ศึกไม่ไว้วางใจ เดิมพันเก้าอี้รัฐมนตรี วัดใจเพื่อไทย-กล้าธรรม โหวตรัฐบาล
คอลัมน์ : Politics policy people forum
รัฐบาลภูมิใจไทยเดินเกมเขี้ยวลากดิน วันที่พรรคร่วมฝ่ายค้านยื่นญัตติอภิปรายไม่ไว้วางใจ
เพียงไม่กี่ชั่วโมงหลังจากฝ่ายค้านยื่นญัตติ ฝั่งรัฐบาลเปิดปฏิทินล็อกเวลาบีบให้ฝ่ายค้านอภิปรายไม่ไว้วางใจเพียงแค่ 3 วัน และลงมติอีก 1 วัน ในวันที่ 27-30 ตุลาคม “ปิดเกม” ล็อกวันก่อนหน้าที่ประธานสภาผู้แทนราษฎรจะบรรจุวาระเสียอีก โดยที่ฝ่ายรัฐบาลอ้างว่ารัฐบาลไม่มีเวลา และนายกฯมีภารกิจต่างประเทศ ต่อด้วยประชุม ครม.สัญจร
การอภิปราย 3 วัน กับการอภิปราย 18 รัฐมนตรี แทบจะเป็นไปไม่ได้ในทางปฏิบัติ
“การดี เลียวไพโรจน์” รองหัวหน้าพรรคประชาธิปัตย์ เปรียบเทียบว่า การอภิปรายไม่ไว้วางใจรัฐมนตรี 18 คน ภายในเวลา 3 วัน เหมือนดูคลิปใน YouTube ที่เร่งสปีดด้วยความเร็ว 1.5
การประชุมวิป 3 ฝ่าย ทั้งครม. วิปฝ่ายรัฐบาล และวิปฝ่ายค้าน เพื่อเคลียร์เวลาตามที่ฝ่ายค้านต้องการ 5 วัน สวนทางกับฝั่งรัฐบาลที่บีบให้ฝ่ายค้านอภิปราย 3 วัน จึงล่มไม่เป็นท่า เมื่อรัฐบาลไม่ยอม ฝ่ายค้านก็ไม่ยอม
“รังสิมันต์ โรม” สส.บัญชีรายชื่อ รองหัวหน้าพรรคประชาชน กล่าวว่า การอภิปรายครั้งนี้มีรัฐมนตรีถูกกล่าวหาถึง 18 คน และฝ่ายค้านได้เตรียมผู้อภิปรายไว้จำนวนมาก ดังนั้นเวลา 5 วันจึงเป็นกรอบเวลาที่เหมาะสมที่สุด หากรัฐบาลต้องการจำกัดเวลาเหลือ 3 วัน ย่อมแสดงให้เห็นว่ารัฐบาลรู้สึกไม่ปลอดภัย กังวลว่าการให้เวลาฝ่ายค้านมากจะส่งผลสะเทือนต่อเสถียรภาพ
ในฐานะที่เป็นฝ่ายค้าน 3 สมัยมองว่า “รัฐบาลไม่ยอม จะพูดยังไงก็ได้ โดยที่มีการปล่อยเรื่องระยะเวลา 3 วันมาตั้งแต่ต้น ซึ่งมันไม่ควร”
แน่นอนว่าไม่เคยมีครั้งไหนที่ฝ่ายรัฐบาลยอมทำตามที่ฝ่ายค้านร้องขอ มีแต่หาจุด “ตรงกลาง” ที่ยอมรับกันได้ แต่ฝ่ายค้านมักเสียเปรียบเสมอ
วัดใจเพื่อไทย-กล้าธรรมโหวต
อย่างไรก็ตาม การอภิปรายไม่ไว้วางใจครั้งนี้เป็นเพียงแค่ “หน้าฉาก” แต่หลังฉากเต็มไปด้วยเกมการเมือง และการต่อรอง เดือดพอ ๆ กับการอภิปรายไม่ไว้วางใจรัฐบาล พล.อ.ประยุทธ์ ที่มีการเตรียมแผน “ปฏิวัติเงียบ” หากครั้งนั้น “กบฏ” คือ ร.อ.ธรรมนัส พรหมเผ่า
การอภิปรายไม่ไว้วางใจในเวลานี้ แม้ว่ารัฐบาลอนุทิน 2 มีเกือบ 300 เสียง แต่ในทางการเมืองไม่มีอะไรแน่นอน เมื่อมีพรรคใหญ่แค่ 2 พรรค คือภูมิใจไทย 192 เสียง และพรรคเพื่อไทย 74 เสียง หากพรรคเพื่อไทยเบี้ยวไม่โหวตอาจทำให้มีปัญหา ประกอบกับเกมที่ “นายใหญ่”ยื่นคำร้องขอนิรโทษกรรมต่อคณะกรรมการสร้างเสริมสันติสุข แม้ไม่เข้าเงื่อนไข แต่เกมนี้ก็ทำให้ “อนุทิน” ขยับเคลื่อนเกม เปิดภาพความสัมพันธ์กับ ร.อ.ธรรมนัส แบบรัว ๆ
กดดันพรรคเพื่อไทยห้ามแตกแถวแม้แต่เสียงเดียว เพราะเสี่ยงถูกเฉือนเก้าอี้รัฐมนตรีให้พรรคกล้าธรรม 58 เสียง ที่มี ร.อ.ธรรมนัส หัวหน้าพรรค เป็นผู้บัญชาเกม ที่ขยับเข้าใกล้การเข้าร่วมรัฐบาลอนุทิน 2 มากขึ้นทุกขณะลมหายใจ
ไม่เพียงหลังฉากความสัมพันธ์ “นาฬิกา CASIO” หลังฉากการดินเนอร์อาหารอินเดีย และร่วมอวยพรวันเกิดลูกพรรคกล้าธรรม
แต่ก่อนหน้านั้นยังมีข่าวลือ เรื่องการที่ “อนุทิน” พบกับ “ร.อ.ธรรมนัส” ที่ญี่ปุ่น ระหว่างนายกฯเดินทางไปพบทีมไทยแลนด์ และให้กำลังใจนักกีฬาไทยในการแข่งขันเอเชียนเกมส์ ซึ่ง ร.อ.ธรรมนัสก็อยู่ที่นั่นในฐานะนายกสมาคมกีฬาทางน้ำแห่งประเทศไทย
ทว่ากิตติศัพท์ของ “ร.อ.ธรรมนัส” มีอิทธิฤทธิ์อยู่รอบตัว ตั้งแต่อยู่ในพรรคพลังประชารัฐ ผละบ้านป่า ไปสร้างพรรคเศรษฐกิจ ก่อนกลับมาพรรคพลังประชารัฐ และสุดท้ายหักบ้านป่าหนที่ 2 มาสร้างอาณาจักรกล้าธรรม ขณะที่ในจังหวะนายกฯ อุ๊งอิ๊ง-แพทองธาร ชินวัตร ถูกศาลรัฐธรรมนูญประหารทางการเมือง พรรคกล้าธรรมกระโดดเปลี่ยนขั้วในเวลาไม่ถึงชั่วโมง
และยังมีรอยแค้นจากการเลือกตั้ง 8 กุมภาพันธ์ ที่พรรคเขียวหักพรรคน้ำเงินในหลายพื้นที่ ดังนั้นไม่แปลก จึงมีข่าวว่าศูนย์รวมอำนาจสีน้ำเงินกำลังบีบให้พรรคสีเขียวต้องมายุบรวมกับพรรคน้ำเงิน หากจะเข้าร่วมรัฐบาล เพื่อลดเขี้ยวเล็บทางการเมือง
เพราะฝ่ายน้ำเงินก็รู้ “จุดอ่อน” ฝ่ายสีเขียว หากถูกกดไปเป็นฝ่ายค้านนาน ๆ ก็ต้องแบกค่าใช้จ่ายทางการเมืองรายเดือนมโหฬาร จึงต้องเร่งกลับเข้าสู่อำนาจ แต่หากปล่อยให้เข้าสู่อำนาจโดยที่ไม่ถอนเขี้ยวอาจสร้างปัญหา
สุดท้ายก็จะอยู่ที่การลงมติหลังอภิปรายไม่ไว้วางใจ โดยที่พรรคกล้าธรรมก็ยังซ่อนเกมอีกตลบ ขอเวลาอภิปรายไม่ไว้วางใจรัฐบาลไว้ 2 ชั่วโมง แม้จะไม่ร่วมยื่นญัตติอภิปรายไว้วางใจกับพรรคร่วมฝ่ายค้าน 145 เสียงก็ตาม
ปชน.ติดกับดักพรรคแตก
ผู้สันทัดกรณีในฝ่ายรัฐบาลที่เคยทำหน้าที่ฝ่ายค้านร่วมกับพรรคอนาคตใหม่-ก้าวไกล ขุดข้อมูลอภิปรายไม่ไว้วางใจยุค พล.อ.ประยุทธ์ จันทร์โอชา วิเคราะห์ญัตติอภิปรายไม่ไว้วางใจฝ่ายค้าน ในฐานะคนเคยร่วมงานกันว่า 70% เป็นการอภิปรายไม่ไว้วางใจประเด็นฮั้ว สว. ที่เหลือจะเป็นประเด็นทุจริต และความสามารถในการบริหารประเทศ
แต่ในฝั่งฝ่ายค้าน พรรคประชาชนที่ตั้งเป้าอภิปราย 1 นายกฯ และ 18 รัฐมนตรี ถูกเกมใต้ดินปั่นกระแส “พรรคแตก” คู่กับเกมบีบเรื่องเวลาอภิปรายไม่ไว้วางใจ จนการประชุมวิป 3 ฝ่ายต้องล่ม 2 วันติด เพราะหาข้อตกลงไม่ได้ คำว่า “บันเทิงธิปไตย” ไม่อาจเทียบความเขี้ยวทางการเมืองของสีน้ำเงิน เพราะกลายเป็นเปิดช่องให้ถูกโจมตี
แต่พรรคร่วมฝ่ายค้านเบอร์ 2 พรรคประชาธิปัตย์ นำโดย “อภิสิทธิ์ เวชชาชีวะ” หัวหน้าพรรค จะกลับมาพิสูจน์ฝีมือการอภิปรายในสภา ตรวจสอบรัฐบาลอีกครั้ง โดยครั้งนี้วางเป้าอภิปรายเพียง 5 ราย
“การดี เลียวไพโรจน์” รองหัวหน้าพรรคประชาธิปัตย์ ผู้สร้างกรอบความคิดเตรียมตัวซักฟอกรัฐบาล “โง่-ห่วย-เลว”
“โง่” หมายถึงระดับสติปัญญาและความสามารถที่ไม่เหมาะสมกับตำแหน่ง
“ห่วย” หมายถึงฝีมือในการบริหารจัดการ ทั้งเรื่องภัยพิบัติและเศรษฐกิจ
“เลว” หมายถึงเรื่องจริยธรรมและการทุจริตคอร์รัปชั่น ไม่ได้เป็นการชี้หน้าด่าบุคคลใดโดยตรง แต่เป็นการตั้งสมมุติฐานในการทำงานของฝ่ายค้าน
การดีบอกว่า “กลับมาครั้งใหม่ ตอนนี้เราทำงานหนักมาก โดยกำลังเรียงร้อยข้อมูลกันอยู่ กรณ์ จาติกวณิช บอกไว้ว่า เราจะคงมาตรฐานประชาธิปัตย์เอาไว้ ซึ่งมาตรฐานของประชาธิปัตย์ในเวทีอภิปรายคือ มีมาตรฐานอันสูงมาก สูงด้วยข้อมูล ส่วนเรื่องลีลาก็ไปตามดูตอนอภิปรายไม่ไว้วางใจ ก็ผสมผสานกันไป”
การดีบอกว่า AI Passport แต่ AI Passport ถูกวางไว้เป็นเพียงข้อมูลความแซ่บ Level 1 เท่านั้น ยังมีประเด็นอื่นออกมา ไม่รู้ว่าว้าว..ว้าย มีอย่างนี้ด้วย
เกมอภิปรายไม่ไว้วางใจยังไม่เริ่ม แต่อุณหภูมิการเมืองเดือดไปไกลแล้ว