Skip to content

หุ้นไทยพลิกกลับมาเป็น Risk-on หลังทิศทางเศรษฐกิจแนวโน้มเติบโต

07 ส.ค. 2566 | 16:28น.
หุ้นไทยพลิกกลับมาเป็น Risk-on หลังทิศทางเศรษฐกิจแนวโน้มเติบโต

ตลาดหลักทรัพย์ฯชี้ความกังวลจัดตั้งรัฐบาล ผนวกกับเเรงเทขายจากนักลงทุนต่างชาติ 6 เดือนรวม 12,558 ล้านบาทยังกดดัน แต่ภาพเศรษฐกิจที่มีแนวโน้มเติบโตเป็นปัจจัยบวกทำให้หุ้นไทยพลิกกลับมาเป็น Risk-on อีกครั้ง โดยดัชนีสิ้นเดือน ก.ค. 66 ปิดที่ 1,556.06 จุด ปรับเพิ่มขึ้น 3.5% จากเดือนก่อนหน้า

วันที่ 7 สิงหาคม 2566 นายศรพล ตุลยะเสถียร รองผู้จัดการ หัวหน้าสายงานวางแผนกลยุทธ์องค์กร ตลาดหลักทรัพย์แห่งประเทศไทย (SET) กล่าวว่า ภาพรวมตลาดหุ้นไทย (SET Index) เดือนกรกฎาคมได้รับข่าวที่ค่อนข้างดีจาก 3 ประเด็น ได้แก่

1.ธนาคารพัฒนาเอเชีย (ADB) รายงานว่าภูมิภาคเอเชียและแปซิฟิกฟื้นตัวจากการระบาดของโควิด-19 ในอัตราที่มั่นคงอย่างต่อเนื่อง อย่างไรก็ดี เศรษฐกิจในภูมิภาคเอเชียตะวันออกเฉียงใต้มีแนวโน้มขยายตัวลดลงมาที่ 4.6% ในปีนี้ และ 4.9% ในปีหน้า ทั้งนี้ ADB ปรับเพิ่มคาดการณ์การเติบโตของเศรษฐกิจไทยไปที่ 3.5% จากที่เคยประมาณการไว้ที่ 3.3% ในเดือนเมษายน ซึ่งประเทศไทยเป็นเพียงประเทศเดียวที่ทาง ADB มีการปรับเพิ่มประมาณการในทิศทางที่ดีขึ้น

2.จำนวนบัญชี Active ของผู้ลงทุนรายย่อยเพิ่มขึ้น เมื่อเทียบกับค่าเฉลี่ยในช่วงก่อนสถานการณ์โควิด-19 โดยบัญชีในช่วงก่อนโควิด (เฉลี่ย ม.ค. 61-ก.พ. 63) อยู่ที่ 352,476 บัญชี เพิ่มขึ้น 40% มาเป็น 488,994 บัญชี (ณ สิ้นเดือน ก.ค. 66)

3.อัตราส่วน Forward P/E ของ SET Index ค่อนข้างต่ำกว่าค่าเฉลี่ยในอดีต ทำให้ผู้ลงทุนบุคคลและสถาบันในประเทศซื้อสุทธิ 6 เดือนต่อเนื่อง

ส่งผลให้ดัชนีหุ้นไทย (SET Index) ณ สิ้นเดือนกรกฎาคม 2566 ปิดที่ 1,556.06 จุด ปรับเพิ่มขึ้น 3.5% จากเดือนก่อนหน้า และปรับลดลง 6.7% เมื่อเทียบกับสิ้นปีก่อนหน้า โดยกลุ่มอุตสาหกรรมที่ปรับตัวดีกว่า SET Index เมื่อเทียบกับสิ้นปี 2565 ได้แก่ กลุ่มเทคโนโลยีและกลุ่มการเงิน

นอกจากนี้ มูลค่าการซื้อขายเฉลี่ยต่อวันใน SET และ mai อยู่ที่ 46,002 ล้านบาท ลดลงจากช่วงเดียวกันปีก่อนหน้า 25.3% โดยมูลค่าการซื้อขายเฉลี่ยต่อวันใน 7 เดือนแรกปี 2566 อยู่ที่ 56,873 ล้านบาท ทั้งนี้ ผู้ลงทุนต่างชาติขายสุทธิเป็นเดือนที่ 6 โดยในเดือนกรกฎาคม 2566 ผู้ลงทุนต่างชาติขายสุทธิ 12,558 ล้านบาท

อย่างไรก็ดี ผู้ลงทุนต่างประเทศมีสัดส่วนมูลค่าการซื้อขายสูงสุดต่อเนื่องเป็นเดือนที่ 15 ในส่วนของผู้ลงทุนรายย่อยในประเทศแม้ว่าจะมีมูลค่าการซื้อขายลดลงจากช่วงต้นปี แต่จำนวน Active Accounts ในช่วงหลัง COVID-19 Pandemic เพิ่มขึ้นค่อนข้างมากเมื่อเทียบกับค่าเฉลี่ยในช่วงก่อน COVID-19 Pandemic

สำหรับในเดือนนี้มีบริษัทเข้าจดทะเบียนใหม่ซื้อขายใน SET 1 หลักทรัพย์ ได้แก่ บมจ.แพทย์รังสิตเฮลท์แคร์กรุ๊ป (PHG) ส่วนอัตราส่วน Forward P/E ของตลาดหลักทรัพย์ไทย ณ สิ้นเดือนกรกฎาคม 2566 อยู่ที่ระดับ 17.0 เท่า สูงกว่าค่าเฉลี่ยของตลาดหลักทรัพย์ในเอเชีย ซึ่งอยู่ที่ระดับ 13.3 เท่า และ Historical P/E อยู่ที่ระดับ 21.3 เท่า สูงกว่าค่าเฉลี่ยของตลาดหลักทรัพย์ในเอเชียซึ่งอยู่ที่ระดับ 14.6 เท่า

ขณะที่อัตราเงินปันผลตอบแทน ณ สิ้นเดือนกรกฎาคม 2566 อยู่ที่ระดับ 3.12% ต่ำกว่าค่าเฉลี่ยของตลาดหลักทรัพย์ในเอเชียซึ่งอยู่ที่ 3.20%

ด้านภาวะตลาดสัญญาซื้อขายล่วงหน้า ในเดือนกรกฎาคม 2566 ตลาดสัญญาซื้อขายล่วงหน้า (TFEX) มีปริมาณการซื้อขายเฉลี่ยต่อวัน 474,850 สัญญา ลดลง 22.0% จากเดือนก่อน ที่สำคัญจากการลดลงของ SET50 Index Futures และ Single Stock Futures และในช่วง 7 เดือนแรกของปี 2566 มีปริมาณการซื้อขายเฉลี่ยต่อวัน 546,687 สัญญา ลดลง 1.9% จากช่วงเดียวกันของปีก่อน ที่สำคัญจากการลดลงของ Single Stock Futures

“ภาพตลาดหุ้นไทยในเดือน ก.ค.ที่ผ่านมา นักลงทุนมีมุมมองต่อตลาดเป็นสถานะ Risk-on มากขึ้น จากปัจจัยกดดันหรือความเสี่ยงในระดับ Global ที่คลี่คลายลงไปพอสมควร หลังจากนี้คงต้องรอจังหวะ หรือ Timing ที่นักลงทุนจะกลับเข้ามาซื้ออีกครั้ง และทำให้ฟันด์โฟลว์มีทิศทางสอดคล้องไปกับบรรยากาศในภูมิภาคที่เงินทุนไหลเข้า” นายศรพลกล่าว

นายภากร ปีตธวัชชัย กรรมการและผู้จัดการตลาดหลักทรัพย์แห่งประเทศไทย (SET) กล่าวว่า สำหรับประเด็นการเมืองและเศรษฐกิจก็เป็นประเด็นที่ส่งผลกระทบต่อตลาดทุน แต่จะให้มุมมองหลักไปทางเศรษฐกิจมากกว่า ซึ่งต้องบอกว่าเศรษฐกิจทั่วโลกปีนี้ไม่ค่อยดีนัก แต่เศรษฐกิจไทยเป็นเพียงไม่กี่ประเทศที่หลายสถาบันยังมีมุมมองบวกต่อทิศทางเศรษฐกิจไทย

ดังนั้น คาดว่าเศรษฐกิจไทยโตต่อได้ ขณะที่เศรษฐกิจแม้ว่าจะยังฟื้นตัวแบบ K-Shape ซึ่งอาจเพราะการท่องเที่ยวซึ่งเป็นหัวใจหลักของเศรษฐกิจยังไม่กลับมาอย่างเต็มที่ แต่คาดว่านักท่องเที่ยวน่าจะทยอยเข้ามาเพิ่มมากขึ้น

“อย่างไรก็ตาม อยากเตือนให้นักลงทุนระมัดระวังข่าวปลอม (Fake News) ต่าง ๆ และติดตามดูการจัดตั้งรัฐบาล หากจัดตั้งได้สำเร็จจะส่งผลดีและทำให้ภาพของทิศทางการขับเคลื่อนพัฒนาเศรษฐกิจไทยมีความชัดเจนมากขึ้น“ นายภากรกล่าว