Skip to content

ชะตากรรม “หุ้น-ดอลลาร์” ถ้า “โดนัลด์ ทรัมป์” ชนะเลือกตั้ง

14 ก.ค. 2567 | 10:44น.
ชะตากรรม “หุ้น-ดอลลาร์” ถ้า “โดนัลด์ ทรัมป์” ชนะเลือกตั้ง
คอลัมน์ : ชีพจรเศรษฐกิจโลก
ผู้เขียน : นงนุช สิงหเดชะ

อาจกล่าวได้ว่าไม่มีการเลือกตั้งประธานาธิบดีสหรัฐอเมริกาครั้งไหนสร้างความอกสั่นขวัญแขวนให้กับทั้งโลกได้เท่ากับการเลือกตั้งครั้งที่จะถึงในปลายปี 2024 นี้ เพราะคนหนึ่งคือ “โดนัลด์ ทรัมป์” จากพรรครีพับลิกัน กลับมาท้าชิงตำแหน่งประธานาธิบดีอีกรอบหนึ่ง และส่อแววว่าจะชนะเลือกตั้ง แต่ปัญหาคือยังมีคดีอาญาติดตัวมากมาย และอาจเสี่ยงจะถูกพิพากษาจำคุกในภายหลัง หากชนะเลือกตั้งก็อาจกลายเป็นประธานาธิบดีที่ต้องทำหน้าที่จากในคุก หรือจากสถานที่บางแห่งแล้วแต่มาตรการลงโทษ

ส่วน “โจ ไบเดน” ประธานาธิบดีคนปัจจุบันจากพรรคเดโมแครต ก็มีปัญหาด้านอายุและสุขภาพ จนแพ้ดีเบตหลุดลุ่ยให้กับทรัมป์ ทว่าเจ้าตัวก็ไม่ยอมเสียสละใด ๆ ในการที่จะให้คนอื่นลงชิงตำแหน่ง แม้จะสร้างความเสี่ยงที่จะพ่ายแพ้ให้กับทรัมป์ จนถึงปัจจุบันยังคงดึงดันจะไม่ถอนตัว แม้จะมีเสียงเรียกร้องจากคนในพรรคและผู้ที่บริจาคเงินสนับสนุน

หากไบเดนชนะจะไม่เป็นปัญหามากนัก เพราะตลาดและนักลงทุนสามารถทำนายอนาคตได้ เพราะทุกอย่างคงได้รับการสานต่อ ไม่มีการกลับทิศ แต่ถ้าทรัมป์ชนะโอกาสที่จะรื้อนโยบายของเดโมแครตแบบกลับทิศมีความเป็นไปได้สูง เพราะทรัมป์ได้ชื่อว่าชอบทำอะไรตรงข้ามกับรัฐบาลเดโมแครตเสียเป็นส่วนใหญ่ อีกทั้งเป็นคนที่คาดเดาได้ยาก เอาแน่เอานอนไม่ได้

ซีเอ็นเอ็นรายงานว่า หากทรัมป์ชนะเลือกตั้ง เงินดอลลาร์จะไม่อ่อนค่าลง มีแต่จะแข็งขึ้น เพราะมีแนวโน้มว่าทรัมป์จะรักษานโยบายเดิมของตัวเองในสมัยที่แล้ว เรื่องการลดภาษีเงินได้ทั้งนิติบุคคลและบุคคล หรืออาจลดภาษีมากขึ้นก็เป็นได้ นอกจากนั้น ก็จะเก็บภาษีสินค้านำเข้าจากต่างประเทศทั้งหมด 10% ไม่เฉพาะแค่จีน ซึ่งมีความเสี่ยงจะทำให้เงินเฟ้อสูงขึ้น ผลที่ตามมาก็คือทำให้ตลาดเกิดความไม่แน่ใจว่าธนาคารกลางสหรัฐ (เฟด) จะลดดอกเบี้ยหรือไม่

ดอลลาร์สหรัฐอยู่ในทิศแข็งค่าขึ้นมาโดยตลอด แข็งค่าขึ้น 13% เมื่อเทียบกับปี 2021 ซึ่งอาจจะดีสำหรับชาวอเมริกันที่วางแผนจะออกไปเที่ยวต่างประเทศ แต่ไม่เป็นข่าวดีสำหรับบริษัทข้ามชาติขนาดใหญ่ที่เป็นองค์ประกอบส่วนใหญ่ในดัชนีเอสแอนด์พี 500

ลิซ่า ชาเล็ตต์ หัวหน้าการลงทุนระดับโลกของมอร์แกน สแตนลีย์ เวลท์ แมเนจเมนต์ ระบุว่า หลังจากโพลสะท้อนว่าทรัมป์ได้รับความนิยมมากกว่า ทำให้ตลาดที่เคยไม่ใส่ใจคำพูดเพื่อหาเสียงของผู้ชิงประธานาธิบดี ก็เริ่มให้ความสนใจ เพราะถึงแม้ตลาดหุ้นจะยังปรับเพิ่มขึ้น แต่นักลงทุนจำเป็นต้องรับมือผลกระทบจากนโยบายทรัมป์ 3 เรื่องคือ การลดภาษีเงินได้, การเก็บภาษีสินค้านำเข้าจากต่างประเทศ และการปิดชายแดนที่ติดกับเม็กซิโกเพื่อป้องกันผู้อพยพ

มอร์แกนสแตนลีย์ฯประเมินว่า หากครั้งนี้ทรัมป์ลดภาษีเงินได้มากขึ้นไปอีก จากที่เคยลดไปแล้วในปี 2017 จะทำให้สหรัฐขาดดุลอย่างมาก ส่งผลให้ดอลลาร์แข็งค่าขึ้นไปอีก

ยังมีปัจจัยอื่นอีกที่ส่งให้ดอลลาร์แข็งค่า นั่นก็คือค่าเงินของบางประเทศในยุโรปและเอเชียอ่อนลง เนื่องจากเศรษฐกิจเติบโตต่ำ ทั้งนี้เศรษฐกิจสหรัฐมีความยืดหยุ่นและฟื้นตัวได้ดีท่ามกลางเงินเฟ้อและดอกเบี้ยสูง ขณะที่เศรษฐกิจของยูโรโซนอยู่ในภาวะถดถอย ส่วนจีนและญี่ปุ่นเติบโตน้อยลง

หลุยส์ เนเวลเลียร์ ประธานเนวิลเลียร์ & แอสโซซิเอตส์ ชี้ว่า “ดอลลาร์แข็งค่า” อย่างน่าทึ่ง เนื่องจากถูกคาดหมายว่าจะเป็นผู้นำการฟื้นตัวของเศรษฐกิจทั่วโลก แต่การแข็งค่าก็มีความเสี่ยงจะเกิดผลสะท้อนกลับด้านลบ เพราะมันอาจส่งผลเสียต่อบริษัทข้ามชาติขนาดใหญ่ หุ้นขนาดใหญ่ที่มีสัดส่วนสูงในดัชนีเอสแอนด์พี 500 แต่จะเป็นผลดีต่อบริษัทขนาดเล็กและบริษัทในประเทศ

ดอลลาร์แข็งจะทำให้สินค้าส่งออกของสหรัฐแพงขึ้น บริษัทข้ามชาติอเมริกันกำไรลดลง เมื่อแลกเงินกลับมาเป็นดอลลาร์ และยังเพิ่มความสามารถการแข่งขันให้กับสินค้านำเข้าจากต่างประเทศที่จะมีราคาถูกลง และแม้ว่าดอลลาร์แข็งจะช่วยลดต้นทุนวัตถุดิบนำเข้า แต่มันก็จะกระตุ้นให้เงินเฟ้อสูงขึ้น