อัชณา ลิมป์ไพฑูรย์ นำทัพชิ้นส่วนยานยนต์ไทย ก้าวข้ามปีที่ 40-
สัมภาษณ์พิเศษ
อุตสาหกรรมยานยนต์และอุตฯชิ้นส่วนยานยนต์ในช่วงที่ผ่านมาถือเป็นรอยต่อของการเปลี่ยนผ่านที่สำคัญและน่าจับตามอง ในฐานะที่อุตฯชิ้นส่วนไม่ต่างจากแขนขาหรือมือเท้าของอุตสาหกรรมยานยนต์ ที่สร้างความแข็งแกร่งและความได้เปรียบ ผลักดันให้ประเทศไทยเป็นฐานการผลิตรถยนต์-จักรยานยนต์ และชิ้นส่วนยานยนต์ที่สำคัญของโลก
วันนี้ “ประชาชาติธุรกิจ” มีโอกาสได้สัมภาษณ์พิเศษ แม่ทัพหญิงแห่งวงการชิ้นส่วนยานยนต์ไทย “อัชณา ลิมป์ไพฑูรย์” นายกสมาคมผู้ผลิตชิ้นส่วนยานยนต์ไทย (TAPMA) ถึงแนวโน้มการตั้งรับรวมทั้งการปรับตัวของผู้ผลิตชิ้นส่วนยานยนต์ไทย ตลอดระยะเวลา 40 ปีที่ผ่านมา รวมถึงยุทธศาสตร์และการขับเคลื่อนของสมาคม
Q : ช่วยอัพเดตสุขภาพผู้ผลิตชิ้นส่วนไทยตอนนี้
สำหรับอุตสาหกรรมยานยนต์ไทยและอุตสาหกรรมชิ้นส่วนยานยนต์ จากการประเมินโดยรวมในปีนี้ เราเชื่อว่าน่าจะมีการเติบโตไปในทิศทางที่ดีขึ้น เห็นได้จากการออกมาประกาศตัวเลขยอดผลิตของกลุ่มอุตสาหกรรมยานยนต์ สภาอุตสาหกรรมฯ ที่คาดว่าการผลิตจะถึง 2 ล้านคันแน่นอน นั่นหมายถึงผลบวกต่ออุตสาหกรรมชิ้นส่วนยานยนต์ด้วย จากตัวเลขในปี 2560 ที่ผ่านมา เห็นได้ว่าเป็นอีกปีที่อุตสาหกรรมชิ้นส่วนยานยนต์ไทยแสดงศักยภาพในการสร้างรายได้ให้กับประเทศด้วยการส่งออกอย่างยอดเยี่ยม โดยยอดการส่งออกชิ้นส่วนยานยนต์ มีมูลค่าสูงถึง 19,844.69 ล้านเหรียญสหรัฐ เพิ่มขึ้นถึง 15.50% เมื่อเทียบกับปี 2559 โดยส่วนประกอบและอุปกรณ์อื่น ๆ เป็นสินค้าที่มีมูลค่าการส่งออกไปมากที่สุด ส่วนการนำเข้ามีมูลค่า 16,623.53 ล้านเหรียญสหรัฐ เพิ่มขึ้น 8.15% เมื่อเทียบกับปี 2559 โดยการนำเข้า-ส่งออกทั้งปี 2560 นั้นมีมูลค่าเกินดุลถึง 3,221.16 ล้านเหรียญสหรัฐ
Q : ตลาดส่งออกยังคงเติบโตต่อเนื่อง
สำหรับประเทศคู่ค้าชิ้นส่วนยานยนต์ที่ไทยมีการส่งออกไปมากที่สุด 5 อันดับแรก ได้แก่ สหรัฐอเมริกา 2,779.19 ล้านเหรียญสหรัฐ คิดเป็น 14% ของการส่งออกทั้งหมด เพิ่มขึ้น 20.62% ญี่ปุ่น 1,799.64 ล้านเหรียญสหรัฐ คิดเป็น 9.07% ของการส่งออกทั้งหมด เพิ่มขึ้น 9.79% อินโดนีเซีย 1,695.07 ล้านเหรียญสหรัฐ คิดเป็น 8.54% ของการส่งออกทั้งหมด เพิ่มขึ้น 22.80% มาเลเซีย 1,349.47 ล้านเหรียญสหรัฐ คิดเป็น 6.80% ของการส่งออกทั้งหมด ลดลง 2.81% และจีน 1,173.27 ล้านเหรียญสหรัฐ คิดเป็น 5.91% ของการส่งออกทั้งหมด เพิ่มขึ้น 37.92% เราเชื่อว่าปีนี้ทั้งการผลิตเพื่อรองรับการผลิตรถยนต์ จักรยานยนต์ในประเทศและการส่งออกชิ้นส่วนยานยนต์นั้น จะยังคงมีแนวโน้มที่สดใสอย่างแน่นอน โดยเฉพาะได้รับปัจจัยบวกจากกลุ่มผู้ผลิตชิ้นส่วนจากจีน โดยเฉพาะยางรถยนต์ได้หันมาใช้ประเทศไทยเป็นฐานการผลิต เพื่อส่งออกสินค้าไปจำหน่ายยังอเมริกา แทนการผลิตและส่งออกจากจีนโดยตรงเพื่อหลีกเลี่ยงปัญหา ข้อพิพาท ด้านการจัดเก็บภาษี ระหว่างจีนและอเมริกา

Q : ปัจจุบันผู้ผลิตชิ้นส่วนยานยนต์ไทยมีจำนวนมากน้อยแค่ไหน
ปัจจุบันไทยมีผู้ประกอบการยานยนต์ ประกอบด้วยรถยนต์นั่งส่วนบุคคลและรถยนต์เชิงพาณิชย์ มีจำนวน 18 บริษัท และยังมีผู้ประกอบการรถจักรยานยนต์มีจำนวน 8 บริษัท ผู้ผลิตชิ้นส่วนยานยนต์ที่เป็น tier 1 มีจำนวนกว่า 400 บริษัท สามารถทำชิ้นส่วน R&D ได้ถึง 402 บริษัท และที่เป็น tier 2 และ 3 ประมาณ 1,700 บริษัท
Q : ยุทธศาสตร์ของสมาคมชิ้นส่วน
โรดแมปหรือยุทธศาสตร์ของสมาคมผู้ผลิตชิ้นส่วนยานยนต์ไทย ระหว่างปี 2561-2563 หรือแผนงาน 3 ปี โดยเฉพาะปีนี้ถือเป็นปีแห่งการเฉลิมฉลองครบรอบ 40 ปี ของสมาคมมุ่งเน้นขับเคลื่อนใน 6 ด้านหลักคือ 1.การพัฒนาบุคลากร 2.การพัฒนาด้านวิชาการ 3.การพัฒนาด้านเศรษฐกิจ 4.การพัฒนากลุ่มผู้ผลิตชิ้นส่วนขนาดกลางและขนาดย่อม หรือเอสเอ็มอี 5.การพัฒนาด้านการส่งออกชิ้นส่วนยานยนต์ และการจัดงานแสดง ชิ้นส่วนยานยนต์และอุปกรณ์ที่เกี่ยวข้อง 6.งานและงานประชาสัมพันธ์ เพื่อขับเคลื่อนภารกิจของสมาคมให้บรรลุเป้าหมาย ตอนนี้กำลังทำทุกอย่างให้บูรณาการมากขึ้น
Q : ความพร้อมในการตั้งรับยานยนต์ไฟฟ้า
ปัจจุบันนี้สถาบันยานยนต์อยู่ระหว่างการศึกษาการเปลี่ยนผ่านสู่ยุคยานยนต์ไฟฟ้า ซึ่งสมาคมเองก็ได้มีการส่งผู้แทนหลักเข้าร่วมคณะทำงานครั้งนี้ด้วย คาดว่าผลการศึกษานี้จะเป็นประโยชน์ต่ออุตสาหกรรม สมาคมยังได้มีการวิเคราะห์ข้อมูลและส่งข่าวให้แก่สมาชิก รวมถึงจัดเวทีการสัมมนาในหัวข้อที่เกี่ยวข้อง เพื่อให้ผู้ผลิตชิ้นส่วนยานยนต์ไทยได้รับทราบข้อมูล และตื่นตัวอยู่เป็นระยะ ๆ จะได้สามารถเตรียมรับมือได้อย่างถูกทาง ปัจจุบันมีผู้ผลิตชิ้นส่วนยานยนต์ไทยขนาดใหญ่หลายบริษัท ได้เริ่มปรับตัว เปลี่ยนแปลงเทคโนโลยี/วัสดุ หรือกระบวนการผลิต รวมถึงการควบรวมกิจการ ร่วมมือกับบริษัทข้ามชาติเพื่อให้ได้โนว์ฮาวต่าง ๆ อย่างบางบริษัทมีการร่วมทำอาร์แอนด์ดีให้กับค่ายรถยนต์ หรือร่วมมือกับรัฐบาลหน่วยงานต่าง ๆ และบางบริษัทมีการลงทุนเพื่อคิดค้นอาร์แอนด์ดีเป็นของตนเอง ซึ่งนับว่าเป็นเรื่องที่ดี เนื่องจากว่าลักษณะของอุตสาหกรรมยานยนต์และชิ้นส่วน เป็นอุตสาหกรรมที่เป็น “ซัพพลายเชน” กันอย่างเข้มแข็ง ในอนาคตเมื่อผู้ประกอบการ first tier สามารถปรับตัวได้แล้ว ก็จะมีการส่งต่อมายัง tier 2 และ 3 เหมือนในอดีตที่ผ่านมา เพียงแต่ว่าในครั้งนี้จะมีชิ้นส่วนที่น้อยลงในการประกอบเป็นรถยนต์ไฟฟ้า อาจจะทำให้ผู้ประกอบการเอง จำเป็นต้องเร่งพัฒนามากขึ้น สร้างความผูกพันระหว่างบริษัทให้มากขึ้น
Q : โอกาสต่อยอดไปยังธุรกิจอื่น ๆ
วันนี้ เริ่มมีผู้ผลิตชิ้นส่วน tier 2 และ 3 บางรายเริ่มหันไปผลิตชิ้นส่วน สำหรับอุตสาหกรรมอื่น โดยต่อยอดจากเครื่องจักร หรือความเชี่ยวชาญเดิมของบุคลากร เช่น อุตสาหกรรม aero space และอุตสาหกรรมการผลิตเครื่องมือแพทย์และโรบอตเป็นหลัก เนื่องจากเป็นอุตสาหกรรมที่มีโอกาส ตามคำแนะนำจากภาครัฐ ที่พยายามสนับสนุนให้ผู้ผลิตชิ้นส่วนไทย สามารถปรับตัวได้ในอนาคต ซึ่งนับว่าภาครัฐเองก็มีส่วนสำคัญในการเตรียมความพร้อมให้แก่ผู้ผลิตชิ้นส่วนยานยนต์ไทยในครั้งนี้ ขณะเดียวกัน แม้ว่าจะมีกลุ่มผู้ผลิตชิ้นส่วนยานยนต์จากต่างชาติเข้ามาลงทุนในประเทศไทยค่อนข้างมาก โดยเฉพาะจีนและไต้หวัน ก็ถือเป็นโอกาสที่ดี ที่กลุ่มผู้ผลิตไทยจะต้องเรียนรู้พัฒนาโนว์ฮาวกับผู้ผลิตกลุ่มนี้เพื่อไปสู่อุตสาหกรรมการผลิตชิ้นส่วน อิเล็กทรอนิกส์ และสมาร์ทดีไวซ์
ติดตามข่าวสาร ผ่านแฟนเพจเฟซบุ๊ค ประชาชาติธุรกิจออนไลน์
www.facebook.com/PrachachatOnline
ทวิตเตอร์ @prachachat
สามารถดาวน์โหลด ประชาชาติธุรกิจ ฉบับ e-Newspaper
หรือ e-Book ได้ที่แอปพลิเคชั่น Ookbee เลือก “ประชาชาติ”
