Skip to content

ธุรกิจครอบครัวเตรียมตัวเข้าตลาดหุ้นกว่า 100 บริษัท ตลท.เล็งศึกษาตั้งดัชนีเฉพาะ

01 ส.ค. 2567 | 16:04น.
ธุรกิจครอบครัวเตรียมตัวเข้าตลาดหุ้นกว่า 100 บริษัท ตลท.เล็งศึกษาตั้งดัชนีเฉพาะ

“กิติพงศ์” ประธานบอร์ดตลาดหลักทรัพย์ฯ เผยธุรกิจครอบครัวจดทะเบียนในตลาดหุ้นไทย 575 บริษัท มาร์เก็ตแคปรวมกว่า 8 ล้านล้านบาท จ้างงาน 1.3 ล้านอัตรา มูลค่าสินทรัพย์-รายได้-กำไรในช่วง 6 ปีโตเฉลี่ย 40-50% เล็งศึกษาตั้งดัชนีเฉพาะ ชี้ในไปป์ไลน์อย่างน้อย 100 บริษัทเตรียมตัวทยอยเข้าจดทะเบียนภายใน 10-20 ปี พร้อมเปิด 3 เฟสพัฒนาดึงธุรกิจครอบครัวเข้าตลาด

วันที่ 1 สิงหาคม 2567 ศาสตราจารย์พิเศษ กิติพงศ์ อุรพีพัฒนพงศ์ ประธานกรรมการตลาดหลักทรัพย์แห่งประเทศไทย (ตลท.) กล่าวในงานสัมมนา “SET Annual Conference on Family Business : Family Business in the Globalized Asia” ว่า ตลาดหลักทรัพย์ฯให้ความสำคัญและสนับสนุนการขับเคลื่อนระบบนิเวศเพื่อการพัฒนาธุรกิจครอบครัวไทยเข้าสู่ปีที่ 2

ซึ่งการจัดงานในปีนี้มีผู้เข้าร่วมถึง 280 ราย ประมาณ 70% เป็นเจ้าของกิจการ และอีก 30% เป็นที่ปรึกษาและนักวิชาการ เนื่องจากธุรกิจครอบครัวเป็นรากฐานที่แข็งแกร่งของเศรษฐกิจและตลาดทุนไทย

ธุรกิจครอบครัวเตรียมตัวเข้าตลาดหุ้นกว่า 100 บริษัท ตลท.เล็งศึกษาตั้งดัชนีเฉพาะ

โดยข้อมูลจนถึงเดือน มิ.ย. 2567 พบว่า 2 ใน 3 ของบริษัทจดทะเบียนในตลาดหุ้นไทยเป็นธุรกิจครอบครัว หรือคิดเป็น 67% ของบริษัทที่จดทะเบียนในตลาดหุ้นไทย ไม่ว่าจะเป็นในตลาด SET และ mai เป็นบริษัทธุรกิจครอบครัวถึง 575 บริษัท จาก 852 บริษัท โดยแบ่งเป็นบริษัทจดทะเบียนในตลาด SET ที่ 72% และใน mai อีก 28%

โดยมีมูลค่าหลักทรัพย์ตามราคาตลาด (Market Cap.) สัดส่วน 50.2% ของตลาดหลักทรัพย์ฯ หรือกว่า 8 ล้านล้านบาท จากมูลค่ามาร์เก็ตแคปรวม 16 ล้านล้านบาท มีการจ้างงานทั้งหมด 1.3 ล้านอัตรา คิดเป็น 74% ของการจ้างงานทั้งหมดของบริษัทจดทะเบียนในตลาดหุ้นไทย และเฉลี่ย 6 ปี อยู่ที่ 67% ซึ่งนับว่าสูงมาก

ธุรกิจครอบครัวเตรียมตัวเข้าตลาดหุ้นกว่า 100 บริษัท ตลท.เล็งศึกษาตั้งดัชนีเฉพาะ

ด้านมูลค่าสินทรัพย์รวม รายได้รวม และกำไรสุทธิ ของบริษัทธุรกิจครอบครัวไทยในช่วงเวลา 6 ปีที่ผ่านมา (2560-2566) มีการเจริญเติบโตทั้งสินทรัพย์รวม รายได้รวม และกำไรสุทธิ โดยสินทรัพย์รวมเติบโตเฉลี่ย 47.03% ปิดสิ้นปี 2566 อยู่ที่ 25,285 พันล้านบาท รายได้รวมเติบโตเฉลี่ย 45.7% ปิดสิ้นปี 2566 อยู่ที่ 8,309 พันล้านบาท และกำไรสุทธิเติบโตเฉลี่ย 52.4% สิ้นปี 2566 ปิดอยู่ที่ 409,029 ล้านบาท

และอายุกิจการของบริษัทธุรกิจครอบครัวนับตั้งแต่ปีก่อตั้งจนถึงปัจจุบันที่ยังคงจดทะเบียนในตลาดหุ้นไทย มีบริษัทที่มีอายุยาวนานถึง 148 ปี คือบริษัท โอเอชทีแอล จำกัด มหาชน (OHTL) หรือโรงแรมโอเรียนเต็ล ขณะที่อายุเฉลี่ยของบริษัทธุรกิจครอบครัวคือ 36 ปี และปัจจุบันมีบริษัทธุรกิจครอบครัวที่มีอายุเกิน 100 ปี จดทะเบียนอยู่ในตลาดหุ้นไทยด้วยกัน 5 บริษัท ได้แก่ OHTL, บมจ.เบอร์ลี่ ยุคเกอร์ (BJC), บมจ.โอสถสภา (OSP), บมจ.เอสซีบี เอกซ์ (SCB) และ บมจ.ปูนซิเมนต์ไทย (SCC)

ธุรกิจครอบครัวเตรียมตัวเข้าตลาดหุ้นกว่า 100 บริษัท ตลท.เล็งศึกษาตั้งดัชนีเฉพาะ

นอกจากนี้ พบว่าบริษัทจดทะเบียนที่เป็นธุรกิจครอบครัวมีความแข็งแกร่งอีกหลายด้าน โดยมีรายได้วจากต่างประเทศจำนวน 295 บริษัท มีรายได้จากต่างประเทศคิดเป็นปริมาณ 68-69% ของบริษัทจดทะเบียนทั้งหมดที่มีรายได้จากต่างประเทศ โดยในปี 2566 บริษัทกลุ่มนี้มีรายได้จากต่างประเทศ คิดเป็น 42% ของรายได้จากต่างประเทศรวมทุกบริษัทจดทะเบียน โดยมีมูลค่า 2,492 พันล้านบาท

และธุรกิจครอบครัวมีจำนวนกว่า 119 บริษัท หรือคิดเป็น 62% ที่มีรายชื่อติดอยู่ในดัชนี SET ESG Rating มีคะแนนของ CG Score (บรรษัทภิบาล) สัดส่วน 83% ในอันดับดีขึ้นไป และอยู่ในอัตรา 4-5 สูงกว่าบริษัทนอกกลุ่มธุรกิจครอบครัว รวมทั้งมีสัดส่วน 99% ของบริษัทธุรกิจครอบครัวที่มีกรรมการอิสระเป็นไปตามเกณฑ์

ศาสตราจารย์พิเศษกิติพงศ์กล่าวอีกว่า จากข้อมูลทั้งหมดนี้ทำให้เห็นได้ว่าบริษัทธุรกิจครอบครัวได้รับประโยชน์จากการเข้าจดทะเบียนในตลาดหลักทรัพย์ฯ และมีความสำคัญอย่างยิ่งต่อตลาดทุนไทยเป็นอย่างมาก โดยเบื้องต้นมีไอเดียส่วนตัวว่าอยากจัดตั้งดัชนี “Family Business” เป็นการเฉพาะ

โดยได้มอบหมายงานให้ทีมบริหารไปช่วยศึกษาเรื่องพวกนี้บ้างแล้ว และอาจจะต้องหารือร่วมกับนายอัสสเดช คงสิริ กรรมการและผู้จัดการตลาดหุ้นไทยคนใหม่ต่อไปเมื่อเข้ามารับตำแหน่งในเดือน ก.ย. 2567 เพราะขณะนี้ในตลาดหุ้นต่างประเทศยังไม่มีดัชนีลักษณะนี้

ตลอดระยะเวลาที่ผ่านมาตลาดหลักทรัพย์ฯได้ให้ความสำคัญกับธุรกิจครอบครัว โดยมีการเร่งเผยแพร่ความรู้ให้การศึกษากับธุรกิจครอบครัว ไม่ว่าจะเป็นการจัดสัมมนาประจำปีระดับในประเทศและระหว่างประเทศ ทั้งนี้ ตลาดหลักทรัพย์ฯมีแพลตฟอร์มที่จะให้ธุรกิจครอบครัวเข้าเรียนรู้ รวมทั้งมีการฝึกอบรม ไม่ว่าจะเป็นโครงการ LiVE, CBCE, IDE เป็นต้น

เพื่อจะให้มีธุรกิจครอบครัวเข้าจดทะเบียนในตลาดหลักทรัพย์ฯให้มากขึ้นต่อเนื่อง ทั้งนี้ จะเป็นประโยชน์กับตลาดทุนและด้านธุรกิจไทย โดยระยะยาวจะเห็นได้ว่าจำนวนธุรกิจครอบครัวที่ IPO เข้าตลาดหลักทรัพย์ฯ ตั้งแต่ปี 2559 เป็นต้นมา มีถึง 200 บริษัท และส่วนใหญ่ 94% มีมาร์เก็ตแคปสูงกว่าตอน IPO

ธุรกิจครอบครัวเตรียมตัวเข้าตลาดหุ้นกว่า 100 บริษัท ตลท.เล็งศึกษาตั้งดัชนีเฉพาะ

โดยประโยชน์ในการเข้าจดทะเบียนในตลาดหลักทรัพย์ฯ สามารถแบ่งออกได้ 7 ส่วนหลักคือ

1.เป็นแหล่งระดมเงินทุนระยะยาว โดยบริษัทธุรกิจครอบครัวจะสามารถระดมทุน เพื่อนำเงินทุนที่ได้มาจากการขายหุ้นให้กับประชาชน เพื่อนำมาขยายการลงทุน ชำระหนี้เงินกู้ ขยายกิจการ ควบรวมกิจการได้อย่างมีประสิทธิภาพโดยไม่มีภาระหนี้ ในการใช้เงินส่วนตัว หรือต้องการค้ำประกันเป็นการส่วนตัว

2.สามารถทำให้ผู้ถือหุ้นของครอบครัวมีสภาพคล่องของหุ้นและทางการเงิน ไม่ว่าจะเป็นการขายหุ้นให้ระหว่างกันเอง หรือให้กับบุคคลภายนอก รวมทั้งขายหุ้นให้ได้กำไร เนื่องจากต้นทุนที่ได้มาถูกกว่าบุคคลอื่น และอาจจะไม่ต้องเสียภาษีในกรณีที่เป็นบุคคลธรรมดา

3.มีภาพลักษณ์และความน่าเชื่อถือ เพิ่มโอกาสทางธุรกิจ ทำให้บริษัทมีสถานะที่ได้รับการยอมรับจากนักลงทุนสถาบัน สถาบันการเงิน และผู้ลงทุน คู่ค้า พันธมิตร ที่จะเข้ามาทำธุรกิจ ด้วยความมั่นใจในชื่อเสียงและความมั่นคง ความโปร่งใส ซึ่งจะทำให้บริษัทอาจจะมีหุ้นส่วนพันธมิตร ง่ายต่อการโฆษณาประชาสัมพันธ์สินค้า รวมทั้งขยายธุรกิจ หรือเปลี่ยนแปลงรูปแบบของกระทำธุรกิจใหม่ ๆ

4.สามารถเสนอสิทธิประโยชน์ ไม่ว่าจะเป็นหุ้นโครงการ Employee Stock Option Plan หรือผลประโยชน์อื่นใดให้กับผู้บริหารกรรมการมืออาชีพที่เข้ามาช่วยงาน หรือทำงานเพื่อให้ธุรกิจเติบโตขึ้นอย่างมั่นคงและยั่งยืน

5.การเพิ่มมูลค่าของหุ้น ซึ่งเป็นสินทรัพย์ของครอบครัวให้สะท้อนความจริง เนื่องจากการจดทะเบียนในตลาดหลักทรัพย์ฯ การตีมูลค่าของหุ้นย่อมสูงกว่าการตีมูลค่าโดยปกติ ที่การตีมูลค่าหุ้นทางบัญชีทำให้ความมั่งคั่งของธุรกิจครอบครัวที่ได้สร้างมานั้นเพิ่มขึ้น และจะทำให้นำมูลค่าเพิ่มดังกล่าวไปขยายการลงทุนหรือขายเพื่อทำกำไรได้ เพราะมีราคาตลาดเปรียบเทียบกัน

6.เพิ่มความสามารถในการดึงดูดมืออาชีพเข้าร่วมงาน ในบางกรณีที่สมาชิกในครอบครัวไม่มีความประสงค์ที่จะบริหารจัดการธุรกิจต่อไป หรือลูกหลานของตระกูลยังไม่พร้อม แต่อยากให้ธุรกิจสืบทอดต่อไปอย่างยาวนาน ก็ยังให้มืออาชีพหรือกองทุนรวมบริหารจัดการ โดยครอบครัวสามารถกำกับดูแลผ่านคณะกรรมการบริษัท หรือผู้ถือหุ้นได้โดยไม่ต้องลงไปบริหารเอง

รวมทั้งสามารถนำสมาชิกในครอบครัวที่ไม่มีประสบการณ์การทำงานเข้าไปเรียนรู้ทำงานจากกรรมการและผู้บริหารมืออาชีพที่ไม่ได้เป็นสมาชิกของครอบครัว เพื่อพัฒนาความรู้ ความสามารถ ให้สามารถรองรับบทบาทบริหารงานเมื่อถึงเวลาที่เหมาะสมได้

และ 7.สามารถขจัดความขัดแย้งกันในสมาชิกของครอบครัว โดยมีกรรมการอิสระช่วยไกล่เกลี่ย หรือมีการซื้อขายหุ้นกันได้ง่าย เพราะมีราคาตลาดกำหนดไว้ ไม่ต้องมีปัญหาเรื่องราคา

“บริษัทธุรกิจครอบครัวสิ่งสำคัญต้องปรับโครงสร้างให้พร้อมก่อน เพราะอาจจะมีพวก Venture Capital สนใจลงทุน อาจจะไม่ต้องเข้าตลาดหุ้นก็ได้ หรือขยายกิจการจนดีก่อนแล้วค่อยตัดสินใจเข้าจดทะเบียนก็ได้ ซึ่งในญี่ปุ่นและสหรัฐมี VC เข้าไปซื้อบริษัทที่ลูกหลานของเจ้าของกิจการไม่อยากทำหลายแห่งมาก ก็เป็นอีกทางเลือกหนึ่ง

ตอนนี้บริษัทครอบครัวอยู่ในไปป์ไลน์อย่างน้อย 100 บริษัท ที่อยู่ระหว่างเตรียมตัวเข้าจดทะเบียนในตลาดหุ้นไทย อาจจะทยอยเข้าภายใน 10-20 ปี แต่ช่วงนี้อาจจะดีเลย์เข้าจดทะเบียนไปก่อน เพราะภาวะตลาดทุนไม่เอื้ออำนวย ซึ่งโดยส่วนตัวอยากคัดเลือกบริษัทดี ๆ มีขนาดใหญ่และมีธรรมาภิบาล ไม่อยากได้บริษัทเล็ก ๆ เพราะสร้างราคาง่าย เช่น พวกมันนี่เกม

ธุรกิจครอบครัวเตรียมตัวเข้าตลาดหุ้นกว่า 100 บริษัท ตลท.เล็งศึกษาตั้งดัชนีเฉพาะ