ทองไม่กลับไป ATH ครึ่งปีหลังลุ้นกลับทิศเป็นขาขึ้น
คอลัมน์ : สถานีลงทุน
ผู้เขียน : ธนรัชต์ พสวงศ์
ฮั่วเซ่งเฮง โกลด์ ฟิวเจอร์ส
ครึ่งปีแรกทองให้ผลตอบแทนติดลบ 7.2%
ในช่วงครึ่งปีแรกของปีนี้ทองคำเริ่มต้นปีใหม่อย่างสดใสเดือนมกราคมปรับตัวขึ้นร้อนแรง 1,300 ดอลลาร์ ขึ้นไปทำจุดสูงสุดใหม่ที่ 5,595 ดอลลาร์ ปรับขึ้นถึง 29% ส่วนทองไทยปรับขึ้นทำจุดสูงสุดใหม่ที่ 81,500 บาท ปรับขึ้นถึง 25% หลังจากนั้นเริ่มมีการพักฐาน
สงครามอิหร่านเริ่มขึ้นวันที่ 28 กุมภาพันธ์ ทำให้มีแรงซื้อทองคำในฐานะสินทรัพย์ปลอดภัยเข้ามาเพียงวันเดียวในวันที่ 2 มีนาคม ราคาทองคำขึ้นไปแตะ 5,418 ดอลลาร์ แต่การปิดช่องแคบฮอร์มุซกระทบต่อการขนส่งพลังงาน ราคาน้ำมันพุ่งสูงขึ้นราว 50% ทำให้เงินเฟ้อพุ่งสูงขึ้นทั่วโลก นโยบายดอกเบี้ยของธนาคารกลางชั้นนำทั่วโลกเปลี่ยนทิศต้องกลับมาคุมเข้มดอกเบี้ยเพื่อสกัดเงินเฟ้อ ยิ่งสงครามยืดเยื้อมากขึ้นๆ มุมมองตลาดต่อการที่เฟดคุมเข้มดอกเบี้ยก็มากขึ้นตามไปด้วย
ราคาทองคำเปลี่ยนทิศจากขาขึ้นกลับเป็นขาลงทั้งระยะสั้นและระยะยาว หลังหลุดเส้น SMA 200 วันในวันที่ 5 มิถุนายน แรงเทขายทองคำอย่างต่อเนื่อง ด้วยเหตุผลเพื่อล็อกผลตอบแทน หันไปลงทุนในตลาดหุ้น หุ้นเทคจากกระแส AI บูม การระดมทุน IPO ของหุ้น SpaceX วงเงิน 85,700 ล้านดอลลาร์ ซึ่งเป็น IPO ครั้งใหญ่ที่สุดในประวัติศาสตร์สหรัฐฯ เมื่อเดือนมิถุนายน
ในช่วง 4 เดือนของสงครามอิหร่านราคาทองคำปรับตัวลงอย่างต่อเนื่องจนหลุด 4,000 ดอลลาร์ในเดือนมิถุนายน และลงไปทำจุดต่ำสุดที่ 3,945 ดอลลาร์ ทองไทยลงไปทำจุดต่ำสุดที่ 62,500 บาท ผลตอบแทนครึ่งปีแรกของปีนี้ทองโลกติดลบ 7.2% ปิดที่ 4,007 ดอลลาร์ ทองไทยติดลบ 2.5% ปิดที่ 63,300 บาท


4 ประเด็นสำคัญกระทบตลาดทองคำในช่วงครึ่งปีหลังของปี 2026
- แนวโน้มดอกเบี้ยของธนาคารกลางชั้นนำ
- ความเสี่ยงทางภูมิรัฐศาสตร์จะกลับมาปะทุหรือไม่
- Fund Flow ของนักลงทุน
- การเลือกตั้งกลางเทอมของสหรัฐฯ
1.แนวโน้มดอกเบี้ยของธนาคารกลางชั้นนำ
ในช่วงครึ่งปีหลังของปีนี้ธนาคารกลางชั้นนำของโลกจะทยอยปรับขึ้นอัตราดอกเบี้ยนโยบาย เพื่อรับมือกับแรงกดดันด้านเงินเฟ้อและรักษาเสถียรภาพเศรษฐกิจ ทองคำมีความอ่อนไหวต่ออัตราดอกเบี้ย โดยเฉพาะในช่วงของการปรับเปลี่ยนนโยบาย ในปีนี้อัตราดอกเบี้ยสหรัฐฯ เปลี่ยนจากดอกเบี้ยขาลงเป็นดอกเบี้ยขาขึ้น ทำให้กลายเป็นกระทบทางลบกับราคาทองคำมาก
เควิน วอร์ช ประธานเฟด แสดงท่าทีสายเหยี่ยวกว่าตลาดคาด ในการประชุมเฟดครั้งแรกของท่านในวันที่ 16-17 มิถุนายนที่ผ่านมา เควิน วอร์ช แถลงว่า อัตราเงินเฟ้อปัจจุบันยังคงอยู่ในระดับที่สูงกว่าเป้าหมาย 2% ของเฟดมาต่อเนื่องยาวนานกว่า 5 ปีแล้ว และเฟดจะฉุดเงินเฟ้อให้ลดลงสู่เป้าหมาย 2% ให้ได้ หลังจากการประชุมตลาดกังวลว่าเฟดอาจเร่งขึ้นดอกเบี้ยเร็วกว่าเดิม จากเดิมในเดือนธันวาคมเป็นเดือนกันยายน ขณะที่ BofA ได้คาดการณ์ว่าเฟดจะปรับขึ้นอัตราดอกเบี้ยถึง 3 ครั้งในปีนี้ ทำให้นักลงทุนกังวลว่าเฟดจะต้องเร่งขึ้นอัตราดอกเบี้ยเพื่อฉุดเงินเฟ้อให้ลดลง ส่งผลให้เกิดแรงเทขายทองคำหนัก
ในช่วงครึ่งปีหลังของปีนี้ทางฮั่วเซ่งเฮงคาดเฟดจะขึ้นอัตราดอกเบี้ย 1 ครั้ง 0.25% ที่สำคัญต้องติดตามการประชุมเฟดประจำปีที่แจ็กสันโฮลในวันที่ 27 – 29 สิงหาคม และการประชุมเฟดในช่วง 4 ครั้งที่เหลือของปีนี้ แต่เราให้ความสำคัญในการประชุมเดือนกันยายนมากสุด เควิน วอร์ชอาจใช้เวทีแจ็กสัน โฮลในการแถลงแนวโน้มนโยบายเศรษฐกิจสหรัฐฯ แนวโน้มนโยบายการเงินของเฟด การปฏิรูปเฟด (Fed Regime) สะท้อนจากการประชุมเฟดครั้งแรกของท่าน
ท่านไม่ส่ง Dot Plot และตัด Forward Guidance หรือการชี้นำล่วงหน้าถึงแนวโน้มดอกเบี้ยในแถลงการณ์ประชุม เพื่อให้ข้อมูลเศรษฐกิจและกลไกตลาดเป็นตัวนำทิศทางที่แท้จริง ส่วนการประชุมในเดือนกันยายน ถ้าการขึ้นอัตราดอกเบี้ยของเฟดเกิดขึ้นจริง ราคาทองคำน่าจะตอบรับในประเด็นนี้ทางลบไปแล้ว และกรณีไม่มีแนวโน้มที่จะขึ้นอัตราดอกเบี้ยต่อและมีการเปิดทางลดอัตราดอกเบี้ยในปีหน้า เนื่องจากแรงกดดันด้านเงินเฟ้อลดลง จะทำให้ราคาทองคำปรับตัวขึ้นอย่างต่อเนื่องจนถึงสิ้นปี

2.ความเสี่ยงทางภูมิรัฐศาสตร์จะกลับมาปะทุหรือไม่
สหรัฐฯ- อิหร่านได้ลงนามข้อตกลง MOU เมื่อวันที่ 17 มิถุนายน เพื่อยุติสงครามลงชั่วคราว เป็นเพียงขยายเวลาหยุดยิงออกไปอีก 60 วัน เพื่อให้อิหร่านกลับมาเปิดช่องแคบฮอร์มุซ สหรัฐฯ ยกเลิกการปิดล้อมทางทะเลต่ออิหร่าน ประเด็นสำคัญที่ยังคงต้องติดตามในช่วงเวลา 60 วันหรืออาจขยายเวลาออกไปอีก คือ การเจรจาประเด็นนิวเคลียร์เพื่อยุติสงครามอย่างถาวร เป็นประเด็นอ่อนไหวที่สหรัฐฯ- อิหร่านยังมีความเห็นแตกต่างกันมาก การบริหารจัดการช่องแคบฮอร์มุซ ทำให้ยังมีความไม่แน่นอนที่อาจทำให้เกิดการละเมิดข้อตกลงหยุดยิงได้ การเจรจาสันติภาพอาจหยุดชะงัก และสงครามอิหร่านอาจยืดเยื้อต่อไป หลังจากสงครามยาวนานมา 4 เดือนแล้ว ทำให้อาจเป็นปัจจัยกดดันต่อราคาทองคำได้ในบางช่วง แต่ถ้าการเจรจาบรรลุข้อตกลงขั้นสุดท้ายเพื่อยุติสงครามได้ สงครามจบได้จริง คาดราคาทองจะปรับขึ้นแรง
3.Fund Flow ของนักลงทุน
นักลงทุนมีการโยกเงินออกจากตลาดทองคำในช่วงสงครามอิหร่านอย่างชัดเจน สะท้อนจากการไหลออกของกองทุน ETF ทองคำรายใหญ่อย่าง SPDR ที่มีการขายทองคำออกมาถึง 96 ตันในช่วง 4 เดือนของสงคราม ไตรมาส 2 ของปีนี้ทองคำให้ผลตอบแทนติดลบ 14.2% ย่ำแย่ที่สุดในรอบ 13 ปี ขณะที่ไตรมาส 2 ของปีนี้กลายเป็นไตรมาสที่แข็งแกร่งที่สุดของตลาดหุ้นสหรัฐฯ ในรอบ 5 ปี สงครามอิหร่านไม่สามารถหยุดแรงซื้อในตลาดหุ้นได้ หุ้นเทคยังคงเป็นผู้นำตลาด โดยดัชนี Nasdaq ให้ผลตอบแทนสูง 21.4% นักลงทุนให้น้ำหนักกับการเติบโตของ AI และผลประกอบการมากกว่าความเสี่ยงระยะสั้น ถึงแม้ว่ามีการแกว่งตัวรุนแรงของหุ้นเทค
แต่เป็นลักษณะของตลาดกระทิงช่วงปลาย หรือสิ่งที่อลัน กรีนสแปน อดีตประธานเฟดเคยเรียกว่า “Irrational Exuberance” หรือความคึกคักเกินเหตุ ท่านได้พูดเตือนว่าเกิดฟองสบู่ในธุรกิจดอทคอมตั้งแต่ปี 1996 แต่ฟองสบู่ดอทคอมไปถึงจุดสูงสุดจริงในปี 2000 หรืออีกกว่า 3 ปีต่อมา ซึ่งสะท้อนว่าตลาดที่ดูแพงหรือร้อนแรง อาจยังปรับขึ้นได้อีกนานกว่าที่หลายคนคาด กระแสหุ้นเทค หุ้น AI มาแรงอาจยังเป็นปัจจัยลบต่อทองคำได้ต่อเนื่องถึงครึ่งหลังของปีนี้ ทั้งนี้ ความกังวลของนักลงทุนว่าจะเกิดภาวะฟองสบู่ใน AI บางช่วงอาจทำให้เม็ดเงินไหลกลับเข้าตลาดทองคำได้

4.การเลือกตั้งกลางเทอมของสหรัฐฯ
การเลือกตั้งกลางเทอมของสหรัฐในวันที่ 3 พฤศจิกายนอาจจะเป็นปัจจัยหนุนทองคำได้ การที่ทรัมป์ตัดสินใจทำสงครามอิหร่าน ทำให้คะแนนนิยมตกต่ำลงและสงครามครั้งนี้ดูเหมือนสหรัฐฯ จะพ่ายแพ้ ขณะนี้พรรครีพับลิกันครองเสียงข้างมากในสภาคองเกรสทั้งวุฒิสภาและสภาผู้แทนราษฎร การเลือกตั้งกลางเทอมมีโอกาสที่พรรคเดโมแครตจะครองเสียงข้างมากในสภาผู้แทนราษฎร ขณะที่พรรครีพับลิกันยังคงรักษาเสียงข้างมากในวุฒิสภา
ภาวะรัฐบาลแบ่งอำนาจ (Gridlock) คาดช่วยหนุนราคาทองคำ เนื่องจากความไม่แน่นอนทางการเมือง ความไม่แน่นอนของนโยบาย ความเสี่ยงเรื่องการเพิ่มเพดานหนี้สหรัฐฯ
ปี 2010 พรรครีพับลิกันได้ครองเสียงข้างมากในสภาผู้แทนราษฎร ขณะที่พรรคเดโมแครตยังคงครองเสียงข้างมากในวุฒิสภา ราคาทองคำปรับขึ้นถึง 13% ในช่วง 6 เดือนหลังการเลือกตั้ง
ปี 2018 พรรคเดโมแครตครองเสียงข้างมากในสภาผู้แทนราษฎร ขณะที่พรรครีพับลิกันยังคงรักษาเสียงข้างมากในวุฒิสภา ราคาทองคำเพิ่มขึ้น 4.4% ในช่วง 6 เดือนหลังการเลือกตั้ง
ฮั่วเซ่งเฮงคาดราคาทองคำเป้าหมายสิ้นปี
ฮั่วเซ่งเฮง ประเมินว่า ทองคำคาดว่าจะพยายามสร้างฐานในกรอบ 3,800-4,260 ดอลลาร์ในช่วง 1-2 เดือนข้างหน้า เราคาดว่าโอกาสลงไปต่ำสุด 3,800 ดอลลาร์ ราคาทองไทยราว 61,000 บาท แต่ถ้าหลุดแนวรับดังกล่าวคาดจะอาจลงไปลึกถึง 3,600 ดอลลาร์ ราคาทองไทยราว 59,000 บาท หลังจากนั้นในเดือนกันยายนราคาทองคำคาดจะปรับขึ้นอย่างต่อเนื่อง โดยมีแนวต้านสำคัญที่ 4,500 ดอลลาร์ที่เป็นเส้นค่าเฉลี่ยเคลื่อนที่ SMA 200 วัน ราคาทองไทยราว 68,000 บาท ถ้าผ่านขึ้นไปได้จะเป็นการยืนยันแนวโน้มราคาทองคำในระยะยาวจะกลับมาเป็นขาขึ้นได้อย่างชัดเจน
ฮั่วเซ่งเฮงคาดราคาทองคำเป้าหมายสิ้นปีนี้ที่ 4,900-5,000 ดอลลาร์ ราคาทองไทย 72,000-73,000 บาท