ไตรมาส 2/61 ตลาดหุ้นไทยจะไปต่อทางไหน
คอลัมน์ จับช่องลงทุน
โดย บล.เมย์แบงก์ กิมเอ็ง (ประเทศไทย)
ภาพรวมการลงทุนของตลาดหุ้นไทยในช่วงไตรมาส 1/2561 แกว่งตัวค่อนข้างผันผวน โดยดีดตัวขึ้นทำจุดสูงสุดบริเวณ 1,852 จุด และปิดไตรมาสที่ 1,776 จุด หรือปรับตัวขึ้น +1.3% ดูเหมือนอาจจะไม่มากนัก แต่เมื่อเทียบกับภูมิภาคถือว่า SET ทำได้ดีกว่าตลาดหุ้นอื่น ๆ ทั่วโลกค่อนข้างมาก
คำถามถัดไปคือ มุมมองในช่วง 2Q18 คาดจะมีแนวโน้มอย่างไร รวมถึงธีมการลงทุน และกลยุทธ์การลงทุนที่เหมาะสมจะเป็นอย่างไรบ้าง เรามาหาคำตอบกัน
เราคาดแนวโน้ม SET (ดัชนีตลาดหลักทรัพย์ฯ) ในช่วงไตรมาส 2/2561 ยังมีลุ้นการแกว่งตัวขึ้น แต่อาจจะอยู่ในกรอบจำกัด โดยประเมินแนวต้านบริเวณ 1,760 และ 1,870 จุด ส่วนแนวรับแรกบริเวณเส้นค่าเฉลี่ย EMA 200 วัน ซึ่งเป็นจุดที่มีนัยสำคัญที่ 1,720 จุด และแนวรับถัดไปที่บริเวณ 1,680 จุด โดยประเมินปัจจัยบวกที่คาดจะช่วยหนุนการแกว่งตัวขึ้นจาก 1) แนวโน้มเศรษฐกิจโลก และไทยอยู่ในช่วงของการขยายตัวอย่างต่อเนื่อง 2) upside risk จากการปรับประมาณการกำไรตลาดเพิ่มในช่วงถัดไป โดยเฉพาะอย่างยิ่งในกลุ่มที่มีสัดส่วน market cap ที่ค่อนข้างสูง เช่น พลังงาน และปิโตรเคมี เป็นต้น อย่างไรก็ดีคงต้องจับตาการปรับประมาณการกลุ่มธนาคารพาณิชย์ว่าจะเข้ามากดดันมากน้อยเพียงใด
ส่วนปัจจัยเสี่ยงที่ต้องระมัดระวัง นำโดย 1) นโยบายทางการเงินของธนาคารกลางต่าง ๆ ทั่วโลกเริ่มตึงตัวมากยิ่งขึ้น สะท้อนจากเม็ดเงินอัดฉีดผ่านมาตรการ QE ของประเทศต่าง ๆ ที่ปรับลดลง 2) ความกังวลต่อสงครามการค้า (trade war) ระหว่าง 2 ประเทศมหาอำนาจ คือ สหรัฐและจีน ซึ่งตอบโต้กันตลอดช่วงเดือนมีนาคมที่ผ่านมา โดยท้ายที่สุดเรายังคงรอคอยการเจรจาระหว่าง 2 ประเทศ เพื่อไม่ให้สงครามการค้าครั้งนี้ยืดเยื้อ และบานปลายจนส่งผลกระทบต่อการขยายตัวของเศรษฐกิจโลกในช่วงถัดไป 3) ความเสี่ยงทางด้านนโยบายในประเทศ (policy risk) ซึ่งเริ่มทยอยออกมาอย่างต่อเนื่อง 4) กรอบระยะเวลาการเลือกตั้งที่ยังไม่ชัดเจน โดยยังคงต้องติดตามการพิจารณาพระราชบัญญัติประกอบรัฐธรรมนูญการเลือกตั้ง ส.ส.และที่มา ส.ว. ซึ่งปัจจุบัน สนช.นำส่งศาลรัฐธรรมนูญให้พิจารณาอีกครั้ง ซึ่งหากยืดเยื้อออกไปอาจส่งผลให้กรอบการเลือกตั้งอาจไม่ทัน ก.พ. 2562 ได้ ซึ่งจะทำให้ความเชื่อมั่นต่อการลงทุนหดตัว
ธีมการลงทุนในช่วง 2Q18 ที่น่าสนใจ เราแนะนำ 3 ธีมเด่น ได้แก่
1) เศรษฐกิจโลกขยายตัวอย่างแข็งแกร่ง (strong global economic growth) สอดคล้องกับสัญญาณเศรษฐกิจของประเทศขนาดใหญ่ทั่วโลก เช่น สหรัฐ, จีน, ญี่ปุ่น ที่คาดจะฟื้นตัวขึ้นต่อเนื่อง ดังนั้นถือเป็นอานิสงส์บวกต่อการกระตุ้นการใช้สินค้าต้นน้ำต่าง ๆ มากขึ้น โดยเราคาดราคาน้ำมันดิบโลกยังคงแกว่งตัวในระดับสูงประมาณ 60-70 เหรียญต่อบาร์เรล รวมถึงสเปรดปิโตรเคมีก็จะอยู่ในระดับสูงเช่นเดียวกัน ดังนั้นสำหรับธีมการลงทุนนี้ เราคาดกลุ่มพลังงาน และปิโตรเคมี จะได้รับประโยชน์สูงสุด โดยหุ้นเด่นในกลุ่มนี้ได้แก่ PTT, PTTEP, PTTGC, IRPC, SCC, IVL
2) การปรับอัตราการทำกำไรขึ้น (margin expansion) ท่ามกลางสภาพเศรษฐกิจที่กำลังขยายตัวต่อเนื่อง สิ่งสำคัญที่กำลังจะตามมาคือ เงินเฟ้อที่จะเร่งตัวขึ้น รวมถึงแนวโน้มดอกเบี้ยนโยบายก็จะปรับตัวขึ้นตามมาเช่นกัน ดังนั้น เราจึงแนะลงทุนในหุ้นกลุ่มที่คาดสามารถต้านทานกับสภาวะตลาดแบบนี้ได้ดี นั่นคือ หุ้นที่สามารถปรับอัตรากำไรเพิ่มขึ้นได้อย่างต่อเนื่อง เช่น กลุ่มโรงพยาบาล (BH, BDMS) และกลุ่มสื่อสารฯ (ADVANC) รวมถึงเน้นหุ้นสินค้าโภคภัณฑ์ต้นน้ำ เช่น PTT, PTTEP เด่น
3) คัดสรรหุ้นที่เริ่มมีพัฒนาการเชิงบวก (bottom fishing) หุ้นขนาดใหญ่ (big cap) ในช่วงที่ผ่านมาถือว่าทำผลตอบแทนได้ดีกว่ากลุ่มหุ้นขนาดกลาง-เล็ก (SMID cap) ค่อนข้างมาก แต่อย่างไรก็ดียังคงมีหุ้นขนาดใหญ่บางตัวที่ค่อนข้าง underperform ตลาด แต่เราเริ่มเห็นสัญญาณเชิงบวกจากทั้งทางปัจจัยพื้นฐาน และปัจจัยทางเทคนิค โดยสำหรับหุ้นที่ผ่านการคัดกรองจากธีมนี้ นำโดย MAJOR, SCC, BEC, GLOBAL, ROBINS
สำหรับกลยุทธ์การลงทุนในไตรมาส 2/2561 เราคาดว่าตลาดแกว่งผันผวนมาก โดยประเมินกลุ่ม big cap ยังคงทำผลตอบแทนได้ดีกว่ากลุ่ม SMID cap โดยแนะใช้กลยุทธ์ trading ให้เร็วมากยิ่งขึ้น ขึ้นขาย-ลงซื้อ เน้นกลุ่มพลังงาน (PTT, PTTEP), ปิโตรเคมี (PTTGC, IVL), สื่อสารฯ (ADVANC), ค้าปลีก (CPALL, CPN), การแพทย์ (BH, BDMS) และสื่อฯ (MAJOR) ขณะที่กลุ่มที่แนะนำหลีกเลี่ยง เช่น กลุ่มอาหารที่ยังไม่สามารถควบคุมต้นทุนได้, รับเหมาก่อสร้าง และอสังหาริมทรัพย์ ซึ่ง 4 หุ้นเด่นในไตรมาส 2 นี้ เราแนะนำทยอยสะสม PTTGC (ราคาเป้าหมาย 116 บาท), BH (ราคาเป้าหมาย 230 บาท), ADVANC (ราคาเป้าหมาย 220 บาท) และ MAJOR (เป้าหมาย 35.50 บาท)