ยุทธ เพียรดี นำทัพกิจการร่วมค้าประมูล บงกช-เอราวัณ-
สัมภาษณ์
กรมเชื้อเพลิงธรรมชาติ เปิดให้ผู้สนใจแสดงความจำนงในการเข้าร่วมประมูลแหล่งบงกชและแหล่งเอราวัณ ที่กำลังจะหมดอายุสัญญาในปี 2565-2566 นี้ ปรากฏมี 6 บริษัททั้งในและต่างประเทศที่สนใจและที่ดูเป็นสีสันครั้งนี้ คือ การปรากฏตัวของกิจการร่วมค้าพลังงานสะอาด 101 พร้อมด้วยผู้ถือหุ้นอย่างบริษัท ไห่ฉิง ปิโตรเลียม แมชีนนารี แมนูแฟคเจอร์ กรุ๊ป (Haicheng Petroleam Machinery Manufacture Group) ซึ่งเป็นนักลงทุนจากจีน สัดส่วนร้อยละ 50 และบริษัท อัลจาเบอร์ กรุ๊ป (AL Jaber Group) นักลงทุนจาก UAE จะเข้าร่วมประมูล ท่ามกลางการตั้งคำถามของแวดวงธุรกิจสำรวจและผลิตปิโตรเลียมว่าเป็นใคร ประชาชาติธุรกิจ สัมภาษณ์ “f” กรรมการผู้จัดการ ถึงเป้าหมายในการเข้าร่วมประมูลครั้งนี้
Q : ที่มาที่ไปของการร่วมประมูล
ผมทำธุรกิจด้านพลังงานทดแทน โดยเฉพาะการผลิตไฟฟ้าจากโซลาร์เซลล์ และก็รู้จักกันในวงธุรกิจ แต่ยังไม่เคยมีความร่วมมือใด ๆ เกิดขึ้น จนกระทั่งภาครัฐประกาศว่าจะเปิดประมูลแหล่งก๊าซธรรมชาติอย่างบงกชและเอราวัณ จึงมีการพูดคุยที่จะร่วมมือกันได้หรือไม่ และเมื่อศึกษาโปรไฟล์ของทั้ง 2 บริษัท ต่างก็เป็นผู้เชี่ยวชาญในธุรกิจขุดเจาะแหล่งปิโตรเลียมอยู่แล้ว ส่วนของไห่ฉิงก็มีการขุดเจาะแหล่งก๊าซในสหรัฐอเมริกา ส่วนอัลจาเบอร์ก็มีงานขุดเจาะทั้งในประเทศกัมพูชาและในมาเลเซีย ซึ่งคุณสมบัติต่าง ๆ ก็ครบตามที่ภาครัฐกำหนด ไม่ว่าจะเป็นประสบการณ์หรือเงินทุน นอกจากนี้ มี 2 ประเด็นที่ทำให้ตัดสินใจเข้าร่วมประมูลก็คือ ทำไมคนไทยใช้ก๊าซแพงทั้งที่สามารถผลิตเองได้จากอ่าวไทย ยิ่งเมื่อเข้ามาศึกษาต้นทุนการผลิตอย่างจริงจังแล้วพบว่า เราใช้ก๊าซแพงที่ระดับ 3-5 เท่าของต้นทุนที่เกิดขึ้นจริง และการเปิดประมูลครั้งนี้รัฐบาลโดย พลเอก ประยุทธ์ จันทร์โอชา นายกรัฐมนตรี ประกาศชัดเจนว่า อยากให้มีบริษัทคนไทยเข้าร่วมประมูล ที่สำคัญในการประมูลปิโตรเลียมหลายครั้งในอดีต ไม่เคยกำหนดให้กิจการร่วมค้าเข้าร่วมประมูลได้ แต่ครั้งนี้กลับระบุไว้ชัดเจน

Q : เป้าหมายต้องชนะเท่านั้น
เรายื่นประมูลทั้ง 2 แหล่งถ้าการพิจารณาอยู่บนพื้นฐานเงื่อนไขตามที่กรมเชื้อเพลิงฯประกาศไว้ ผมมั่นใจว่าเราชนะการประมูลครั้งนี้แน่นอน เราแพ้ไม่ได้ เพราะผมจะเสนอราคาก๊าซที่ต่ำกว่าราคาที่มีการซื้อขายกันในปัจจุบันถึง 50% เมื่อดูจากเกณฑ์การให้คะแนนของกรมเชื้อเพลิงฯเองก็ให้น้ำหนักในเรื่องของราคามาเป็นอันดับแรกที่ 65 คะแนน ส่วนที่เหลือก็ไม่ยาก เช่น การรักษาระดับกำลังการผลิตทั้ง 2 แหล่งไว้ที่ 1,500 ล้านลูกบาศก์ฟุต/วัน การหาแรงงานที่เป็นคนไทย หรือการให้ผลประโยชน์แก่รัฐ เราก็ดำเนินการได้ การประมูลครั้งนี้ก็หารือกับทั้ง 2 พันธมิตรว่า ผมจะขอให้คนใส่ราคาประมูลเอง ซึ่งเขาไม่ขัดข้อง รู้ว่าการเข้ามาลงทุนก็ต้องการกำไร แต่ควรเป็นกำไรที่เหมาะสมด้วย ส่วนในกรณีที่เราไม่ชนะประมูล จะดำเนินการฟ้องร้องต่อศาลแน่นอน เพราะเรามั่นใจมากว่า ไม่มีใครเสนอราคาต่ำได้เท่าเราแน่นอน
Q : แผนพัฒนาทั้ง 2 แหล่ง
ตอนนี้ยังให้รายละเอียดไม่ได้ ต้องเข้าสู่ขั้นตอนการศึกษาข้อมูล (data room) ก่อนจึงจะบอกได้ว่า แผนพัฒนาแหล่งบงกชและเอราวัณจะเป็นอย่างไร ซึ่งกรมเชื้อเพลิงฯจะให้เวลาในการศึกษาข้อมูล ประมาณ 3 เดือน คาดว่าจะทำให้เราได้รู้ข้อมูลของแหล่งบงกชและเอราวัณในเชิงลึกมากขึ้น หลังจากนั้นจะสามารถกำหนดแผนพัฒนาได้ชัดเจนมากขึ้น อย่างไรก็ตาม หลังจากที่ได้ศึกษาข้อมูลแล้วในเบื้องต้นเชื่อมั่นว่า ทั้ง 2 แหล่งยังมีศักยภาพค่อนข้างสูงมาก และสามารถรองรับความต้องการใช้ในประเทศได้ถึง 55 ปี ด้วยซ้ำไป
หลังจากเข้าไปศึกษาธุรกิจสำรวจและผลิตปิโตรเลียมในพื้นที่ทะเลอ่าวไทยนั้น ผู้ประกอบการได้กำไรในระดับที่สูงมาก ฉะนั้นการเข้ามาร่วมประมูลครั้งนี้นอกจากมองในแง่ธุรกิจแล้ว ยังเน้นถึงประโยชน์ที่ประเทศและประชาชนผู้ใช้พลังงานได้ใช้ก๊าซธรรมชาติในราคาที่เหมาะสม
Q : ประเมินคู่แข่ง
การแข่งขันสูง มีแต่บริษัทใหญ่ทั้งในและต่างประเทศที่เชี่ยวชาญด้านนี้ แต่เราสู้ได้แน่นอน อย่างที่บอกว่าเฉพาะแค่ 65 คะแนน ในเรื่องของราคาก๊าซ เราได้คะแนนเต็มแน่นอน แล้วรายอื่นจะสู้อย่างไร อีกทั้งเมื่อมองในแง่กฎหมายอาจจะมีบางบริษัทด้วยซ้ำที่อาจจะต้องตกตั้งแต่รอบคุณสมบัติ และอาจมีแค่ 3 รายที่ผ่านเข้ารอบ
6 กลุ่มชิงบงกช-เอราวัณ
เมื่อเร็ว ๆ นี้ กรมเชื้อเพลิงธรรมชาติได้เปิดให้ผู้ที่สนใจเข้าร่วมประมูลเพื่อขอสิทธิสำรวจและผลิตปิโตรเลียมใน 2 แหล่งสำคัญที่กำลังจะหมดอายุสัญญาสัมปทาน โดยกำหนดให้ผู้สนใจยื่นแสดงความจำนงเข้าร่วมการพิจารณาคุณสมบัติเบื้องต้น ปรากฏมีรวม 6 บริษัท คือ 1) บริษัท ปตท.สำรวจและผลิตปิโตรเลียม จำกัด (มหาชน) หรือ ปตท.สผ. 2) บริษัท เชฟรอนประเทศไทยสำรวจและผลิต จำกัด 3) บริษัท มูบาดาลา ปิโตรเลียม (ประเทศไทย) จำกัด 4) บริษัท โอเอ็มวี แอคเทียนวีเซลสคาฟท จากประเทศออสเตรีย 5) บริษัท โททาล อีแอนด์พี ไทยแลนด์ จำกัด และ 6) กิจการร่วมค้าพลังงานสะอาด 101 ร่วมด้วยบริษัท ไห่ฉิง ปิโตรเลียม แมชีนนารี แมนูแฟคเจอร์ กรุ๊ป และบริษัท อัลจาเบอร์ กรุ๊ป ซึ่งในวันที่ 15-16 พฤษภาคมนี้ จะเปิดให้ทุกรายยื่นรายละเอียดที่เกี่ยวข้องกับคุณสมบัติทั้งหมด ซึ่งเมื่อพิจารณาเบื้องต้นพบว่าส่วนใหญ่จะผ่านขั้นตอนคุณสมบัติ และอาจจะมีบางรายที่ตกรอบคุณสมบัติ โดยเฉพาะในประเด็นประสบการณ์ที่กำหนดไว้ว่า จะต้องเป็นผู้ดำเนินการ (operate) ในการสำรวจและผลิตปิโตรเลียมที่ 100 ล้านบาร์เรลขึ้นไป ซึ่งบางรายเป็นเพียงผู้ที่อยู่ในธุรกิจการเจาะเท่านั้น
ทั้งนี้ กรมเชื้อเพลิงฯวางไทม์ไลน์การประมูลแหล่งบงกชและเอราวัณว่า ในวันที่ 15-16 พ.ค. จะเปิดให้ยื่นรายละเอียดคุณสมบัติ (prequalification) และจะประกาศผู้ผ่านเข้ารอบในวันที่ 28 พ.ค. จากนั้นจะเปิดข้อมูล หรือ data room ให้ผู้ผ่านเข้ารอบศึกษาข้อมูลของทั้ง 2 แหล่งเป็นลำดับถัดไป
รับข่าวสาร ผ่านแฟนเพจเฟซบุ๊ก ประชาชาติธุรกิจออนไลน์
อย่าลืมกดติดตาม และกดปุ่ม See first (เห็นโพสต์ก่อน)
www.facebook.com/PrachachatOnline
ทวิตเตอร์ @prachachat
ติดตามอ่านข่าวสารจากประชาชาติออนไลน์ ทันสมัย-ทันใจ
ดาวน์โหลดผ่านแอปพลิเคชั่น >> Prachachat << ได้แล้ววันนี้
ทั้งระบบ ios และ android
อ่านประชาชาติธุรกิจ ทั้งฉบับผ่าน e-Newspaper
ได้ที่แอปพลิเคชั่น Ookbee เลือก “ประชาชาติ”
