อังกฤษหั่น “สวัสดิการบุตร” คนรุ่นใหม่คิดหนัก…มีลูกมากยากนาน-
เป็นข่าวครึกโครมทั่วโลกอีกครั้ง เมื่อดัชเชสแคเทอรีน แห่งราชวงศ์วินเซอร์ ได้ให้ประสูติกาลเจ้าชายน้อย ซึ่งเป็นโอรสพระองค์ที่ 3 และรัชทายาทบัลลังก์อังกฤษลำดับที่ 5 ช่วงสัปดาห์ที่ผ่านมา และหลังพักฟื้นราวเจ็ดชั่วโมง ดัชเชสแคเทอรีนก็ทรงออกมาพบปะกับพสกนิกรหน้าโรงพยาบาลเซนต์แมรีส์ เคียงข้าง พรินซ์วิลเลียม พระสวามี โดยมีเจ้าชายน้อยอยู่ในอ้อมอก
เป็นภาพที่น่าประทับใจ แต่ถ้ามองลึกลงไป ก็ถูกมองว่าสะท้อนถึง “ความเหลื่อมล้ำ” และ “ความเป็นไปไม่ได้” บางอย่าง ในสหราชอาณาจักร
เป็นเรื่องง่ายสำหรับสมาชิกราชวงศ์ ที่จะอุ้มชูพระโอรสและพระธิดา3 พระองค์ ให้เติบโตขึ้นในสังคมคุณภาพและไม่ขาดเหลือ เพราะดยุกและดัชเชสแห่งเคมบริดจ์ จะได้รับเงินเดือนในการปฏิบัติภารกิจอย่างเป็นทางการจากเจ้าฟ้าชายชาร์ลส์พระบิดา นับล้าน ๆ ปอนด์ และมีที่พักอาศัยสุดหรู ณเคนซิงตัน พาเลซ
แต่สำหรับคนอังกฤษทั่วไปนั้น เป็นเรื่องยาก หรือพูดจริง ๆ คือ “แทบเป็นไปไม่ได้” เลย โดยเฉพาะชาวอังกฤษเจเนอเรชั่นมิลเลนเนียล ที่เกิดระหว่างปี 1980s-1990s และกำลังอยู่ในวัยสร้างครอบครัวในปัจจุบัน ที่เผชิญหน้าปัญหาการขึ้นค่าแรงล่าช้า และดูเหมือนจะได้รับเงินเดือนน้อยกว่าคนในเจเนอเรชั่น X เพราะยุคมิลเลนเนียล คือยุคที่ต้องเผชิญหน้ากับภาวะเศรษฐกิจถดถอยทั่วโลกครั้งสำคัญ ช่วงปลาย 2000s
ซีเอ็นเอ็นรายงานข้อเท็จจริงที่น่าสนใจ โดยอ้างผลการวิจัยจากศูนย์วิจัยเศรษฐกิจและธุรกิจ (CEBR) ที่ระบุว่า ในประเทศอังกฤษ การเลี้ยงเด็กสักคนให้เติบโตขึ้นมาถึงอายุ 21 ปี พอที่พวกเขาจะหารายได้ได้เองอย่างเต็มตัว ผู้ปกครองจะต้องใช้เงินมากถึง 232,000 ปอนด์สเตอร์ลิง หรือราว 10,200,000 บาท แต่ถ้าเจาะลึกพื้นที่ในลอนดอน ค่าใช้จ่ายจะเพิ่มขึ้นไปอีก อยู่ที่ 254,000 ปอนด์ หรือ 11 ล้านบาท
นั่นหมายความว่า การเลี้ยงเด็กสามคนจะมีค่าใช้จ่ายคิดเป็นเงินกว่า 30 ล้านบาท ซึ่งราคานี้ไม่รวมค่าเล่าเรียนในโรงเรียนเอกชน หรือค่าธรรมเนียมการเข้ามหาวิทยาลัย ถ้าบวกไปค่าใช้จ่ายต่อเด็กแต่ละคนจะเพิ่มขึ้นสูงถึง 6 ล้านบาท
ขณะที่ค่าเฉลี่ยเงินเดือนชาวอังกฤษหนึ่งครัวเรือน ข้อมูลจากสำนักสถิติสหราชอาณาจักร ระบุว่า อยู่ที่ราว 1,200,000 บาท ต่อปีเท่านั้น หลังหักภาษีเงินได้ สวนทางกับราคาซื้อขายบ้านในลอนดอน ก็พุ่งกระฉูดเกือบ20 ล้านปอนด์/หลัง โดยผลสำรวจ CEBR ในปี 2014 ชี้ว่า 21% ของคู่รัก ตัดสินใจจะเลื่อนการวางแผนมีบุตรออกไปก่อน เนื่องจากค่าใช้จ่ายการเลี้ยงดูที่สูงขึ้น
นอกจากภาระค่าใช้จ่าย ซึ่งเป็นหนึ่งในสาเหตุที่ทำให้ครอบครัวส่วนใหญ่ไม่อยากมีลูกแล้ว อาจเป็นเพราะ “ผู้หญิง” ในฐานะต้องทำหน้าที่แม่ มีเจตจำนงด้านอื่นในการใช้ชีวิตมากขึ้น ขณะเดียวกันผู้หญิงอังกฤษส่วนใหญ่มีลูกน้อยลง เป็นเพราะพวกเธอได้รับการศึกษาที่สูงขึ้น มีหน้าที่การงาน มีเป้าหมายในชีวิตมากกว่าแค่เป็นแม่บ้านคอยเลี้ยงลูก
ไม่น่าแปลกใจที่ระยะหลัง ผู้หญิงอังกฤษมีลูกน้อยลง อย่างผลสำรวจตัวเลขล่าสุด จากสำนักสถิติสหราชอาณาจักร ระบุว่าผู้หญิงอังกฤษ 1 คน มีลูกเพียง 1.8 คนเท่านั้น แต่ถ้ามองย้อนกลับไปในช่วงปี 1960s ในยุคเบบี้บูมเมอร์ พวกเธอมีลูกมากถึง 3 คน
ขณะเดียวกัน การเปลี่ยนนโยบายของรัฐบาลล่าสุด โดยเฉพาะการตัดทอนสวัสดิการรัฐที่จะบังคับใช้ในปี 2020 น่าจะเป็นอีกปัจจัยสำคัญ ที่จะทำให้ประชาชนกว่าล้านครัวเรือนไม่อยากจะมีลูกมากกว่า 2 คนอีก
เนื่องจากปี 2017 ที่ผ่านมา รัฐบาลกรุงลอนดอนประกาศจะลดสวัสดิการจำนวนมาก และเป็นสวัสดิการที่ส่งผลกระทบต่อการใช้ชีวิตโดยตรง โดยเฉพาะสวัสดิการสำหรับการสร้างครอบครัว ไม่ว่าจะเป็นการตัดงบฯช่วยเหลือค่าเลี้ยงดูลูกปีละ 53,000 ล้านบาท ซึ่งจะมีผลให้การจ่ายเงินช่วยเหลือบุตรจะเหลือเพียงแค่ 2 คนแรกของแต่ละครอบครัว ตกปีละ 120,000 บาท/คน นอกจากนี้ เงินค่าเลี้ยงดูพิเศษปีละ 25,000 บาท/คน ก็จะถูกยุติโครงการลงด้วย นั่นหมายความว่าจะไม่มีเงินก้อนนี้อีกต่อไป
“กฎหมายดังกล่าว สามารถตีความได้ว่า สังคมไม่อยากให้คุณมีลูกมากกว่า 2 คน หากคุณยากจน” Donald Hirsch ผู้อำนวยการศูนย์วิจัยด้านนโยบายสังคม มหาวิทยาลัย Loughborough กล่าว ทั้งระบุว่า คนส่วนใหญ่อาจจะคิดว่าการมีลูกคนที่ 2 หรือ 3 ค่าใช้จ่ายน่าจะน้อยลงกว่าคนแรก แต่จริง ๆ แล้ว ยังมีค่าใช้จ่ายที่มองไม่เห็นอีกมาก ไม่ว่าจะเป็นการซื้อรถหรือบ้านใหม่ ที่ใหญ่กว่าเดิมพอจะอยู่พร้อมหน้ากันได้ทั้งครอบครัว
รับข่าวสาร ผ่านแฟนเพจเฟซบุ๊ก ประชาชาติธุรกิจออนไลน์
อย่าลืมกดติดตาม และกดปุ่ม See first (เห็นโพสต์ก่อน)
www.facebook.com/PrachachatOnline
ทวิตเตอร์ @prachachat
ติดตามอ่านข่าวสารจากประชาชาติออนไลน์ ทันสมัย-ทันใจ
ดาวน์โหลดผ่านแอปพลิเคชั่น >> Prachachat << ได้แล้ววันนี้
ทั้งระบบ ios และ android
อ่านประชาชาติธุรกิจ ทั้งฉบับผ่าน e-Newspaper
ได้ที่แอปพลิเคชั่น Ookbee เลือก “ประชาชาติ”
