เว็บไซต์นี้ใช้คุ้กกี้เพื่อสร้างประสบการณ์ที่ดีมีประสิทธิภาพยิ่งขี้น อ่านเพิ่มเติมคลิก (Privacy Policy) และ (Cookies Policy)
Skip to content
เศรษฐีไทยแห่ซื้อ 2 คอนโดหรู Upper House ยอดขายทะลุหมื่นล้าน ลุยเจาะมหาเศรษฐีโลก
Real Estate เศรษฐีไทยแห่ซื้อ 2 คอนโดหรู Upper House ยอดขายทะลุหมื่นล้าน ลุยเจาะมหาเศรษฐีโลก
ส.อ.ท. ไม่ถอยแม้ต้นทุนพุ่งวิกฤตรอบด้าน เดินหน้าเปลี่ยนผ่านพลังงาน “เอกนัฏ” เร่ง PDP2026 ดันไฟสะอาด
Economic ส.อ.ท. ไม่ถอยแม้ต้นทุนพุ่งวิกฤตรอบด้าน เดินหน้าเปลี่ยนผ่านพลังงาน “เอกนัฏ” เร่ง PDP2026 ดันไฟสะอาด
หนุ่มจีนสร้าง Hoverboard บินได้! ใช้ AI วิเคราะห์-โค้ชฝึกบิน อินสไปร์ ‘กรีนก็อบลิน Spider-Man’
Tech หนุ่มจีนสร้าง Hoverboard บินได้! ใช้ AI วิเคราะห์-โค้ชฝึกบิน อินสไปร์ ‘กรีนก็อบลิน Spider-Man’
เกษตรฯ รับฟังความเห็น พ.ร.บ.คุ้มครองพันธุ์พืชฯ เปิดช่องเกษตรกร-ประชาชนแนะ
Economic เกษตรฯ รับฟังความเห็น พ.ร.บ.คุ้มครองพันธุ์พืชฯ เปิดช่องเกษตรกร-ประชาชนแนะ
สสส. เปิดตัว RSN10 สำนักข่าวความปลอดภัยทางถนน หวังช่วยลดอุบัติเหตุลงร้อยละ 50 ภายในปี 73
Uncategorized สสส. เปิดตัว RSN10 สำนักข่าวความปลอดภัยทางถนน หวังช่วยลดอุบัติเหตุลงร้อยละ 50 ภายในปี 73
SX2026 ชู “ปรับ รับ เปลี่ยน” ขยายสู่ภาคธุรกิจ จัดใหญ่ 6–15 พ.ย.
SD SX2026 ชู “ปรับ รับ เปลี่ยน” ขยายสู่ภาคธุรกิจ จัดใหญ่ 6–15 พ.ย.
เอกนิติ ชง ครม.สัปดาห์หน้าไฟเขียวโซลาร์รูฟท็อปครัวเรือน
Finance เอกนิติ ชง ครม.สัปดาห์หน้าไฟเขียวโซลาร์รูฟท็อปครัวเรือน
การรถไฟฯ งัดไม้แข็ง ฟ้องเอกชน-แบงก์ คืนหนี้สิทธิร่วมลงทุน ‘แอร์พอร์ตลิงก์’ 1.3 หมื่นล้าน
Economic การรถไฟฯ งัดไม้แข็ง ฟ้องเอกชน-แบงก์ คืนหนี้สิทธิร่วมลงทุน ‘แอร์พอร์ตลิงก์’ 1.3 หมื่นล้าน
เกษตรฯ จ่อเยียวยาน้ำท่วมเพิ่มครัวเรือนละ 3,000 บาท เตรียมของบกลาง 1.57 พันล้าน
Economic เกษตรฯ จ่อเยียวยาน้ำท่วมเพิ่มครัวเรือนละ 3,000 บาท เตรียมของบกลาง 1.57 พันล้าน
ปกรณ์ โชว์เวที OECD กฎหมายไทยทันบริบทโลก
Politics ปกรณ์ โชว์เวที OECD กฎหมายไทยทันบริบทโลก
ดูทั้งหมด

อดีตผู้ว่าฯแบงก์ชาติ วิพากษ์นโยบาย “แจกเงิน” สร้างหนี้-ไร้ความรับผิดชอบ

16 เม.ย. 2566 | 10:58น.
ธาริษา วัฒนเกส

อดีตผู้ว่าฯ แบงก์ชาติ “ธาริษา วัฒนเกส” ออกโรงวิพากษ์นโยบายหาเสียง “แจกเงิน” เพื่อกระตุ้นเศรษฐกิจ เป็นนโยบายไร้ความรับผิดชอบ สร้างหนี้ ทำประชาชนขาดวินัย ไม่มีผลในการสร้างความเข้มแข็งให้กับเศรษฐกิจในระยะยาว

วันที่ 16 เมษายน 2566 ผู้สื่อข่าวรายงานว่า นับถอยหลังเลือกตั้ง 2566 ในวันที่ 14พ.ค. ขณะที่พรรคการเมืองกำลังเดินหน้าหาเสียงอย่างดุเดือด นางธาริษา วัฒนเกส อดีตผู้ว่าการธนาคารแห่งประเทศไทย (ธปท.) ได้เขียนบทความเรื่อง “ภาระการคลังของการแจกเงิน” โดยระบุว่า

“ประชากรอายุ 16 ปีขึ้นไปมีประมาณ 85% ของประชากร 67,000,000 คนจึงเทียบเท่ากับประมาณ 55,000,000 คน

แจกให้คนละ 10,000 บาท เทียบเท่ากับค่าใช้จ่ายทั้งหมด 550,000 ล้านบาท

ถามว่าจะเอาค่าใช้จ่ายส่วนนี้มาจากไหน

ถ้าเงิน 550,000 ล้านบาทที่ใช้จ่ายออกไปมีการเก็บภาษีวีเอที 7% เต็มเม็ดเต็มหน่วยก็จะได้ภาษี 38,500 ล้านบาท แต่จริงๆเป็นไปไม่ได้ที่จะเก็บได้เต็มเม็ดเต็มหน่วยเพราะร้านขายของในละแวกบ้านนอก อาจจะเป็นร้านเล็ก ๆ ยังไม่อยู่ในระบบภาษี

แต่เอาเถอะยกผลประโยชน์ให้ว่าเก็บได้เต็มเม็ดเต็มหน่วย เพราะเขาอาจจะโต้แย้งได้ว่าเงิน 550,000 ล้านบาทสามารถหมุนได้หลายรอบ ก็จะเก็บภาษีได้หลายรอบ และบริษัทที่ผลิตสินค้าขายได้มากขึ้นก็น่าจะเก็บภาษีนิติบุคคลได้มากขึ้น

ดังนั้นยังต้องหาเงินมาโปะส่วนที่ขาดอีก 511,500 ล้านบาท ปัดตัวเลขกลมๆเป็น 500,000 ล้านบาทเลยก็ได้ ถ้าไม่ขึ้นภาษีก็ต้องเบียดมาจากการใช้จ่ายรายการอื่นๆ ซึ่งไม่น่าจะเบียดมาได้มากนัก เพราะตัวเลข 500,000 ล้านบาทนี้เทียบเท่ากับ 17 ถึง 18% ของงบประมาณคาดการณ์ของปี 2023 จึงเป็นสัดส่วนไม่น้อย เมื่อหาเงินหรือลดค่าใช้จ่ายรายการอื่นไม่ได้ ก็ต้องกู้มาโปะส่วนที่ขาดดุลมากขึ้นนี้

อัตราส่วนหนี้ต่อจีดีพีในปี 2023 คาดว่าจะอยู่ที่ประมาณ 61.36% ถ้าต้องกู้มากขึ้นอีก 500,000 ล้านบาทสัดส่วนนี้จะเพิ่มขึ้นอีก 2.8% รวมเป็น 64.16%

เราเคยตั้งเป้าว่าสัดส่วนหนี้ต่อจีดีพีจะไม่ให้เกิน 60% แต่ช่วงที่ผ่านมาเราต้องประคับประคองเศรษฐกิจจากผลกระทบของโควิด จึงยอมให้สัดส่วนนี้สูงเกิน 60% และมีเป้าหมายจะดึงลงมาให้อยู่ในระดับ 60% โดยเร็ว

นโยบายแจกเงินนี้มีผลในการกระตุ้นเศรษฐกิจในระยะสั้น แต่ในปีหน้าคาดว่าเศรษฐกิจจะโตประมาณ 3 ถึง 4% โดยมีตัวช่วยคือการท่องเที่ยว ที่ผ่านมาในช่วงโควิดรัฐบาลได้ใช้เงินไปในการพยุงเศรษฐกิจมามากพอแล้ว

ปีหน้าจึงไม่มีความจำเป็นที่ต้องกระตุ้นต่อเนื่อง และการจะทำให้เศรษฐกิจเติบโตโดยการใช้จ่ายเป็นวิธีที่ไม่รับผิดชอบ (ยกเว้นในกรณีจำเป็นอย่างเช่นในช่วงโควิดที่หัวรถจักรทางเศรษฐกิจตัวอื่นๆไม่ทำงาน) เพราะใช้แล้วก็หมดไป ไม่มีผลในการสร้างความเข้มแข็งให้กับเศรษฐกิจในระยะยาว

กรณีของสิงคโปร์มีการให้เงินกับประชากรคนละ 600 เหรียญตั้งแต่ช่วงที่โลกเกิดการเปลี่ยนแปลงทางเทคโนโลยีมากมาย โดยกำหนดให้ไปเรียน หรือหาความรู้เพิ่มเติมให้ทันกับวิทยาการใหม่ใหม่เพื่อจะได้รับมือกับการเปลี่ยนแปลงของโลกได้ นโยบายแบบนี้เป็นการสร้างความเข้มแข็งให้กับประเทศ แตกต่างกันอย่างสิ้นเชิงกับการแจกเงินให้ไปใช้จ่าย ซึ่งทุกวันนี้ก็ใช้กันเพลินจนหนี้ครัวเรือนสูงมากเป็นปัญหาต่อเนื่องอยู่แล้ว

เห็นนโยบายไร้ความรับผิดชอบแบบนี้แล้วเศร้าใจค่ะ นอกจากการสร้างหนี้โดยไม่จำเป็นแล้ว ยังเป็นการสร้างนิสัยให้ประชาชนขาดวินัยทางการเงิน คอยแต่จะแบมือรับ แทนที่จะติดอาวุธให้ประชาชนมีทักษะ มีความสามารถในการยกระดับความเป็นอยู่ของตัวเองให้ดีขึ้นอย่างยั่งยืน มากกว่าเงินช่วยเหลือจากนักการเมือง”