที่ประมาณ 4% โดยเฉลี่ย

แต่สิ่งที่อาจจะกลายเป็นร้ายได้นั้นก็คือ ถ้าหลังจากการเลือกตั้งแล้วแต่การจัดตั้งรัฐบาลมีปัญหา เฉพาะอย่างยิ่งก็คือ พรรคการเมืองที่ “ชนะเลือกตั้ง” และมีเสียงข้างมากในสภาผู้แทนอาจจะไม่ได้เป็นรัฐบาลเนื่องจากรัฐธรรมนูญที่กำหนดให้คนโหวดเลือกนายกประกอบด้วยสภาผู้แทนและวุฒิสภาที่ไม่ได้มาจากการเลือกตั้งของประชาชน ผลก็คือ อาจจะเกิด “โกลาหล” และเกิด “วิกฤตทางการเมือง” ที่กระทบกับดัชนีตลาดหุ้นได้

Corner หุ้นแตกทุบตลาดหุ้นดิ่ง 4-5%

สุดท้ายที่จะพูดถึงก็คือความเชื่อของผมเองที่มองว่าตลาดหุ้นไทยอยู่ในภาวะการเก็งกำไรสูงมานานและมีหุ้นที่ “อยู่ใน Corner” จำนวนมากรวมถึงหุ้นขนาดใหญ่ที่มีราคาสูงเกินพื้นฐานไปมาก รวมแล้วอาจจะสูงถึง 5 แสนถึงล้าน ๆ บาท ในกรณีที่ตลาดหุ้นซบเซา เช่นเกิดภาวะวิกฤตตลาดหุ้นโลก ซึ่งทำให้การเก็งกำไรหายไป ซึ่งอาจจะทำให้ “Corner แตก” อย่างเป็นระบบ นี่ก็อาจจะทำให้ดัชนีหุ้นตกลงมาได้มากถึง 4-5% โดยไม่ได้คำนึงถึงปัจจัยอื่น ๆ ได้

ทั้งหมดนั้น ก็เป็นเพียงการประเมินถึงปัจจัยที่อาจจะมีผลต่อดัชนีหุ้นร้ายแรงที่เราควรจับตามอง แต่เหตุการณ์จริงนั้นอาจจะไม่เกิดขึ้นเลยก็ได้ หรืออาจจะเกิดขึ้นบางเรื่องหรือบางส่วนและผลกระทบก็อาจจะไม่แรงอย่างที่คิด ไม่มีใครจะบอกได้ แต่ทั้งหมดนั้นดูเหมือนว่าจะมีผลกระทบต่อตลาดหุ้นทางด้านลบมากกว่าด้านบวก

อย่างไรก็ตาม ผมเองก็ไม่คิดที่จะขายหุ้นทิ้ง เหตุผลหนึ่งที่สำคัญก็คือ ผมไม่ได้ซื้อกองทุนรวมที่จะแย่ถ้าตลาดไม่ดี ผมซื้อหุ้นรายตัวในลักษณะถือยาวคล้ายเป็นเจ้าของธุรกิจที่ผมมั่นใจว่า บริษัทจะต้องอยู่ได้และมีกำไรและจ่ายปันผลได้แม้ว่าจะประสบกับปัญหาและอุปสรรค และผมก็ยังเชื่ออีกว่า เรื่องที่ดีหรือร้ายที่เป็นเรื่อง “ชั่วคราว” นั้น ไม่ช้ามันก็จะผ่านไป ไม่ต้องสนใจมาก