สร้างดิจิทัลในอาเซียน-
คอลัมน์ เอชอาร์คอร์เนอร์
โดย เมกาวาตี คีย์ SAP SuccessFactors, Southeast Asia
บริษัทที่ปรึกษาด้านการบริหารจัดการระดับโลก เอ.ที.เคียร์เน่ (A.T. Kearney) เผยผลการศึกษาว่า ถึงแม้ว่าภูมิภาคอาเซียนยังคงต้องปรับปรุงอีกมากในด้านนวัตกรรม ทว่ามีศักยภาพมากพอที่จะเป็นหนึ่งใน 5 อันดับแรกของโลกทางด้านเศรษฐกิจดิจิทัลภายในปี 2568
ดังนั้น เมื่อเผชิญกับการเปลี่ยนแปลงต่อเข้าสู่ระบบดิจิทัล (digital transformation) ความท้าทายหลักของอาเซียนคือการเอาชนะระบบนิเวศดิจิทัลในท้องถิ่นที่อ่อนแอ ซึ่งแทนที่จะปล่อยให้สิ่งท้าทายนี้มาขัดขวางการดำเนินการ บริษัทต่าง ๆ ในเอเชียตะวันออกเฉียงใต้สามารถเผชิญกับสิ่งต่าง ๆ นี้ได้ด้วยการผลักดัน และสนับสนุนวาระด้านดิจิทัลของพวกเขาด้วยเป้าหมายที่ชัดเจน
จากผลสำรวจการเปลี่ยนแปลงเข้าสู่ระบบดิจิทัลในภูมิภาคเอเชีย (Asian digital transformation index) โดย The Economist Intelligence Unit เปิดเผยว่า ประเทศไทยอยู่ในอันดับที่ค่อนข้างต่ำ รั้งอันดับที่ 8 จากทั้งหมด 11 ประเทศ
โดยการวิจัยนี้ใช้ตัวชี้วัดหลัก ๆ 3 หมวด ซึ่งถือว่ายังคงเป็นจุดอ่อนของประเทศไทย ได้แก่ โครงสร้างพื้นฐานดิจิทัล (digital infrastructure), ทุนมนุษย์ (human capital) และความเชื่อมโยงของอุตสาหกรรม (industry connectivity) และขณะนี้การเปลี่ยนแปลงเข้าสู่ระบบดิจิทัล (digital transformation) จัดได้ว่ากำลังมาแรง และเป็นจุดสนใจในประเทศไทย จนส่งผลให้ดูเหมือนว่าประเทศไทยมีประชากรที่เกิดและเติบโตมาพร้อมกับโลกดิจิทัล (digital natives) อยู่จำนวนมาก
อย่างไรก็ตาม ทางรายงานระบุว่าการขาดแคลนบุคลากรที่มีทักษะ และความสามารถด้านดิจิทัลมีแนวโน้มจะเพิ่มขึ้นอย่างฉับพลัน และรวดเร็ว
ผลเช่นนี้ จึงทำให้มองว่าการเสริมสร้างศักยภาพของบุคลากรต้องมาก่อน เพราะสิ่งที่หลาย ๆ บริษัทมักมองข้าม และพลาดพลั้งไปคือ การดำเนินการเปลี่ยนแปลงเข้าสู่ระบบดิจิทัล โดยไม่คำนึงว่าพวกเขาจะสามารถพัฒนา และเสริมสร้างประสิทธิภาพแรงงานของพวกเขาได้อย่างไรบ้าง กรณีแบบนี้เปรียบเสมือนการเอาเกวียนไปเทียมอยู่ข้างหน้าม้า นอกจากจะนำไปสู่การทำงานที่ขับเคลื่อนด้วยพนักงานที่มีทักษะล้าสมัย และความคิดแบบดั้งเดิมแล้ว ยังส่งผลให้องค์กรต้องเสียค่าใช้จ่ายในระยะยาวอีกด้วย
สิ่งสำคัญที่ต้องจำไว้คือ เมื่อพนักงานได้รับมอบเป้าหมายที่ชัดเจน จะส่งผลให้พวกเขามีความเข้าใจที่ดีขึ้นว่า พวกเขาจะสามารถนำคุณลักษณะส่วนตัวมาใช้และเพิ่มทักษะในการทำงานอย่างไรได้บ้าง เพื่อช่วยผลักดัน และสนับสนุนการเปลี่ยนแปลงของบริษัท
แม้จะกล่าวเช่นนั้นก็ตาม เหล่าผู้นำธุรกิจจะสามารถจัดการการสรรค์สร้างนวัตกรรมที่ขับเคลื่อนด้วยวัตถุประสงค์ได้อย่างไรบ้าง ? และบริษัทต่าง ๆ จะสามารถบริหารบุคลากรให้ดำเนินงานได้ตรงตามกลยุทธ์ธุรกิจเพื่อที่จะปรับกระบวนการทำงานทั้งหมดเข้าสู่ระบบดิจิทัลได้อย่างไรบ้าง ?
สิ่งเหล่านี้คือข้อควรพิจารณา
1.ปรับฝ่ายทรัพยากรบุคคล (HR) ให้เป็นตัวกระตุ้นการเปลี่ยนแปลง รากฐานของการเปลี่ยนแปลงเข้าสู่ระบบดิจิทัลต้องครอบคลุมถึงการปรับทัศนคติของบุคลากร อย่างไรก็ตามหลาย ๆ บริษัทมักพลาดพลั้งในการนำเสนอดิจิทัล โซลูชั่น โดยที่ไม่ได้เตรียมบุคลากรของตนให้พร้อมรับมือกับความผิดพลาดนี้
ฉะนั้น สิ่งที่จำเป็นต่อการทำงานในทุกวันนี้ คือ HR ที่เป็นมากกว่าตัวกระตุ้นปฏิสัมพันธ์ระหว่างบุคลากร กล่าวคือ เป็น HR ที่สามารถคำนึงถึงความจำเป็นในการยกระดับทักษะของพนักงาน และความเป็นผู้นำในแต่ละลำดับชั้นขององค์กร
เมื่อพนักงานสามารถตระหนักถึงความสำคัญของดิจิทัลต่อการพัฒนาความก้าวหน้าในการทำงานแล้ว การดึงทักษะความเป็นผู้นำออกมาในที่ทำงาน และการสนับสนุนบริษัทในการเปลี่ยนแปลงองค์กรเข้าสู่ระบบดิจิทัลจะกลายเป็นเรื่องที่ง่ายยิ่งขึ้นสำหรับพวกเขา
ตัวอย่างเช่น ในกรณีของ China Datacom ธุรกิจให้บริการอินเทอร์เน็ตเคลื่อนที่ได้ผลักดัน และส่งเสริมระบบบริหารผลการปฏิบัติงานที่ขับเคลื่อนด้วยข้อมูลอย่างต่อเนื่อง ส่งผลให้บริษัทสามารถมองเห็นการพัฒนาของพนักงานจำนวน 1,500 คน อย่างชัดเจน จนทำให้ฝ่ายทรัพยากรบุคคล HR ทำงานได้อย่างรวดเร็ว และสนับสนุนการตัดสินใจทางธุรกิจของบริษัทดีขึ้น
2.ใช้พันธมิตรจากภายนอกให้เป็นประโยชน์ เพราะปัจจุบันมีธุรกิจขนาดเล็ก และขนาดกลางในเอเชียจำนวนมากที่พร้อมจะขยายตัว อย่างไรก็ตามองค์กรเหล่านี้มีงบประมาณเพียงเล็กน้อยเพื่อเปลี่ยนสู่ระบบดิจิทัล เนื่องจากมีความจำเป็นที่จะต้องสำรองทรัพยากรไว้เพื่อปรับปรุง และพัฒนากิจการหลักขององค์กร องค์กรที่อยู่ระหว่างการเปลี่ยนแปลงสามารถเพิ่มโอกาสที่จะเปลี่ยนให้เป็นองค์กรดิจิทัลได้สำเร็จ โดยการแสวงหาพันธมิตรจากภายนอกที่จะช่วยขัดเกลา และคัดสรรแรงงานที่มีทักษะการทำงานด้านดิจิทัล
ความร่วมมือที่เกิดขึ้นระหว่างมูลนิธิอาเซียนกับ SAP SE ถือว่าเป็นตัวอย่างที่น่าสนใจ เพราะได้สร้างผลกระทบทางสังคมเชิงบวกในภูมิภาคเอเชียตะวันออกเฉียงใต้ โดยการจัดหาทรัพยากร และส่งเสริมทักษะที่จำเป็นต่อการเจริญเติบโตในระบบเศรษฐกิจดิจิทัลให้แก่เหล่าเยาวชน ขณะเดียวกัน ยังเกื้อหนุนให้องค์กรท้องถิ่นผลักดัน และพัฒนาขีดความสามารถของตนเอง
ความร่วมมือดังกล่าว นอกจากจะช่วยเสริมสร้างศักยภาพ และพัฒนาแรงงาน ยังนำไปสู่การสร้างวัฒนธรรมผู้ประกอบการในเอเชียตะวันออกเฉียงใต้ และการขยายโครงการเยาวชนต่าง ๆ
3.สรรค์สร้างประสบการณ์ใหม่ให้กับพนักงาน โดย HR ควรปลูกฝังความสัมพันธ์เชิงกิจกรรม และสร้างความร่วมมือกับพนักงาน เพราะพนักงานถือว่าเป็นหัวใจสำคัญของทุกองค์กร ทั้งยังเป็นมากกว่าจำนวนตัวเลขที่เติมเต็มหน่วยงาน หรือแผนกต่าง ๆ ภายในองค์กร
เมื่อคุณมีพนักงานที่มีโทรศัพท์มือถือพร้อมใช้ ฝ่าย HR ของคุณก็ควรสรรค์สร้างประสบการณ์อันชาญฉลาดที่สามารถเชื่อมโยงได้อย่างทั่วถึงกันให้กับพนักงาน คำถามคือแล้วฝ่าย HR จะสามารถทำเช่นนี้ได้อย่างไร ?
สิ่งที่ทำได้คือ การใช้โซลูชั่นไอทีที่ขับเคลื่อนด้วยข้อมูล เพื่อช่วยให้การคัดสรรบุคลากร การอบรมพนักงานแรกเข้า การเรียนรู้พัฒนาอาชีพ รวมถึงการสืบทอดตำแหน่งในองค์กร เพื่อให้การทำงานของ HR มีประสิทธิภาพมากยิ่งขึ้น สิ่งเหล่านี้คือหัวใจสำคัญในการรักษา และเสริมสร้างให้พนักงานมีความจงรักภักดีต่อองค์กร ทั้งยังถือเป็นการเสริมสร้างความมั่นใจให้กับพนักงาน เพราะองค์กรพร้อมจะลงทุนเพื่ออนาคตของพวกเขา
เช่นเดียวกับการเสริมศักยภาพแรงงานในยุคปัจจุบัน หากสถานที่ทำงานไม่มีระบบการเชื่อมต่อถึงกัน การปลูกฝังจุดมุ่งหมายในการทำงานของพนักงานจะกลายเป็นเรื่องยากขึ้น ทั้งยังส่งผลให้ประสิทธิภาพการดำเนินการทางธุรกิจแย่ลงอีกด้วย
ดังนั้น เพื่อแก้ไขปัญหานี้ ฝ่ายทรัพยากรบุคคล (HR) จะต้องเป็นตัวกระตุ้นการเปลี่ยนแปลง ในฐานะที่เป็นฝ่ายเกี่ยวข้องกับบุคลากรในองค์กรมากที่สุด จึงเป็นความจำเป็นอย่างยิ่งที่ฝ่าย HR จะสามารถคัดสรร และจัดหาพนักงานที่พร้อมเปิดรับ และสนับสนุนการเปลี่ยนแปลงองค์กรเข้าสู่ระบบดิจิทัลให้เป็นจริงในที่สุด
รับข่าวสาร ผ่านแฟนเพจเฟซบุ๊ก ประชาชาติธุรกิจออนไลน์
อย่าลืมกดติดตาม และกดปุ่ม See first (เห็นโพสต์ก่อน)
www.facebook.com/PrachachatOnline
ทวิตเตอร์ @prachachat
ติดตามอ่านข่าวสารจากประชาชาติออนไลน์ ทันสมัย-ทันใจ
ดาวน์โหลดผ่านแอปพลิเคชั่น >> Prachachat << ได้แล้ววันนี้
ทั้งระบบ ios และ android
อ่านประชาชาติธุรกิจ ทั้งฉบับผ่าน e-Newspaper
ได้ที่แอปพลิเคชั่น Ookbee เลือก “ประชาชาติ”
