เว็บไซต์นี้ใช้คุ้กกี้เพื่อสร้างประสบการณ์ที่ดีมีประสิทธิภาพยิ่งขี้น อ่านเพิ่มเติมคลิก (Privacy Policy) และ (Cookies Policy)
Skip to content
นิด้าโพล ชี้ประชาชน 33% ค้านหั่นงบ ‘Thai PBS’ หวั่นการเมืองแทรกแซง-เสียอิสระ
News นิด้าโพล ชี้ประชาชน 33% ค้านหั่นงบ ‘Thai PBS’ หวั่นการเมืองแทรกแซง-เสียอิสระ
กทม. อัปเดตจ่ายเยียวยาน้ำท่วม ทะลุ 4.2 พันล้าน ‘เขตลาดกระบัง’ แชมป์ยื่นขอเหลือช่วยสูงสุด
News กทม. อัปเดตจ่ายเยียวยาน้ำท่วม ทะลุ 4.2 พันล้าน ‘เขตลาดกระบัง’ แชมป์ยื่นขอเหลือช่วยสูงสุด
ในหลวง พระราชินี ทอดพระเนตรโขนมูลนิธิส่งเสริมศิลปาชีพ ตอนสีดา
ข่าวในพระราชสำนัก ในหลวง พระราชินี ทอดพระเนตรโขนมูลนิธิส่งเสริมศิลปาชีพ ตอนสีดา
เช็กตารางรถไฟ! รฟท. เปิด ‘ที่หยุดรถพืชสวนโลกอุดรธานี’ ขนคนเที่ยวงานยักษ์
News เช็กตารางรถไฟ! รฟท. เปิด ‘ที่หยุดรถพืชสวนโลกอุดรธานี’ ขนคนเที่ยวงานยักษ์
บิ๊กคอร์ป เติมฝัน H.O.W.ปักธงบ้านใหม่ ‘คิงบริดจ์ ทาวเวอร์’
SD บิ๊กคอร์ป เติมฝัน H.O.W.ปักธงบ้านใหม่ ‘คิงบริดจ์ ทาวเวอร์’
ผ่าโมเดล B2 เชียงใหม่ แฟรนไชส์บัดเจตโฮเทลเมืองรองทั่วไทย
เศรษฐกิจภูมิภาค ผ่าโมเดล B2 เชียงใหม่ แฟรนไชส์บัดเจตโฮเทลเมืองรองทั่วไทย
‘ไตรเตชะ’ จับจังหวะอสังหาฯ ซื้อที่ดินถูก-รุกคอนโด-เปิดทำเลใหม่ 
Real Estate ‘ไตรเตชะ’ จับจังหวะอสังหาฯ ซื้อที่ดินถูก-รุกคอนโด-เปิดทำเลใหม่ 
ปิดฉาก COP17 เร่งแผนปกป้องความหลากหลายทางชีวภาพ เอกวาดอร์เจ้าภาพ COP18
SD ปิดฉาก COP17 เร่งแผนปกป้องความหลากหลายทางชีวภาพ เอกวาดอร์เจ้าภาพ COP18
เซอร์ไพรส์วงการเพลง THE TOYS แต่งงานกับแฟนสาว
Biz Movement เซอร์ไพรส์วงการเพลง THE TOYS แต่งงานกับแฟนสาว
พระราชินี ทรงเปิดเรือนจำแห่งที่ 29 โครงการกำลังใจในพระดำริ
ข่าวในพระราชสำนัก พระราชินี ทรงเปิดเรือนจำแห่งที่ 29 โครงการกำลังใจในพระดำริ
ดูทั้งหมด

หุ้นกลุ่ม Healthcare สหรัฐ ปรับตัวลดลงช่วงเลือกตั้งผู้นำ ?

22 ก.ย. 2567 | 15:11น.
คอลัมน์ : สถานีลงทุน
ผู้เขียน : สวภพ ยนต์ศรี บลจ.ทิสโก้

ภาพจำของนักลงทุนในประเทศไทยหลายคนมักมองว่า หุ้นในกลุ่ม Healthcare ของสหรัฐ มักจะมีความผันผวนในช่วงที่มีการเลือกตั้งประธานาธิบดี เนื่องจากนโยบายด้านสุขภาพที่ผู้สมัครแต่ละคนเสนออาจส่งผลกระทบโดยตรงต่อธุรกิจยาและบริการสุขภาพ

ตัวอย่างที่เห็นได้ชัดคือการเลือกตั้งในปี 2016 ซึ่งฮิลลารี คลินตัน ผู้สมัครตัวแทนจากพรรคเดโมแครต ได้ใช้นโยบายเกี่ยวกับราคายาเป็นหนึ่งในหัวข้อสำคัญในการหาเสียง ทำให้นักลงทุนเกิดความกังวลเกี่ยวกับผลกระทบที่อาจเกิดขึ้นกับบริษัทผู้ผลิตยาและธุรกิจที่เกี่ยวข้อง

ซึ่งหนึ่งในนโยบายที่คลินตันเสนอคือการควบคุมราคายาผ่านการเจรจาต่อรองของรัฐบาล และการส่งเสริมให้มีการใช้ยาสามัญ (Generic Drugs) เพื่อเพิ่มการแข่งขันและลดต้นทุนการรักษา

นอกจากนี้ ยังเสนอให้มีมาตรการตรวจสอบและลงโทษบริษัทที่ขึ้นราคายาอย่างไม่เป็นธรรม นโยบายเหล่านี้สร้างแรงกดดันให้กับหุ้นกลุ่ม Healthcare ในช่วงก่อนการเลือกตั้ง ส่งผลให้หุ้นในกลุ่ม Healthcare ปรับตัวลดลงอย่างต่อเนื่องในช่วง 3 เดือนก่อนการเลือกตั้ง โดยเฉพาะในเดือนตุลาคมปี 2016 ซึ่งราคาหุ้นปรับตัวลดลงถึง -6.59%

อย่างไรก็ตาม เมื่อผลการเลือกตั้งพลิกล็อกไปสู่ชัยชนะของโดนัลด์ ทรัมป์ หุ้นกลุ่ม Healthcare กลับฟื้นตัวในเดือนพฤศจิกายนและปรับตัวขึ้น +2.06% หลังจากความกังวลทางด้านนโยบายราคายาคลี่คลายลง ซึ่งเหตุการณ์นี้สะท้อนให้เห็นถึงอิทธิพลของนโยบายด้านสุขภาพที่มีต่อความผันผวนของหุ้นกลุ่ม Healthcare

โดยหากมองย้อนกลับไปที่การเลือกตั้งประธานาธิบดีสหรัฐ ในช่วง 5 ครั้งหลังสุด จะพบว่า หุ้นกลุ่ม Healthcare มักจะปรับลดลงในเดือนตุลาคมของปีที่มีการเลือกตั้ง แต่กลับมาปรับตัวขึ้นในช่วงเดือนพฤศจิกายนถึงธันวาคม โดยมีการปรับตัวเพิ่มขึ้นใน 4 จาก 5 ครั้งหลังสุดที่มีการเลือกตั้ง

อย่างไรก็ดี ในปีนี้แม้ว่าการเลือกตั้งประธานาธิบดีสหรัฐ จะยังคงเป็นประเด็นที่ต้องจับตามองอย่างใกล้ชิด แต่ดูเหมือนว่าผู้สมัครทั้งสองฝ่ายไม่ได้นำเสนอแนวทางที่เน้นเกี่ยวกับนโยบายราคายาเหมือนกับปี 2016

ทั้งนี้ ตั้งแต่ต้นปี 2024 หุ้นกลุ่ม Healthcare ได้ปรับตัวเพิ่มขึ้นมาแล้ว 12% (ข้อมูล ณ วันที่ 10 กันยายน 2024) และในช่วง 1 เดือนย้อนหลังสามารถปรับเพิ่มขึ้นได้ดีถึง +4% สาเหตุหนึ่งคือความกังวลเกี่ยวกับภาวะเศรษฐกิจถดถอยที่เริ่มปรากฏขึ้น ซึ่งหุ้นกลุ่ม Healthcare มักจะเป็นกลุ่มที่สร้างผลตอบแทนได้ดีในช่วงที่เกิดภาวะเศรษฐกิจถดถอยเนื่องจากเป็นกลุ่มที่มีผลการดำเนินงานที่แน่นอนและมั่นคงไม่ว่าสภาวะเศรษฐกิจจะเป็นอย่างไรก็ตาม

โดยเมื่อพิจารณาจากสถานการณ์ปัจจุบัน มีแนวโน้มว่าหุ้นกลุ่ม Healthcare อาจไม่ได้รับผลกระทบอย่างมากจากการเลือกตั้งในครั้งนี้ ต่างจากปี 2016 ที่นโยบายทางการเมืองมีผลชัดเจนต่อทิศทางของหุ้นในกลุ่มนี้ นอกจากนี้ บริษัทที่มีการนำเทคโนโลยีใหม่ ๆ มาใช้ในการพัฒนายา เช่น บริษัท Eli Lilly ที่ประสบความสำเร็จจากยาลดน้ำหนัก ก็สามารถสร้างรายได้มหาศาลและก้าวขึ้นมาเป็นบริษัทที่มี Market Cap ใหญ่ที่สุดในสหรัฐและใหญ่ที่สุดในโลก

และอีกหนึ่งปัจจัยที่นักลงทุนควรพิจารณานอกเหนือจากประเด็นการเมืองคือการเติบโตของบริษัทที่เกี่ยวข้องกับการพัฒนานวัตกรรมทางการแพทย์ ในปัจจุบันเทคโนโลยีด้านสุขภาพเติบโตอย่างรวดเร็ว โดยเฉพาะในช่วงหลังการระบาดของโควิด-19 นักลงทุนให้ความสำคัญกับบริษัทที่สามารถปรับตัวให้เข้ากับการเปลี่ยนแปลงทางเทคโนโลยี

เช่น การพัฒนายาใหม่ ๆ ที่สามารถตอบสนองต่อโรคที่เกิดขึ้นอย่างรวดเร็ว รวมถึงการนำระบบปัญญาประดิษฐ์ (AI) เข้ามาช่วยในกระบวนการวิจัยและพัฒนา ส่งผลให้บริษัทในกลุ่ม Healthcare มีโอกาสในการสร้างรายได้อย่างยั่งยืนในอนาคต แม้ว่าจะมีการเปลี่ยนแปลงทางการเมืองก็ตาม

อีกทั้งยังมีแนวโน้มว่าบริษัทในกลุ่ม Healthcare ที่มีการเน้นการพัฒนานวัตกรรมทางเทคโนโลยีจะได้รับการสนับสนุนจากภาครัฐมากขึ้น เนื่องจากเทคโนโลยีที่ทันสมัยช่วยยกระดับคุณภาพชีวิตของประชาชน ซึ่งบริษัทที่สามารถสร้างสรรค์ผลิตภัณฑ์ที่ตอบโจทย์ในด้านการรักษาพยาบาลและสุขภาพจะเป็นที่ต้องการของตลาดในระยะยาว

ยิ่งไปกว่านั้น การเพิ่มการลงทุนในเทคโนโลยีใหม่ ๆ ยังช่วยลดต้นทุนการผลิตและเพิ่มประสิทธิภาพในกระบวนการพัฒนาผลิตภัณฑ์ ซึ่งส่งผลให้บริษัทมีศักยภาพในการแข่งขันได้ดียิ่งขึ้น

ซึ่งจากหลายปัจจัยที่กล่าวมาจะเห็นได้ว่าหุ้นกลุ่ม Healthcare ในสหรัฐ ในปัจจุบันแตกต่างไปจากในอดีตอย่างมาก และในปีนี้แม้ว่าจะมีการเลือกตั้งประธานาธิบดีเกิดขึ้นก็ไม่ได้แปลว่าราคาหุ้นจะต้องผันผวนและปรับลดลงเหมือนในอดีต

ในทางกลับกันในปีนี้ช่วงที่เหลือของปีเมื่อเกิดสถานการณ์ที่ Fed กำลังจะลดดอกเบี้ยและเศรษฐกิจสหรัฐดูเหมือนจะเติบโตได้ชะลอลง หุ้นในกลุ่ม Healthcare น่าจะมีโอกาสเป็นอีกหนึ่งกลุ่มที่สามารถสร้างผลตอบแทนได้อย่างโดดเด่นทั้งในระยะยาวและในช่วงที่เหลือของปี

แท็กที่เกี่ยวข้อง

คอลัมน์ สถานีลงทุน