ราคาน้ำมันดิบ (2 เม.ย. 67) ปรับเพิ่ม หลังคาดการณ์การเติบโตเศรษฐกิจสหรัฐ-จีนปรับตัวสูงขึ้น
ราคาน้ำมันดิบปรับเพิ่มขึ้น หลังคาดการณ์การเติบโตเศรษฐกิจของทั้งสหรัฐและจีนปรับตัวสูงขึ้น
วันที่ 2 เมษายน 2567 หน่วยวิเคราะห์สถานการณ์ราคาน้ำมัน บมจ.ไทยออยล์ระบุว่า ปัจจัยที่ส่งผลกระทบกับราคามีดังนี้ ราคาน้ำมันดิบปรับเพิ่มขึ้น หลังคาดการณ์ว่าการเติบโตของเศรษฐกิจสหรัฐและจีนปรับตัวสูงขึ้น ซึ่งจะเป็นปัจจัยหนุนอุปสงค์น้ำมัน โดยสถาบันจัดการด้านอุปทานสหรัฐ (ISM) เปิดเผยว่า ดัชนีผู้จัดการฝ่ายจัดซื้อภาคการผลิต (PMI) ของสหรัฐในเดือน มี.ค. 67 ปรับตัวเพิ่มขึ้นสู่ระดับ 50.3 จากระดับ 47.8 ในเดือน ก.พ. 67 ซึ่งถือเป็นระดับสูงกว่า 50 ครั้งแรกนับตั้งแต่เดือน ก.ย. 65
โดยราคาน้ำมันเวสต์เทกซัสซื้อขายเมื่อ 1 เม.ย. 2567 อยู่ที่ 83.71 เหรียญสหรัฐต่อบาร์เรล เพิ่มขึ้น +0.54 เหรียญสหรัฐ และราคาน้ำมันดิบเบรนต์อยู่ที่ 87.42 เหรียญสหรัฐต่อบาร์เรล เพิ่มขึ้น +0.42 เหรียญสหรัฐต่อบาร์เรล
สำนักงานสถิติแห่งชาติจีน (NBS) เปิดเผยว่า ดัชนีผู้จัดการฝ่ายจัดซื้อ (PMI) ภาคการผลิตของจีนในเดือน มี.ค. 67 ที่ผ่านมา ปรับเพิ่มขึ้นสู่ระดับ 50.8 จากระดับ 49.1 ในเดือน ก.พ. 67 ซึ่งเป็นการขยายตัวเป็นครั้งแรกในรอบ 6 เดือน และปรับสูงกว่าที่นักวิเคราะห์คาดการณ์ไว้ที่ระดับ 49.9
ตลาดได้รับแรงหนุนจากการคาดการณ์ว่าอุปทานน้ำมันดิบจะอยู่ในภาวะตึงตัว เนื่องจากกลุ่ม OPEC+ มีแนวโน้มที่จะดำเนินนโยบายลดกำลังการผลิตโดยสมัครใจต่อเนื่อง โดยนายอเล็กซานเดอร์ โนวัค รองนายกรัฐมนตรีของรัสเซีย กล่าวว่าบริษัทน้ำมันของรัสเซียจะมุ่งเน้นไปที่การลดผลผลิตมากกว่าการส่งออกในไตรมาสที่สอง เพื่อให้สอดคล้องกับนโยบายดังกล่าว
ราคาน้ำมันเบนซิน
ราคาน้ำมันเบนซินปรับตัวเพิ่มขึ้นมากกว่าราคาน้ำมันดิบดูไบ หลังอุปสงค์น้ำมันเบนซินของสหรัฐมีแนวโน้มปรับเพิ่มขึ้น เนื่องจากประชาชนสหรัฐ จะเดินทางมากขึ้นในช่วงฤดูใบไม้ผลิ ซึ่งเป็นฤดูกาลขับขี่ นอกจากนี้ โรงกลั่นหลายแห่งในสหรัฐ กำลังดำเนินการปิดซ่อมบำรุงตามฤดูกาล ซึ่งอาจส่งผลต่ออุปทานน้ำมันเบนซินให้ปรับตัวลดลง
ราคาน้ำมันดีเซล
ราคาน้ำมันดีเซลปรับตัวเพิ่มขึ้นมากกว่าราคาน้ำมันดิบดูไบ หลังการส่งออกน้ำมันดีเซลของจีนคาดว่าจะปรับตัวลดลงในเดือน เม.ย. และ พ.ค. 67 ท่ามกลางการปิดซ่อมบำรุงของโรงกลั่นในภูมิภาค นอกจากนี้ สต็อกน้ำมันดีเซลของสิงค์โปร์ปรับตัวลดลงประมาณ 2% ในสัปดาห์ที่ผ่านมา
