บทเรียนการลงทุน จากการท่องเที่ยวไอซ์แลนด์
คอลัมน์ จัตุรัสนักลงทุน
โดย วีระพงษ์ ธัม www.facebook.com/1000Li
ผมเพิ่งกลับจากการเดินทางท่องเที่ยวกว่า 3,000 กิโลเมตรรอบประเทศไอซ์แลนด์ ซึ่งเป็นหนึ่งในประเทศที่ได้รับการโหวตเป็นสถานที่ท่องเที่ยวที่ร้อนแรงติดอันดับหนึ่งของโลกในปีที่ผ่านมา ด้วยธรรมชาติและปัจจัยทางสภาพแวดล้อมที่สวยงามและแปลกต่างจากประเทศอื่น
ไม่น่าเชื่อว่า 10 ปีที่แล้วไอซ์แลนด์คือหนึ่งในประเทศที่โดนผลกระทบรุนแรงที่สุดจากวิกฤตทางการเงิน ตลาดหุ้นไอซ์แลนด์ตกลงเกือบ 80% เนื่องจากหุ้นธนาคาร 3 ตัวที่มีขนาดใหญ่เกิน 3 ใน 4 ของตลาดหุ้นโดนผลกระทบจากการกู้เงินระยะสั้น แต่ประเทศนี้ก็กลับฟื้นตัวอย่างน่ามหัศจรรย์ตั้งแต่ปี 2010 จากธุรกิจดาวรุ่ง นั่นคือ “ธุรกิจการท่องเที่ยว” สำหรับประเทศไทยที่กำลังพึ่งพาการท่องเที่ยวมากขึ้นเรื่อย ๆ ควรจะเรียนรู้อะไรจากบทเรียนนี้บ้าง
1.สถิติสำคัญของไอซ์แลนด์คือ การท่องเที่ยวเคยเติบโตเพียง 5-6% ต่อปีในอดีต มาเติบโตเกือบ 50% ต่อปีในช่วง 10 ปีหลังเนื่องจาก “กระแส” จาก “สื่ออินเทอร์เน็ต” ที่กระจายเหมือนไฟลามทุ่ง แม้ปัจจุบันจำนวนนักท่องเที่ยวจะมีเพียง 2.2 ล้านคนต่อปี แต่ก็เติบโตอย่างมากจากอดีตที่มีเพียงไม่ถึงหนึ่งแสนคน และถือว่าเป็นจำนวนมหาศาลเมื่อเทียบกับประชากรทั้งประเทศที่มีเพียง 3 แสนคนเท่านั้น
เศรษฐกิจไอซ์แลนด์เคยพึ่งพาการเกษตรอย่างมาก เคยมีอุตสาหกรรมจับปลาแฮริ่ง (herring) มากที่สุดแห่งหนึ่งของโลก แต่น่าตกใจที่ปลาชนิดนี้ “สูญพันธุ์” หายไปจากทะเลเหนือในช่วงเพียงข้ามปี 1967 เพราะ การใช้ทรัพยากรธรรมชาติจน “เกินกว่า” ที่ธรรมชาติจะรับได้ แน่นอนการอนุรักษ์การท่องเที่ยวแนวธรรมชาติก็เป็นสิ่งที่ไอซ์แลนด์ระมัดระวังมากนี่คือบทเรียนแรกที่สำคัญที่สุด
2.การกำหนดเส้นทางการท่องเที่ยว เป็น “วงกลม” โดยใช้คำที่สวยหรูเช่น Golden Ring หรือ Ring Road ที่ทำให้นักท่องเที่ยว “กระจายตัว” ไปตามเมืองต่าง ๆ ทั้งประเทศ ทั้ง ๆ ที่สถานที่หลายแห่ง ยังคงต้องพัฒนาอีกมาก บางแห่งถนนยังเป็นลูกรัง แต่ก็ได้นักท่องเที่ยวที่ “แวะ” มาบนเส้นทาง ช่วยให้เมืองรองเหล่านั้นเติบโตอย่างรวดเร็ว เมืองรองหลาย ๆ เมืองพยายามสร้างกิจกรรมที่แตกต่าง เช่น ดูแมวน้ำ ปลาวาฬ ดูบ้านเก่า ตกปลา เพื่อดึงดูดเม็ดเงินจากนักท่องเที่ยว และในแต่ละเส้นทางภาครัฐก็กำหนดเส้นทางอย่างชัดเจนว่าจุดไหนเดินได้ เดินไม่ได้ อะไรทำได้ ทำไม่ได้ จุดนี้น่าสนใจอย่างไร เรียกได้ว่า จุดให้ข้อมูลนักท่องเที่ยวนั้น มีตลอดเส้นทาง
3.ประสิทธิภาพของการท่องเที่ยวที่ไอซ์แลนด์น่าจะสูงที่สุดแห่งหนึ่งในหลาย ๆ ประเทศที่ผมเคยเห็น จำนวนพนักงานต่อห้องในโรงแรมน้อยมาก พนักงานทำหน้าที่ดูแลอาหารตอนเช้า ขายอาหารตอนเที่ยง ต้อนรับลูกค้าเช็กอินตอนบ่าย บางแห่งเช็กอินอัตโนมัติ เช็กเอาต์อัตโนมัติ แค่ทิ้งกุญแจเอาไว้ การเช็กอินแทบจะไม่ต้องใช้เอกสารใด ๆ ไม่ต้องกรอกข้อมูล (เพราะโรงแรมมีข้อมูลเราตั้งแต่ตอนจองแล้ว) ไม่มีคนในปั๊มน้ำมัน ไม่มีคนเก็บตั๋วตามสถานที่ท่องเที่ยว ร้านขายของมีพนักงานน้อยมาก แต่ก็ทำงานด้วยอัธยาศัยที่ดี
4.สิ่งที่มี “จำนวนมาก” แปลกกว่าที่อื่นคือ “บริษัทไกด์ทัวร์” แต่เป็นไกด์มืออาชีพมาก ร้านตกแต่งสวยงาม และให้บริการกิจกรรมที่หลากหลาย แน่นอนค่าใช้จ่าย “แพงมาก” ไกด์เหล่านี้ไม่เพียงให้บริการ “ความสะดวก” ในการเดินทาง แต่ยังให้ “คำแนะนำ” ที่เป็นมืออาชีพ เช่น กิจกรรมถ้ำน้ำแข็ง ล่องเรือ ภูเขาไฟ หรือบริการขับรถไปล่า “แสงเหนือ” ไอซ์แลนด์รู้ดีว่า “คุณค่า” ของบริการคือ “คำแนะนำ” มืออาชีพเหล่านี้ต่างพยายามสร้างจุดขายที่แตกต่าง และแน่นอนเป็นประสบการณ์ที่คุ้มราคา
5.การกำหนดราคา ใครที่เคยถาม “ค่าใช้จ่าย” การท่องเที่ยวประเทศนี้กับเพื่อนที่ไปมา 2-3 ปีที่แล้ว อาจจะแปลกใจเมื่อต้องไปเห็นค่าใช้จ่ายด้วยตัวเอง ประเทศนี้ขึ้นราคาโรงแรม และค่าอาหารตามร้านอาหารได้แบบมหัศจรรย์ ห้องพักขึ้นราคาเกือบเท่าตัวในรอบสามปี สถานที่ยอดนิยมอย่าง Blue Lagoon ราคาเพิ่มจากพันบาทเป็นสองพันกว่าบาทในเวลาไม่นาน และแน่นอนนักท่องเที่ยวยังต้องจองล่วงหน้า ไม่รับลูกค้าวอล์กอิน โดยค่าบริการที่เพิ่มขึ้นพวกเขานำไป “ลงทุน” สร้างสิ่งอำนวยความสะดวก จุดแวะพักนักท่องเที่ยวที่นี่สวย สะอาด กว้างขวาง
6.นักท่องเที่ยวหลักของประเทศนี้ คือสหรัฐอเมริกาและอังกฤษที่มีจำนวนเกินครึ่ง ซึ่งไอซ์แลนด์ได้รับผลบวกจากการที่ใกล้สหรัฐอเมริกามาก ช่วยให้จำนวนนักท่องเที่ยวสหรัฐเติบโตอย่างรวดเร็ว และจำนวนไม่น้อยคือพี่ใหญ่จากประเทศจีน ที่มีจำนวนมากขึ้นเรื่อย ๆ สาเหตุสำคัญคือ “คุณค่าราคาแพง” ของการท่องเที่ยวที่มี “คุณภาพ” คือ “ความเงียบ” “ความเป็นส่วนตัว” ในยุคที่แสนวุ่นวาย
สุดท้ายผมประทับใจ “สนามบิน” ในยุโรปหลายแห่ง คุณจะเห็นเจ้าหน้าที่น้อยมาก เพราะเป็นอัตโนมัติ ขณะที่เจ้าหน้าที่แต่และคนที่เป็นฝรั่งผมทอง พูดภาษาจีนสำเนียงดี เพราะตระหนักดีว่า นักท่องเที่ยวจีนที่มีพาสปอร์ตน้อยกว่า 10% ของประชากรทั้งหมด และยังมีอีก 1,200 ล้านคน ที่กำลังรอเวลาขึ้นเครื่องเดินทาง นี่คือตลาดที่หอมหวาน บริษัท cTrip เพิ่งเปิดทัวร์ท่องเที่ยวรอบโลกขายให้คนจีนในราคาเกือบ 1 ล้านบาท และทัวร์นี้เต็มในเวลา 17 วินาที การท่องเที่ยวยังเป็นอุตสาหกรรมที่น่าสนใจที่สุดอย่างหนึ่งในยุคนี้ แค่ประเทศไหน บริษัทไหน จะทำกำไร หรือทำขาดทุนกับมันเท่านั้นเอง