ลุ้นคลอดร่าง พ.ร.บ.น้ำใหม่ สทนช.ศึกษาขึ้นภาษีอีก 2 ปี-
จับตา กม.ทรัพยากรน้ำใกล้คลอด สทนช.แง้มใช้เวลา 2 ปี ศึกษาแนวทางเก็บค่าน้ำ จ่อยกเว้นให้เกษตรกรรายย่อย ควบแก้ กม.ชลฯ เพิ่มค่าน้ำ เป็น 2 บาท/ลบ.ม. หลังใช้มา 75 ปีแล้ว
ผู้สื่อข่าว “ประชาชาติธุรกิจ” รายงานว่า พ.ร.บ.ทรัพยากรน้ำ พ.ศ. … ซึ่งขณะนี้อยู่ระหว่างคณะกรรมการวิสามัญ สภานิติบัญญัติแห่งชาติ (สนช.) พิจารณาวาระ 2 และ 3 เพื่อเสนอต่อนายกรัฐมนตรี โดยเป็นที่จับตามองมาตรา 39-40 การแบ่งประเภทการใช้น้ำ3 ประเภทคือ การใช้น้ำเพื่อการอุปโภคบริโภคและเกษตรกรรม 2.การใช้น้ำเชิงพาณิชย์ และ 3.การใช้น้ำเพื่ออุตสาหกรรมขนาดใหญ่
ล่าสุดแหล่งข่าวกรมชลประทานกล่าวว่า กรม จัดประชุมเปิดรับฟังความคิดเห็นครั้งใหญ่แล้ว มีบางประเด็นที่ยังเป็นข้อท้วงติง โดยเฉพาะหลักเกณฑ์อัตราการใช้น้ำ 3 ประเภทตามมาตรา 39 ซึ่งที่ประชุมสรุปเป็นเอกฉันท์ให้ปรับเก็บอัตราภาษีน้ำ 2 บาทต่อลูกบาศก์เมตร โดย “ยกเว้น” ให้กับเกษตรกรรายย่อยที่มีการทำเกษตรกรรมไม่เกิน 100 ไร่ แต่จำเป็นต้องวางกรอบหลักเกณฑ์มาตรฐานให้ชัดเจน ก่อนจัดทำเป็นอนุบัญญัติภายใต้กฎหมายต่อไป
นายสมเกียรติ ประจำวงษ์ เลขาธิการสำนักงานทรัพยากรน้ำแห่งชาติ (สทนช.) กล่าวว่า สนช.จะส่งร่าง พ.ร.บ.กลับเข้า ครม.เร็ว ๆ นี้ ด้วยความตั้งใจของรัฐบาล เพื่อให้มีแผนแม่บท และหน่วยงานกลางขึ้นมาดูแลเรื่องนี้ โดยหลังจากผ่านกฎหมายจะทยอยยกร่างกฎกระทรวงภายใน 120 วัน
ประเด็นเรื่องการจัดสรรน้ำ และการเก็บค่าน้ำ มาตรา 39 และมาตรา 40 มีการแบ่งผู้ใช้น้ำเป็น 3 ประเภท มีกลุ่มที่กังวลว่าการเรียกเก็บค่าน้ำอาจจะกระทบกับผู้ใช้น้ำเชิงพาณิชย์ (ประเภทที่ 2) และผู้ใช้น้ำในอุตสาหกรรม (ประเภทที่ 3)
ทางออก คือ การจะระบุว่า “ธุรกิจประเภทใด” จัดอยู่ในกลุ่มประเภทที่ 2 และประเภทที่ 3 จำเป็นต้องอาศัยระยะเวลาศึกษาและเปิดรับฟังความคิดเห็นอย่างรอบด้านด้วย ซึ่งทาง สทนช.อาจจะดำเนินการไม่ทันกับร่าง พ.ร.บ.น้ำฯ แต่คาดว่าจะดำเนินการให้เสร็จภายใน 2 ปี
อย่างไรก็ตาม ที่ผ่านมามีกฎหมายของกรมชลฯที่กำกับดูแลเรื่องการเก็บค่าน้ำอยู่แล้ว โดยเรียกเก็บค่าผิวดิน 50 สตางค์ต่อลูกบาศก์เมตร ซึ่งกฎหมายฉบับนี้บังคับใช้มาเป็นระยะเวลา75 ปีแล้ว (ประเภทที่ 2) ซึ่งขณะนี้ทางกรมชลประทานกำลังเสนอให้ “ปรับปรุง” ร่างกฎหมายชลประทานหลวงใหม่ ซึ่งอาจจะทำให้มีการปรับเพิ่มอัตรากการจัดเก็บค่าน้ำเพิ่มขึ้นจากเดิม 1 ปี ประมาณ 600-700 ล้านบาท ให้ปรับเพิ่มขึ้นมา 3-4 เท่าตัว ดังนั้น 2 หน่วยงาน
หลักต้องปรับกฎกระทรวงและต้องยึดอัตรากลางที่ประกาศเป็นหลัก โดยกฎหมายกรมชลประทานฉบับนี้จะมีการประชุมสรุปความเห็นเสนอ สนช.อีกครั้งในเร็ว ๆ นี้
นายสมเกียรติ กล่าวว่า เป้าหมายการเก็บค่าน้ำเป็นไปเพื่อสนับสนุนให้ใช้น้ำอย่างประหยัด รู้จักคุณค่าของการใช้น้ำ สำหรับหลักการในการเก็บค่าน้ำ จะต้องคำนึงถึงเรื่องผลประโยชน์ที่ได้รับจากการใช้น้ำต่อการทำกิจกรรมนั้นด้วย ซึ่งหากกิจกรรมใดใช้น้ำมากก็เก็บค่าน้ำมาก หากใช้น้ำน้อยก็เก็บน้อย หรือหากเป็นเจ้าของพื้นที่เช่าให้ผู้อื่นมาใช้ประโยชน์จากน้ำก็อาจต้องดูว่าผู้เช่าใช้ที่ดินทำอะไร และผลประโยชน์เกิดขึ้นกับผู้เช่าเป็นอย่างไร จำเป็นจะต้องมีเครื่องมือในการประมาณการและวัดปริมาณการใช้น้ำด้วย เช่น ประเมินว่าหากปลูกข้าว 1 ไร่ จะใช้น้ำประมาณเท่าไร เพราะพืชแต่ละชนิดใช้น้ำไม่เท่ากัน
“คนจะหาว่าทำต่างจากเจตนารมณ์เดิม แต่ต้องยอมรับว่าร่างกฎหมายฉบับใหม่แตกต่างจากเดิมแน่นอน เพราะหลังจาก สนช.พิจารณาไปแล้ว ปรากฏว่าต้องปรับตามเจตนารมณ์ของฝ่ายบริหารมีมาตรา 44 เข้ามาต้องเปลี่ยนแบบนั้น และต้องเปิดรับฟังความเห็นใหม่ จากครั้งก่อนที่เปิดก่อนที่ คสช.จะเข้ามา”
รับข่าวสาร ผ่านแฟนเพจเฟซบุ๊ก ประชาชาติธุรกิจออนไลน์ อย่าลืมกดติดตาม
และกดปุ่ม See first (เห็นโพสต์ก่อน)
www.facebook.com/PrachachatOnline
ทวิตเตอร์ @prachachat
ติดตามอ่านข่าวสารจากประชาชาติออนไลน์ ทันสมัย-ทันใจ
ดาวน์โหลดผ่านแอปพลิเคชั่น >> Prachachat << ได้แล้ววันนี้
ทั้งระบบ ios และ android
อ่านประชาชาติธุรกิจ ทั้งฉบับผ่าน e-Newspaper
ได้ที่แอปพลิเคชั่น Ookbee เลือก “ประชาชาติ”
