Skip to content

กมธ.นิรโทษกรรม โยนสภาเคาะนิรโทษกรรม ม.112

25 ก.ค. 2567 | 17:10น.
กมธ.นิรโทษกรรม โยนสภาเคาะนิรโทษกรรม ม.112

กรรมาธิการมีทั้งเห็นด้วย-ไม่เห็นด้วย-เห็นด้วยแบบมีเงื่อนไข ปมนิรโทษกรรม มาตรา 112 โยนสภาตัดสินความเห็น คาดเข้าสู่สภากลางเดือนสิงหาคมนี้

วันที่ 25 กรกฎาคม 2567 ที่รัฐสภา นายชูศักดิ์ ศิรินิล สส.บัญชีรายชื่อ และรองหัวหน้าพรรคเพื่อไทย ในฐานะประธานคณะกรรมาธิการ (กมธ.) วิสามัญพิจารณาศึกษาแนวทางการตราพระราชบัญญัติ (พ.ร.บ.) นิรโทษกรรม สภาผู้แทนราษฎร พร้อมด้วยนายนิกร จำนง เลขานุการ กมธ. และนายสมคิด เชื้อคง โฆษก กมธ. ร่วมกันแถลงผลการประชุม กมธ.

โดยนายชูศักดิ์กล่าวว่า วันนี้เป็นการประชุมวันสุดท้ายของ กมธ. ซึ่งได้พิจารณาเสร็จสิ้นเรียบร้อย โดยที่ประชุมได้ดูรายงานอย่างครบถ้วนและสมบูรณ์ และมีมติรับรองรายงานการประชุมที่จะเสนอต่อสภา และที่ประชุมมีมติที่สำคัญ ดังนี้คือ 1.ให้มีการนิรโทษกรรมคดีที่มีมูลเหตุจูงใจทางการเมือง นับตั้งแต่ปี 2548-ปัจจุบัน นี่คือหลักการสำคัญ และการนิรโทษกรรมนี้เราจะใช้รูปแบบของคณะกรรมการ

โดยจะมีบัญชีแนบท้ายว่ามีคดีประเภทใดบ้างที่สมควรจะนิรโทษกรรม ขณะเดียวกัน ก็จะมีบัญชีแนบท้าย เพื่อให้กรรมการได้พิจารณาว่าคดีประเภทนี้นิรโทษกรรมได้หรือไม่ เข้าเงื่อนไขตามที่กำหนดหรือไม่ นี่คือเรื่องทั่วไป แต่สาระสำคัญต้องเป็นคดีที่มีมูลเหตุจูงใจทางการเมือง ซึ่งจะมีบัญชีแนบท้ายว่ามีคดีใดบ้าง

2.คดีที่อยู่ในความสนใจของประชาชน ข้อสำคัญคือคดีที่เกี่ยวกับความผิดต่อชีวิตมาตรา 288 และมาตรา 289 ซึ่งเป็นคดีที่ถือว่าละเมิดสิทธิมนุษยชนอย่างร้ายแรง ไม่อยู่ในข่ายที่เราเห็นว่าควรจะนิรโทษกรรม

3.คดีที่มีความอ่อนไหวทางการเมือง ได้แก่ คดีตามประมวลกฎหมายอาญามาตรา 110 และมาตรา 112 ถึงแม้คดีประเภทนี้มีความเห็นเสนอไป โดย กมธ.จะเสนอสู่สภาด้วยว่า ความเห็นเกี่ยวกับคดีเหล่านี้ทาง กมธ.เห็นอย่างไรบ้าง โดยสามารถแยกความเห็นได้เป็น 3 กลุ่มใหญ่

คือกลุ่มที่ 1 พวกที่เห็นว่าไม่ควรนิรโทษกรรมเลย ก็จะมีเหตุผลให้ไว้ว่าทำไมไม่ควรนิรโทษกรรม กลุ่มที่ 2 ควรมีการนิรโทษกรรม ซึ่งจะมีเหตุผลให้ไว้ว่าทำไมควรนิรโทษกรรม ด้วยเหตุผลอะไร และกลุ่มที่ 3 มีการนิรโทษกรรม แต่มีเงื่อนไข เช่น ให้กรรมการดูว่าผู้ที่เป็นผู้ต้องหาเป็นจำเลยเหล่านั้นมีมูลเหตุจูงใจอะไร หรืออาจจะมีการตั้งเงื่อนไขว่าต้องห้ามกระทำความผิดซ้ำ เป็นต้น

นายชูศักดิ์กล่าวต่อว่า ที่ประชุมมีมติชัดเจนคือ ควรมีมาตรการในทางบริหารก่อนที่จะมีการนิรโทษกรรม เนื่องจากมีคดีอยู่หลายประเภทที่ค้างอยู่ตามสถานีตำรวจ คดีเล็ก ๆ น้อย ๆ เช่นผิดกฎหมายจราจร แต่เกี่ยวข้องกับการเคลื่อนไหวทางการเมือง ซึ่งมาตรการทางบริหารสามารถที่จะใช้ได้ก่อนที่จะมีการตรากฎหมายนิรโทษกรรม เช่น มาตรการสั่งไม่ฟ้อง ตามมาตรา 21 ของกฎหมายอัยการ หรือมาตรการอย่างอื่นที่จำเป็น

และท้ายที่สุด กมธ.ก็มีข้อสังเกตว่า เรื่องการนิรโทษกรรมนั้นจะเป็นไปได้ที่สุด รัฐบาลก็ควรจะต้องรับเรื่องนี้เอาไปพิจารณาและเป็นเจ้าภาพ หรือช่วยกันทำอย่างไรที่จะเร่งรัดพระราชบัญญัติ (พ.ร.บ.) นิรโทษกรรมให้เกิดขึ้น ความสำเร็จในการประนีประนอม การทำให้ประเทศเข้าสู่สังคมปกติ น่าอยู่ น่าอาศัย และไม่ต้องทะเลาะกันเหมือนในอดีตก็จะเกิดขึ้น

ด้านนายนิกรกล่าวว่า ในวันที่ 26 ก.ค. เวลา 16.30 น. ทาง กมธ.จะยื่นรายงานต่อประธานสภา เพื่อบรรจุเข้าวาระรวมทั้งหมด 3 ฉบับ ซึ่งรายงานฉบับหลักคือที่ กมธ.พิจารณาเสร็จในวันนี้ และจะมีภาคผนวกเป็นอนุ กมธ. ชุดศึกษาเรื่องความผิดเกี่ยวกับเรื่องคดีอีก 1 ฉบับ และเรื่องจำแนกคดีอีก 1 ฉบับ หลังจากนั้นจะรอการพิมพ์เล่มรายงาน เพื่อแจกกับสมาชิก อาจใช้เวลาประมาณ 20 วัน และเมื่อประธานบรรจุเข้าสู่วาระการพิจารณาแล้ว จะขอให้วิปรัฐบาลเลื่อนวาระขึ้นมาพิจารณาโดยเร่งด่วย เพราะเป็นเรื่องที่อยู่ในความสนใจของสังคม

ขณะที่นายสมคิดกล่าวว่า เมื่อยื่นรายงานต่อประธานสภาในวันที่ 26 ก.ค.แล้ว หากประธานสภาบรรจุเข้าสู่วาระการประชุมทัน ก็จะนำเข้าสู่การประชุมวิปรัฐบาลในวันที่ 30 ก.ค.นี้ เพื่อที่จะให้เลื่อนวาระขึ้นมาพิจารณาโดยเร่งด่วน แต่หากไม่ทันในสัปดาห์หน้าก็คาดว่าจะสามารถนำรายงานดังกล่าวเข้าสู่ที่ประชุมสภาได้ประมาณกลางเดือน ส.ค. ซึ่งเชื่อว่าไม่น่ามีปัญหาอะไร เพราะฝ่ายค้านก็เห็นพ้องด้วย จากนั้นก็จะเสนอรายงานดังกล่าวต่อรัฐบาลเพื่อให้พิจารณาและเร่งดำเนินการตามบันทึกแนบท้ายว่าให้เร่งออกเป็น พ.ร.บ.ต่อไป

ด้านนายชัยธวัช ตุลาธน สส.บัญชีรายชื่อ หัวหน้าพรรคก้าวไกล ให้สัมภาษณ์ประเด็นเดียวกันในเวลาถัดมา โดยเป็น กมธ.สัดส่วนพรรคก้าวไกล ว่าพรรคก้าวไกลเห็นด้วยกับการนิรโทษกรรมคดีมาตรา 112 แต่เนื่องจากมีความเห็นที่หลากหลายทำให้ กมธ.ต้องเสนอความเห็นของ กมธ.เพื่อให้สภาพิจารณา โดยแบ่งเป็น 3 กลุ่มคือ กลุ่มที่ไม่เห็นด้วยกับการนิรโทษกรรม กลุ่มที่เห็นด้วยกับการนิรโทษกรรมเหมือนกับคดีอื่น ๆ และกลุ่มที่เห็นด้วยกับการนิรโทษกรรมแบบมีเงื่อนไข

เช่น มีมาตรการป้องกันการกระทำผิดซ้ำ มีเวทีแถลงของผู้กระทำผิด รวมถึงอาจมีเวทีสานเสวนา เป็นต้น นายชัยธวัช กล่าวด้วยว่า มีข้อเสนอ ละเมิดเงื่อนไขจะเสียสิทธิการได้นิรโทษกรรม หรือการรายงานตัวเป็นระยะ หรือการสร้างมาตรการร่วมกันในการสร้างความปรองดอง ทั้งนี้ มีข้อเสนอของ กมธ.ที่คล้ายกัน เช่น ไม่นิรโทษกรรมคดีมาตรา 112 ทันที แต่ต้องใช้เวลา เข้ากระบวนการ เช่น ชะลอคดี สานเสวนา เป็นต้น

ทั้งนี้ มีข้อเสนอด้วยว่า ระหว่างที่ไม่มีกฎหมายรัฐบาลควรเสนอร่างกฎหมายนิรโทษกรรมต่อสภาโดยเร็ว และระหว่างรอควรใช้กลไกของกฎหมายที่มีอยู่ โดยรัฐบาลในฐานะฝ่ายบริหารต้องมีนโยบายอำนวยความยุติธรรมออกมา เช่น การชะลอฟ้อง ให้สิทธิการประกันตัว หรือจำหน่ายคดีชั่วคราว โดยประสานงานไปยังองค์กรในกระบวนการยุติธรรม

สำหรับข้อสรุปต่อประเด็นการนิรโทษกรรมคดีมาตรา 112 ในกมธ.มีความเห็นต่างกัน ซึ่งได้หาแนวทางพอที่จะยอมรับกันได้ ทั้งนี้ ในรายงานมีความเห็นทุกฝ่าย และวิเคราะห์ข้อดี ข้อเสีย อย่างรอบด้าน เพื่อให้สภาพิจารณาอย่างรอบด้าน ตนหวังว่าบรรยากาศในสภาที่จะพิจารณารายงานดังกล่าวจะเป็นไปอย่างมีวุฒิภาวะ เพราะหากสภาบรรยากาศไม่ปรองดอง ไม่รับฟังกัน การออกกฎหมายเพื่อลดความขัดแย้งอาจไม่บรรลุเป้าหมาย