แกนนำ ภท. โล่ง หลังรอด กกต.ฟัน “คดีฮั้วเลือก สว.” ‘โกแพ’ มั่นใจพ่อบริสุทธิ์
แกนนำภูมิใจไทย ประสานเสียงโล่ง หลังรอด กกต.ฟันคดีฮั้วเลือก สว. ไม่ติด ‘ฝ่ายค้าน’ เตรียมลุยฟ้องต่อ ‘โกแพ’ มั่นใจพ่อพร้อมชี้แจงความบริสุทธิ์
ภายหลังคณะกรรมการการเลือกตั้ง (กกต.) วานนี้ (14 ก.ย.) มีมติพิจารณาสำนวนไต่สวนคดีเกี่ยวกับการเลือกสมาชิกวุฒิสภา (สว.) และมีมติส่งผู้ถูกกล่าวหาดำเนินคดี ต่อศาลฎีกา รวม 77 ราย
ทั้งนี้จากผลการพิจารณาของ กกต. ไม่พบกรรมการบริหารพรรคภูมิใจไทย หรือสมาชิกสภาผู้แทนราษฎรของพรรคฯ ภูมิใจไทย อยู่ในกลุ่มดังกล่าว โดยเช้าวันนี้ (15 ก.ย.) ก่อนประชุม ครม. มีความเคลื่อนไหวจากรัฐมนตรีแกนนำพรรคภูมิใจไทย
แกนนำ ภท. ย้ำไม่เกี่ยว “ฮั้ว สว.” ขออย่าโยง
นายพิพัฒน์ รัชกิจประการ รองนายกรัฐมนตรี และรัฐมนตรีว่าการกระทรวงคมนาคม กล่าวถึงกรณีที่มีหลายคนพยายามเชื่อมโยงว่าบุคคลที่อยู่ในรายชื่อที่ กกต.ส่งฟ้อง เป็นเครือข่ายของนายพิพัฒน์ นั้น โดยย้ำว่า ไม่ได้มีส่วนเกี่ยวข้องกับ สว. ตรงนี้ต้องแบ่งแยกอย่างชัดเจน ทางนายกรัฐมนตรีได้แจ้งมาโดยตลอด พรรคภูมิใจไทยไม่มีส่วนเกี่ยวข้อง และไม่สามารถไปยุ่งเรื่อง สว.ได้ เพราะ สว.ไม่ได้สังกัดพรรคการเมือง
นายพิพัฒน์ ยังกล่าวต่อว่า ส่วนที่บอกว่าใครเป็นฐานของใครนั้น ในฐานะที่พวกเราเป็นคนการเมือง ก็ต้องมีเพื่อนฝูงเป็นเรื่องปกติ ไม่ได้ปฏิเสธว่าไม่รู้จักกัน แต่ไม่สามารถไปสนับสนุน หรือให้การช่วยเหลือได้
เมื่อถามว่า รู้สึกโล่งขึ้นหรือไม่เพราะก่อนหน้านี้ฝ่ายค้านพาดพิงถึงหลายครั้ง นายพิพัฒน์ กล่าวว่า ฝ่ายค้านก็คงเดินหน้าต่อ แต่ก็เป็นสิทธิของเขา และย้ำว่าทางพรรคไม่สามารถไปยุ่งได้
เมื่อถามว่าได้พูดคุยกับ นายอนุทิน ชาญวีรกูล นายกรัฐมนตรี และรัฐมนตรีว่าการกระทรวงมหาดไทย ในฐานะหัวหน้าพรรคภูมิใจไทย ถึงกรณีดังกล่าวแล้วบ้างหรือไม่ นายพิพัฒน์ กล่าวว่า ยังไม่ได้คุยกัน เนื่องจากนายกรัฐมนตรี ติดภารกิจเดินทางไปปฏิบัติหน้าที่รัฐมนตรีเกียรติยศ
เมื่อถามว่า มีความกังวลหรือไม่เนื่องจากฝ่ายค้านยืนยันว่าจะนำคดีนี้ไปอภิปรายไม่ไว้วางใจ นายพิพัฒน์ กล่าวว่า ไม่ได้กังวล คุณอภิปรายมา เราก็ต้องตอบความเป็นจริง
เมื่อถามต่อว่า หากพ้นเรื่องนี้รัฐบาลจะเดินหน้าราบรื่นใช่หรือไม่ นายพิพัฒน์ กล่าวว่า ขอให้ไปถามนายกรัฐมนตรี

นภินทร สบายใจ-ชม กกต.เที่ยงธรรม-ไม่หวั่นแรงกดดัน
นายนภินทร ศรีสรรพางค์ รัฐมนตรีประจำสำนักนายกรัฐมนตรี กล่าวว่า เมื่อ กกต.ยกคำร้อง ก็เป็นเรื่องที่ทุกคนรู้สึกดีใจ แต่ต้องยอมรับว่า กกต.ได้ใช้อำนาจตามกฎหมายและรัฐธรรมนูญ โดยพิจารณาพยานหลักฐานอย่างรอบคอบ ละเอียด และให้ความเป็นธรรมกับผู้ถูกกล่าวหา โดยไม่คำนึงถึงแรงกดดันต่าง ๆ ที่ต้องการให้ กกต.หยุดใช้อำนาจ หรือทำหน้าที่เพียงเป็น บุรุษไปรษณีย์
พร้อมกับกล่าวชื่นชม กกต. ที่ใช้อำนาจอย่างเที่ยงธรรม และเมื่อที่ผ่านมาเคยเป็นหนึ่งในผู้ถูกร้อง เมื่อผลการพิจารณาออกมาและมีการยกคำร้อง ก็รู้สึกโล่งใจขึ้น
ส่วนกรณีจะมีการหารือภายในพรรคภูมิใจไทย เพื่อดำเนินคดีกับผู้ที่กล่าวหาหรือไม่นั้น นายนภินทร ระบุว่า ขณะนี้ยังไม่ได้พูดคุยกัน แต่ตั้งข้อสังเกตว่า ข้อมูลต่าง ๆ ที่อยู่ในสำนวนถือเป็นข้อมูลความลับ และต้องตั้งคำถามว่าข้อมูลเหล่านี้ออกมาได้อย่างไร รวมถึงการนำข้อมูลที่อาจก่อให้เกิดผลร้ายต่อบุคคลออกมาเผยแพร่ต่อสังคม
นายนภินทร ยังกล่าวถึงข้อกฎหมายว่า แม้ประมวลกฎหมายอาญาจะมีเรื่องเจ้าพนักงานเปิดเผยความลับ แต่ยังมีประเด็นเรื่องตัวการร่วมหรือผู้ที่นำข้อมูลดังกล่าวมาเปิดเผย ซึ่งอาจมีความผิดแตกต่างกันไปตามพฤติการณ์และแต่ละวาระ พร้อมระบุว่าเรื่องดังกล่าวเป็นคดีอาญาแผ่นดิน ซึ่งไม่จำเป็นต้องมีการร้องทุกข์ก่อนดำเนินคดี
ส่วนการแจ้งความดำเนินคดีก่อนหน้านี้ ยืนยันว่าจะยังเดินหน้าต่อ หากพบว่าส่วนใดไม่มีความคืบหน้า ก็อาจพิจารณาดำเนินการฟ้องคดีด้วยตนเอง โดยจะติดตามภายในกรอบอายุความ 90 วัน

‘เจเศรษฐ์’เชื่อ กกต.ยึดหลักฐาน
ขณะที่ นายเจเศรษฐ์ ไทยเศรษฐ์ รัฐมนตรีช่วยว่าการกระทรวงมหาดไทย ยอมรับว่า ไม่รู้สึกอะไร หลัง กกต. มีมติไม่ส่งฟ้อง และคิดว่า กกต.พิจารณาไปตามหลักฐาน โดยส่วนตัวมั่นใจในพยานหลักฐาน และมั่นใจว่าช่วงเวลาที่ถูกกล่าวหาอยู่ต่างประเทศ ไม่เข้าใจในพยานหลักฐานที่เขาพูดกันอยู่แล้ว พยายามอยู่ในจุดยืนที่ไม่ตอบโต้
ทั้งนี้ นายเจเศรษฐ์ ยืนยันไม่ดำเนินคดีใคร หลังภาคประชาชนเปิดข้อมูล ถือว่าตนเองเป็นบุคคลสาธารณะ ให้ประชาชนเป็นผู้ตัดสิน

‘โกแพ’ มั่นใจพ่อยังบริสุทธิ์ หลัง กกต.ฟันมีเอี่ยวฮั้ว สว.
นายวรศิษฎ์ เลียงประสิทธิ์ รัฐมนตรีช่วยว่าการกระทรวงมหาดไทย กล่าวถึงกรณีที่มีรายชื่อนายสมเกียรติ เลียงประสิทธิ์ บิดา เป็นหนึ่งใน 77 คน ที่ กกต.มีมติสั่งฟ้อง ว่า ได้พูดคุยกับคุณพ่อเมื่อวานนี้ (14 ก.ย.) จริงๆ แล้วเราเคารพผลการพิจารณาของทาง กกต. แต่ก็ยังมั่นใจและพร้อมที่จะเข้าไปพิสูจน์ในกระบวนการต่อไป
ส่วนจะเตรียมการต่อสู้อย่างไรนั้น นายวรศิษฎ์ กล่าวว่า เราไม่ได้เตรียมคำชี้แจง เรามั่นใจว่าไม่ได้ทำอะไรแบบนั้นอยู่แล้ว ซึ่งเรื่องนี้มีระเบียบมีกติกา และที่ผ่านมาเรายึดกติกาเดียวกติกาเดิม เราเคารพผล และในส่วนของผู้ที่ถูกกล่าวหา ก็ต้องไปพิสูจน์ตัวเองตามกระบวนการต่อไป
ส่วนหลักฐานที่ กกต. อ้างว่าจะมีการส่งศาลฎีกา คิดว่ามีหลักฐานที่จะหักล้างหรือสามารถชี้แจงได้หรือไม่ นายวรศิษฎ์ ระบุว่า ขอดูในรายละเอียดว่า กกต. ระบุว่าอย่างไร แต่ในทางพฤตินัย เราก็สามารถชี้แจงได้
ส่วนที่มีการพยายามเชื่อมโยงถึงตนเองนั้น ต้องถามว่าเชื่อมโยงอย่างไร เพราะความเชื่อมโยงอย่างเดียวคือมีความสัมพันธ์เป็นพ่อลูก แต่ถามว่าตนไปทำอะไรหรือก็ไม่ใช่ ต้องดูตามข้อเท็จจริง
เมื่อถามถึงกรณีไอลอว์ มีการเปิดหลักฐาน คำให้การของพยานรหัสที่ 16 ที่อ้างว่าในการประชุมกรรมการบริหารพรรค ภท. มีส่วนเริ่มกระบวนการฮั้ว สว. นั้น นายวรศิษฎ์ ถามกลับว่า เขานั่งอยู่ในที่ประชุมกรรมการบริหารพรรคหรือ
ผู้สื่อข่าวจึงถามย้ำว่า เป็นการกล่าวอ้างของพยานรหัสที่ 16 คือ นายเอกราช ช่างเหลา นายวรศิษฎ์ ระบุว่า เท่าที่จำได้พยานมีการกลับคำให้การแล้ว แต่ในความเป็นจริง การประชุมกรรมการบริหารพรรคทุกครั้งที่ผ่านมา ไม่มีการพูดคุยเรื่องนี้กันอยู่แล้ว ไม่มีประเด็นนี้

‘ภราดร’ ปัดหัวโจกคิดระบบฮั้ว สว. เมิน ‘เอกราช’
นายภราดร ปริศนานันทกุล รัฐมนตรีประจำสำนักนายกรัฐมนตรี ในฐานะ สส.อ่างทอง พรรคภูมิใจไทย กล่าวถึงกรณีที่ iLaw ระบุว่า นายเอกราช ช่างเหลา อดีต สส. ขอนแก่น พรรคภูมิใจไทย ซึ่งเป็นพยานที่ 16/26 ซักทอดว่านายภราดร เป็นผู้ริเริ่มและคิดค้นกระบวนการฮั้วเลือก สว. ว่า ได้เห็นเรื่องนี้ตั้งแต่สัปดาห์ที่แล้ว ซึ่งนายศุภชัย ใจสมุทร สส.บัญชีรายชื่อ ในฐานะฝ่ายกฎหมายพรรคภูมิใจไทย ได้นำข้อมูลไปอภิปรายในสภา ช่วงการพิจารณาร่างพระราชบัญญัติงบประมาณรายจ่ายประจำปี 2570
ตนจึงได้ไปดูถ้อยคำ เห็นว่ามีพยานที่เรียกว่า 16 ในคณะอนุกรรมการไต่สวน ชุดที่ 26 ของคณะกรรมการการเลือกตั้ง (กกต.) ได้กลับคำให้การ ซึ่งคำกล่าวหาของพยานที่ 16/26 ได้กล่าวหาว่าตน กรรมการบริหารพรรค หัวหน้าพรรค และพรรคภูมิใจไทยมีส่วนเกี่ยวข้อง
โดยเฉพาะตนที่ถูกกล่าวหาว่าเป็นผู้คิดค้นระบบ และมีการร่วมมือกับกรรมการบริหารพรรคทำให้กระบวนการนี้เกิดขึ้น ตนจึงขอถือโอกาสตอบอย่างตรงไปตรงมา ตนคงไม่ฉลาดขนาดที่จะไปคิดระบบในการทำให้ได้มาซึ่ง สว.ทั้งหมดแบบนั้น
นายภราดร กล่าวต่อว่า เมื่อวานประธาน กกต. ได้พูดชัดเจนว่าคำกล่าวหาของพยานที่ 16/26 มีจริงและกล่าวหาจริง แต่เมื่อตรวจสอบกับพยานแวดล้อมอื่นทั้งเรื่องของโปรแกรม หรือ แม้แต่กระบวนการจ้างให้ทำพยานหลักฐานอื่นไม่มี มีเพียงพยานหลักฐานที่ 16/26 เท่านั้น ทำให้สิ่งที่พยานได้ให้ปากคำไว้ไม่มีความเข้มแข็ง เพราะไม่มีหลักฐานอื่นมารองรับ ประกอบกับพยานที่ 16/26 กลับคำให้การยิ่งทำให้ กกต.ไม่เชื่อในคำให้การ
พร้อมย้ำว่า ตนไม่มีส่วนเกี่ยวข้องและไม่ฉลาดที่จะไปคิดค้นระบบขึ้นมาจนทำให้ได้มาซึ่ง สว. รวมถึงกรรมการบริหารพรรคและพรรคภูมิใจไทยก็ไม่มีส่วนเกี่ยวข้องกับการได้มาซึ่ง สว.
ส่วนที่ iLaw ยังมีการเปิดเผยชื่อรัฐมนตรีอยู่จะมีการดำเนินการอย่างไรหรือไม่ นายภราดร กล่าวว่า ตนเคยเรียกร้องมาตลอดว่าตนอยู่ในกติกา อยู่ในระบบ และยอมรับการตรวจสอบ พร้อมที่จะเดินหน้าสู่ศาลหาก กกต.มีมติในการที่จะส่งชื่อตนและกรรมการบริหารพรรคไปสู่การพิจารณาของศาลฎีกา ซึ่งตนได้ถามกลับด้วยว่าหากผลไม่เป็นไปตามที่มีคนกล่าวหา โดยปรารถนาที่ทำให้ตนและพรรคภูมิใจไทยต้องมีอันเป็นไป เมื่อองค์กรอิสระ หรือหน่วยงานที่รับผิดชอบได้วินิจฉัยอย่างหนึ่งอย่างใดที่ไม่ตรงกับความต้องการจะเชื่อมั่นในกระบวนการ
ตนคิดว่าวันนี้องค์กรอิสระได้ดำเนินการและทำหน้าที่บนข้อมูล รวมถึงหลักฐาน ไม่ใช่ยกฟ้องทั้งหมดแบบที่พยายามพูดกันเมื่อหลายเดือนที่แล้ว แต่กกต.ได้ส่งฟ้องไปถึง 77 คน หมายความว่า มีหลักฐานอันควรเชื่อได้ว่ามีการกระทำใดๆอย่างไร หลังจากนี้จึงเป็นเรื่องของ 77 คน ที่จะต้องนำพยานหลักฐานต่างๆไปต่อสู้ในศาล ดังนั้นเมื่อองค์กรอิสระวินิจฉัยอย่างหนึ่งอย่างใดแล้วก็ควรต้องเคารพในกติกา และไม่ว่าจะถูกใจหรือไม่ถูกใจ แต่ทั้งหมดก็ขึ้นอยู่กับพยานหลักฐานที่นำมากล่าวอ้างในสำนวน
นอกจากนี้ นายภราดร ยังตั้งข้อสังเกตด้วยว่ามีกระบวนการที่จะดิสเครดิตพรรคภูมิใจไทยตั้งแต่เริ่มต้น เพื่อต้องการล้มล้างพรรคภูมิใจไทยและนำไปสู่การยุบพรรคหรือไม่ เพราะจะเห็นได้ว่าในคำกล่าวหาของพยานที่ 16/26 กล่าวหาหัวหน้าพรรค รองหัวหน้าพรรค กรรมการบริหารพรรค และเลขาธิการพรรค เพราะเขารู้ว่าถ้ากรรมการบริหารพรรคคนหนึ่งคนใดมีอันเป็นไป สิ่งที่จะตามมาคือนำไปสู่การยุบพรรคการเมือง ซึ่งเป็นเป้าปรารถนาสูงสุดของเขา
นายภราดร ย้ำว่า จุดเริ่มต้นจากเรื่องทั้งหมดมาจากพยานที่ 16/26 มีธงว่าทำอย่างไรก็ได้ ที่จะยุบพรรคภูมิใจไทย ทุกอย่างจึงเดินไปตามที่พยานที่ 16/26 ตั้งธงไว้แต่แรก แต่เมื่อพิสูจน์แล้วไม่มีพยานหลักฐานใดที่สอดคล้องจนทำให้คำให้การของพยานที่ 16/26 มีความเข้มแข็งจึงไม่สามารถดำเนินคดีใดๆได้
เมื่อถามว่า มองกรณีที่ นายเอกราช ให้การโดยพาดพิงถึงกรรมการบริหารพรรคเป็นการคับแค้นใจส่วนตัวหลังจากถูกขับพ้นออกจากสมาชิกพรรคภูมิใจไทยหรือไม่ นายภราดร กล่าวว่า ไม่ทราบว่าพยานมีเจตนาอย่างไร แต่ด้วยสถานการณ์การเมืองในขณะนี้ทำให้เชื่อได้ว่ามีกระบวนการทางการเมืองบางอย่างที่บีบคั้นบังคับขู่เข็นให้พยานที่ 16/26 ให้การดังกล่าว
เมื่อถามย้ำว่า จะไม่ดำเนินการฟ้องใช่หรือไม่ นายภราดร ระบุว่า เป็นเรื่องเก่าที่อยู่ในสำนวน ตนได้ยินเรื่องนี้มา 2 ปีแล้ว และได้มีการปฏิเสธมาตลอดว่าไม่มีส่วนเกี่ยวข้อง อีกทั้งยังได้บอกว่าเจตนาของพยานและคำให้การดังกล่าวของพยานเจตนาคืออะไร สถานการณ์การเมืองปี 2568 เป็นอย่างไร วัตถุประสงค์ปลายทางคือล้มล้าง และทำให้พรรคภูมิใจไทยเดินหน้าไปสู่การยุบพรรค
ส่วนในนามพรรคจะมีการแจ้งความหรือไม่ นายภราดร กล่าวว่า คงต้อง ปรึกษากับทีมทนายและทีมกฎหมายของพรรค ซึ่งวันนี้ไม่ได้มีการประชุมพรรค แต่คงมีการพูดคุยนอกรอบกันว่าจะดำเนินการอย่างไร
