เว็บไซต์นี้ใช้คุ้กกี้เพื่อสร้างประสบการณ์ที่ดีมีประสิทธิภาพยิ่งขี้น อ่านเพิ่มเติมคลิก (Privacy Policy) และ (Cookies Policy)
Skip to content
GRAND ขาย ‘เวสทิน สุขุมวิท’ ให้ RABBIT มูลค่า 494.6 ล้าน หลังขาดสภาพคล่อง-เร่งหาเงินจ่ายหนี้
Finance GRAND ขาย ‘เวสทิน สุขุมวิท’ ให้ RABBIT มูลค่า 494.6 ล้าน หลังขาดสภาพคล่อง-เร่งหาเงินจ่ายหนี้
ราคาทองวันนี้ (23 ก.ย. 69) ขยับขึ้น 100 บาท ทองรูปพรรณบาทละ 68,900 บาท
Finance ราคาทองวันนี้ (23 ก.ย. 69) ขยับขึ้น 100 บาท ทองรูปพรรณบาทละ 68,900 บาท
ADB ปรับเพิ่มคาดการณ์ GDP ไทยปีนี้ที่ 2 % แรงหนุนส่งออกดีกว่าคาด
World ADB ปรับเพิ่มคาดการณ์ GDP ไทยปีนี้ที่ 2 % แรงหนุนส่งออกดีกว่าคาด
‘โพแทชนครพนม’ กพร.ให้สำรวจแค่ อ.ธาตุพนม 8,463 ไร่ เบรกที่เรณูนครไว้ก่อน
Economic ‘โพแทชนครพนม’ กพร.ให้สำรวจแค่ อ.ธาตุพนม 8,463 ไร่ เบรกที่เรณูนครไว้ก่อน
‘สห ลอว์สัน’ เดินหน้าขยาย LAWSON 108 ส่ง 2 คอนเซปต์ใหม่เจาะตลาด
Biz Movement ‘สห ลอว์สัน’ เดินหน้าขยาย LAWSON 108 ส่ง 2 คอนเซปต์ใหม่เจาะตลาด
สภาฯ ไฟเขียวร่างกฎหมายล้มละลาย “อภิสิทธิ์” จี้รัฐบาลออกกฎหมายกลาง
Politics สภาฯ ไฟเขียวร่างกฎหมายล้มละลาย “อภิสิทธิ์” จี้รัฐบาลออกกฎหมายกลาง
หอการค้าดัน 3 ดีลใหญ่ สหรัฐ-EU-UAE หวังดัน GDP ไทยเพิ่มกว่า 2% ใน 3 ปี
Economic หอการค้าดัน 3 ดีลใหญ่ สหรัฐ-EU-UAE หวังดัน GDP ไทยเพิ่มกว่า 2% ใน 3 ปี
SO เปิดตัวแอป MOBIX บริหาร ‘คน-รถยนต์-งาน’ ครบในระบบเดียว
Uncategorized SO เปิดตัวแอป MOBIX บริหาร ‘คน-รถยนต์-งาน’ ครบในระบบเดียว
‘B2S Card Festival 2026’ ยกทัพจักรวาลการ์ดระดับโลกบุกไทย เอาใจนักสะสม
Uncategorized ‘B2S Card Festival 2026’ ยกทัพจักรวาลการ์ดระดับโลกบุกไทย เอาใจนักสะสม
‘ไทยพลาสติก รีไซเคิล กรุ๊ป’ ร่วมทัพ SMEs ต้นแบบพาณิชย์ บินจับคู่ธุรกิจสวิสฯ
Uncategorized ‘ไทยพลาสติก รีไซเคิล กรุ๊ป’ ร่วมทัพ SMEs ต้นแบบพาณิชย์ บินจับคู่ธุรกิจสวิสฯ
ดูทั้งหมด

ถึงเวลาขายหุ้นสหรัฐ ย้ายเข้า 3 ธีมน่าลงทุนช่วงดอกเบี้ยกลับขา

31 ก.ค. 2566 | 14:49น.
การลงทุน
สถานีลงทุน : วิภาดา ศุภกุลวณิชย์ ธนาคารทิสโก้

ถึงเวลา Move on ขายหุ้นสหรัฐ เข้า 3 Themes ลงทุนช่วงดอกเบี้ยกลับขา

ช่วงครึ่งหลังของปีนี้ ภาพการลงทุนมีทั้งโอกาสและความท้าทายอยู่ไม่น้อย โดยมองว่า ตลาดหุ้นสหรัฐยังคงเสี่ยงปรับฐานลงจากทั้งแนวโน้มเศรษฐกิจถดถอย (recession) ในระยะข้างหน้า ความไม่แน่นอนด้านภูมิรัฐศาสตร์ที่ร้อนแรง รวมถึงหากพิจารณาในแง่มูลค่า (valuation) ของตลาดหุ้นสหรัฐ (Forward P/E of S&P500 Index as of July 18, 2023) จะพบว่า ปัจจุบันตลาดหุ้นสหรัฐ ซื้อขายในระดับที่ค่อนข้างแพงอยู่ที่ราว 19.8 เท่า

ซึ่งทางศูนย์วิเคราะห์เศรษฐกิจและกลยุทธ์ทิสโก้ (TISCO ESU) ประเมินว่า ดัชนี S&P500 จะปรับตัวลงมาซื้อขายที่ระดับต่ำกว่า 17 เท่า หรือมูลค่าหุ้นสหรัฐ จะลดลงจากปัจจุบันประมาณ -14% โดยมีประเด็นที่กดดันคือ สภาพคล่องที่ลดลงจากมาตรการ QT (Quantitative Tightening) และการปรับขึ้นอัตราดอกเบี้ยของธนาคารกลางสหรัฐ (Fed) จึงแนะนำให้ขายหุ้นสหรัฐ และโยกเงินเข้าใน 3 ธีมลงทุน ดังนี้

1.ตราสารหนี้สหรัฐ ด้วยปัจจุบันอัตราผลตอบแทนพันธบัตรรัฐบาล (bond yield) อายุ 10 ปี ของสหรัฐ อยู่ที่ระดับ 3.8% ถือเป็นโอกาสสำหรับการลงทุนในตราสารหนี้สหรัฐ ซึ่งให้ผลตอบแทน (yield) ราว 3.8% และมีโอกาสได้ผลตอบแทนส่วนต่างกำไรจากการตีราคา (capital gain) เพิ่มอีก หาก bond yield เริ่มกลับมาลดลงในปีหน้า ตามแนวโน้มการคงและปรับลดอัตราดอกเบี้ยนโยบายของ Fed ในช่วง 1 ปีข้างหน้า

ทั้งนี้ TISCO ESU ได้มีการประเมินสถานการณ์ผลตอบแทนในช่วง 12 เดือนข้างหน้า หากลงทุนในตราสารหนี้สหรัฐ อายุ 10 ปี ที่ระดับอัตราผลตอบแทนอยู่ที่ 3.8% โดยกรณีที่ Fed ทยอยปรับลดดอกเบี้ยนโยบาย จากเศรษฐกิจสหรัฐเข้าสู่ภาวะชะลอตัวไม่รุนแรง (soft landing) จะสามารถสร้างผลตอบแทนได้ราว 9% และในกรณีที่ดอกเบี้ยนโยบายปรับตัวลดลงอย่างรวดเร็ว จากเศรษฐกิจสหรัฐหดตัวลงรุนแรง (hard landing) จะสามารถสร้างผลตอบแทนได้สูงถึงราว 16%

ทั้งนี้ โอกาสกำไรจากการลงทุนในตราสารหนี้ที่สูงกว่า 10% เกิดขึ้นเพียง 17 ครั้งในรอบ 50 ปี หรือเฉลี่ยทุก 3 ปี โดยล่าสุดเกิดขึ้นในปี 2020 ซึ่งปัจจุบันนับเป็นเวลาประมาณ 3 ปีพอดี

2.หุ้นกลุ่มเฮลท์แคร์ (healthcare) สำหรับการลงทุนในหุ้นมองว่า หุ้นกลุ่ม healthcare เป็นกลุ่มที่น่าสนใจลงทุน เนื่องจากเป็นกลุ่มอุตสาหกรรมที่ได้รับอานิสงส์ระยะยาวจากสัดส่วนประชากรผู้สูงอายุที่เพิ่มขึ้นทั่วโลก ตลอดจนนวัตกรรมทางการแพทย์ที่มีความก้าวหน้าขึ้นอย่างรวดเร็ว

นอกจากนี้ หุ้นกลุ่ม healthcare ยังมีกำไรที่เติบโตได้อย่างแข็งแกร่ง แม้เจอภาวะ recession โดยในช่วง recession 3 ครั้งหลังสุด ตลอดระยะเวลา 20 ปีที่ผ่านมา ทั้งฟองสบู่ดอตคอม (Dot-com Bubble) วิกฤตซับไพรม (Subprime Crisis) และโควิด-19 (COVID-19) ผลประกอบการของกลุ่ม healthcare สามารถเติบโตได้ทุกครั้ง โดยเฉพาะกลุ่มอุตสาหกรรมย่อยในกลุ่ม healthcare

อย่างหุ้นกลุ่มไบโอเทคโนโลยี (biotechnology) ที่มีอัตราการเติบโตของกำไรในช่วงเศรษฐกิจถดถอยโดยเฉลี่ยสูงถึงราว 11% ต่อปี และเป็นหุ้นกลุ่มที่มี valuation ซื้อขายในระดับต่ำ (Forward P/E of S&P 500 Biotechnology Index) อยู่ที่ราว 14.9 เท่า เมื่อเทียบกับกลุ่ม healthcare โดยรวมที่ระดับราว 17.2 เท่า ซึ่งมีโอกาสสร้างผลตอบแทนได้ราว 15% หากสมมุติให้หุ้นกลุ่ม biotechnology ซื้อขายเทียบเท่ากับมูลค่าของกลุ่ม healthcare โดยรวม

3.ตลาดหุ้นเวียดนาม ปัจจุบันราคาตลาดหุ้นเวียดนามยังมีความน่าสนใจในการลงทุน จากมาตรการกระตุ้นเศรษฐกิจของภาครัฐที่ทยอยออกมาอย่างต่อเนื่อง ไม่ว่าจะเป็น การลดดอกเบี้ยนโยบาย (refinancing rate) ติดต่อกัน 3 ครั้งในปีนี้ สู่ระดับ 4.5% เพื่อสนับสนุนการปล่อยสินเชื่อ

โดยนักวิเคราะห์คาดการณ์ว่า จะมีการปรับลดดอกเบี้ยนโยบายอีก 0.5% ในช่วงครึ่งหลังของปีนี้ และการปรับลด VAT จาก 10% เป็น 8% ที่ช่วยกระตุ้นการบริโภคภายในประเทศ รวมถึงการออกกฎหมาย Decree 8/2023 ของรัฐบาลเวียดนาม เพื่อบรรเทาความเสี่ยงในการผิดนัดชำระหนี้ และสนับสนุนภาคอสังหาริมทรัพย์ที่มีการขาดสภาพคล่อง ทำให้ความกังวลในภาคอสังหาริมทรัพย์คลี่คลายลง

โดยล่าสุด GDP ไตรมาส 2/2566 ของเวียดนามเติบโตถึง 4.14% มากกว่าที่ตลาดคาดว่าจะเติบโตเพียง 3.8% สะท้อนมาตรการกระตุ้นเศรษฐกิจที่ผ่านมาเริ่มได้ผล ทั้งนี้ Bloomberg Consensus ได้ประมาณการการเติบโตกำไรบริษัทจดทะเบียนในปี 2023 อยู่ที่ราว 11.8% YOY และมีแนวโน้มเติบโตต่อเนื่องอีก 26.4% YOY ในปี 2024 ใน

ขณะเดียวกัน ด้าน valuation ของตลาดหุ้นเวียดนามยังคงซื้อขายในระดับถูก (Forward P/E of Vietnam Index) อยู่ที่ราว 10.2 เท่า ต่ำกว่าค่าเฉลี่ยย้อนหลัง 5 ปี ที่ประมาณ 12.5 เท่า อยู่ราว 23% อีกด้วยจะเห็นได้ว่า การลงทุนในช่วงครึ่งหลังของปีนี้มีความท้าทายอยู่มาก จากสถานการณ์ความไม่แน่นอนที่อาจเกิดขึ้นได้ในอนาคต โดยเรามองว่า เป็นจังหวะที่ดีมาก

สำหรับการลงทุนในตราสารความเสี่ยงต่ำอย่างตราสารหนี้สหรัฐ ซึ่งมีโอกาสให้ผลตอบแทนสูงจากความไม่แน่นอนของเศรษฐกิจในระยะข้างหน้า รวมถึงการลงทุนในหุ้นกลุ่ม healthcare โดยเฉพาะหุ้นกลุ่ม biotechnology ที่ valuation ยังต่ำเมื่อเทียบกับกลุ่ม healthcare โดยรวมและผลประกอบการสามารถเติบได้อย่างแข็งแกร่งท่ามกลางภาวะเศรษฐกิจถดถอย

อีกทั้งยังเป็นโอกาสสำหรับการลงทุนในหุ้นเวียดนาม ด้วย upside ที่สูงกว่า 23% จากระดับปัจจุบัน รวมทั้งมาตรการกระตุ้นเศรษฐกิจของภาครัฐ ในช่วงที่เหลือของปีนี้ จะช่วยหนุนการฟื้นตัวของกำไรบริษัทจดทะเบียนในเวียดนามได้