มือถือเก่าไป ชีวิตใหม่มา
คอลัมน์ ช่วยกันคิด
โดย พิเชษฐ์ ณ นคร
ความก้าวหน้าทางเทคโนโลยีแม้จะอำนวยความสะดวกสบายในการดำรงชีวิต แต่บางครั้งก็มีโทษแฝงมาด้วย ที่กำลังถูกขยายประเด็นเพื่อให้คนไทยตระหนักและให้ความสำคัญ คือพิษภัยที่เกิดจากขยะอิเล็กทรอนิกส์ที่ปริมาณพุ่งสูงขึ้นทุกปี ส่งผลให้อันตรายจากขยะอิเล็กทรอนิกส์ทวีความรุนแรงขึ้นเรื่อย ๆ โดยเฉพาะเครื่องใช้ไฟฟ้า โทรศัพท์บ้าน โทรศัพท์มือถือ วัสดุอุปกรณ์อิเล็กทรอนิกส์ ฯลฯ ที่ถูกทิ้งกลายเป็นขยะทั้งของเก่า ของชำรุด
กรมควบคุมมลพิษรายงานว่า ข้อมูลปี 2558 ซึ่งประเทศไทยมีจำนวนประชากร 65.72 ล้านคน มีจำนวนผู้ใช้โทรศัพท์มือถือ 47 ล้านคน คิดเป็นจำนวนหมายเลขโทรศัพท์มือถือ 82.78 ล้านหมายเลข และคาดว่าปริมาณโทรศัพท์มือถือเก่าอยู่ที่ 9.23 ล้านเครื่อง แน่นอนว่าเวลาผ่านมา 2-3 ปี จำนวนผู้ใช้โทรศัพท์มือถือกับหมายเลขโทรศัพท์มือถือน่าจะพุ่งสูงขึ้นกว่านี้มาก
ขณะที่สถานการณ์ด้านการจัดการของเสียอันตรายจากชุมชนช่วงปี 2560 ว่า มีปริมาณของเสียจากชุมชนรวม 618,749 ตัน แยกเป็น ซากผลิตภัณฑ์เครื่องใช้ไฟฟ้าและอิเล็กทรอนิกส์ 401,387 ตัน หรือ 65% ของจำนวนของเสียอันตรายจากชุมชนทั้งหมด ส่วนของเสียอันตรายจากชุมชนประเภทอื่นมี 216,639 ตัน หรือ 35%
หลายคน อาจยังไม่ทราบหรือคาดไม่ถึงว่าขยะซากผลิตภัณฑ์เครื่องใช้ไฟฟ้าและอิเล็กทรอนิกส์ที่ถูกปล่อยทิ้งไว้ในอาคารบ้านเรือน เสี่ยงอันตรายหลายด้าน กรมควบคุมมลพิษระบุว่า ภัยใกล้ตัวจากขยะเหล่านี้มีทั้งระเบิดง่าย ไวไฟ ว่องไวปฏิกิริยา เป็นพิษ ติดเชื้อ มีสารกัมมันตรังสี กัดกร่อน และอันตรายอื่น ๆ อีกสารพัด จึงจำเป็นต้องบริหารจัดการอย่างถูกวิธี
ดังนั้นนอกจากจะผลักดันร่าง พ.ร.บ.การจัดการซากผลิตภัณฑ์เครื่องใช้ไฟฟ้าและอิเล็กทรอนิกส์ พ.ศ. …ประกาศบังคับใช้แล้ว กรมควบคุมมลพิษจึงได้จัดทำโครงการความร่วมมือกับหน่วยงานรัฐรวมทั้งภาคเอกชนหลายหน่วยงานเพื่อลดปริมาณขยะของเสียอันตรายดังกล่าวควบคู่กันด้วย
หนึ่งในจำนวนนั้นคือ โครงการมือถือเก่าไป ชีวิตใหม่มา โดยดึงองค์กรปกครองท้องถิ่นกับบริษัทเอกชน อาทิ บมจ.ซีพี ออลล์ บมจ.ปูนซิเมนต์ไทย บมจ.การบินไทย บมจ.โออิชิ กรุ๊ป ธนาคารไทยพาณิชย์ ธนาคารพัฒนาวิสาหกิจขนาดกลางและขนาดย่อมแห่งประเทศไทย หรือเอสเอ็มอีแบงก์ บจ.อีซูซุ มอเตอร์ (ประเทศไทย) บจ.มิตซูบิชิ อีเล็คทริค กันหยงวัฒนา บจ.สยามคูโบต้าคอร์ปอเรชั่น ฯลฯ เข้าร่วมโครงการ
ด้วยการรับบริจาคมือถือเก่าที่เสียแล้ว หรือไม่ได้ใช้งาน ทุกสภาพ ทุกรุ่น ทุกยี่ห้อ จากประชาชนและองค์กรทั่วประเทศ เพื่อรวบรวมนำไปรีไซเคิลอย่างถูกวิธี ตามหลักมาตรฐานสากล ไร้มลพิษ ลดผลกระทบที่อาจจะเกิดขึ้นต่อสุขภาพและสิ่งแวดล้อม จากนั้นจะนำรายได้จากการรีไซเคิลคืนสู่สังคม
เฟสแรกดำเนินการตั้งแต่ 1 พ.ย. 2560 ถึง 15 ธ.ค. 2560 ปรากฏว่าประสบความสำเร็จเป็นที่น่าพอใจ ได้รับการบริจาคมือถือเก่าจากประชาชนรวม 1.7 ล้านเครื่อง น้ำหนักรวม 140 ตัน มีรายได้จากการรีไซเคิลทั้งสิ้น 3,620,000 บาท นำไปบริจาคให้ ศิริราชมูลนิธิ เพื่อร่วมสร้างอาคารนวมินทรบพิตร 84 พรรษา มูลนิธิรามาธิบดี เพื่อร่วมสร้างอาคารสถาบันการแพทย์จักรีนฤบดินทร์ กลุ่มพหุชนคนอาสา และมูลนิธิเดอะวอยซ์
สำหรับเฟสที่สอง ระยะเวลาดำเนินการตั้งแต่ 1 ม.ค.-28 ก.พ. 2561 โดยมีเป้าหมายรวบรวมมือถือเก่าให้ได้ 5 ล้านเครื่อง โดยนำรายได้จากการรีไซเคิลไปบริจาคเพื่อการกุศลและสาธารณประโยชน์ ประกอบด้วย โรงพยาบาลที่ขาดแคลนอุปกรณ์ทางการแพทย์ 30 แห่ง ทุกภูมิภาคทั่วประเทศ ชมรมเพื่อผู้ป่วยโรคไต และโครงการปรับปรุงสภาพแวดล้อมของกระทรวงทรัพยากรธรรมชาติและสิ่งแวดล้อม
ไม่อยากให้ท่านเองหรือคนในครอบครัวมีภัยใกล้ตัวโดยไม่คาดคิด อาจได้รับอันตรายหรือตายผ่อนส่ง ต้องรีบกำจัดซากเครื่องใช้ไฟฟ้ากับขยะอิเล็กทรอนิกส์ทิ้ง จะได้ทั้งชีวิตใหม่และกุศลผลบุญ