“ปิดทองฯ” ชู บันได 7 ขั้น สร้างโอกาสธุรกิจชุมชนยั่งยืน-
เพราะทฤษฎีใหม่ ภายใต้แนวคิดปรัชญาเศรษฐกิจพอเพียง ของพระบาทสมเด็จพระปรมินทรมหาภูมิพลอดุลยเดช ระบุถึงขั้นตอนการพัฒนาใน 3 ขั้น ที่ประกอบด้วย ขั้นที่ 1 ทฤษฎีใหม่ขั้นต้น ที่ครัวเรือนพึ่งตนเอง ทั้งการบริหารจัดการน้ำ และป่าให้ได้ประโยชน์ตลอดปี ทำกิจกรรมการเกษตรพออยู่พอกิน บริหารจัดการที่ดินขนาดเล็กให้เกิดประโยชน์สูงสุด

ขั้นที่ 2 ทฤษฎีใหม่ขั้นกลาง ที่ชุมชนรวมกลุ่มพึ่งตนเองได้ ทั้งรวมกลุ่ม และดูแลความเป็นอยู่ของสมาชิก พัฒนาการผลิตให้สอดคล้องกับความต้องการของตลาด และส่งเสริมการเกษตรสมาชิก และสุดท้าย ขั้นที่ 3 ทฤษฎีใหม่ขั้นก้าวหน้า ที่เป็นการออกสู่ภายนอก ทั้งการสร้างมูลค่าเพิ่มและสร้างตราสินค้า รวมถึงเชื่อมโยงหน่วยงานด้านเทคโนโลยี องค์ความรู้และเงินทุน
ดังนั้น เพื่อเป็นการสืบสานแนวพระราชดำริของในหลวงรัชกาลที่ 9 “มูลนิธิปิดทองหลังพระ สืบสานแนวพระราชดำริ” จึงจัดทำโครงการศึกษาวิจัยการพัฒนาอันเนื่องมาจากโครงการพระราชดำริ เพื่อสังเคราะห์แนวคิด หลักทฤษฎี ปัจจัยความเชื่อมโยง ปัจจัยความสำเร็จ และเงื่อนไขต่าง ๆ ในการพัฒนาตามแนวพระราชดำริ
โดยมีหลากหลายโครงการ ซึ่งหนึ่งในการศึกษาวิจัยในครั้งนี้ คือการศึกษาวิจัยเรื่อง การรวมกลุ่มอย่างเข้มแข็งเพื่อการพัฒนาตามปรัชญาเศรษฐกิจพอเพียงอย่างยั่งยืน โดย “ผศ.ดร.อรพรรณ คงมาลัย” อาจารย์ประจำวิทยาลัยนวัตกรรม มหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์
ทั้งนี้ ล่าสุดมูลนิธิปิดทองหลังพระได้จัดกิจกรรมแลกเปลี่ยนเรียนรู้เพื่อพัฒนาชุมชนเข้มแข็งตามแนวพระราชดำริ จ.น่าน โดยมีกลุ่มเกษตรกรในพื้นที่ต้นแบบโครงการปิดทองหลังพระ สืบสานแนวพระราชดำริ จาก 3 อำเภอ ได้แก่ อ.เฉลิมพระเกียรติ, อ.สองแคว และ อ.ท่าวังผา เข้าร่วมกิจกรรม เพื่อเรียนรู้ถึงการรวมกลุ่มอย่างยั่งยืน ของวิสาหกิจชุมชนชีววิถี บ้านน้ำเกี๋ยน อ.ภูเพียงจ.น่าน
หนึ่งในกิจกรรมการเรียนรู้ในครั้งนี้ “ผศ.ดร.อรพรรณ” ได้เล่าถึงแนวทางการรวมกลุ่มอย่างยั่งยืนตามแนวพระราชดำริว่า จากการศึกษาเรื่องการรวมกลุ่มในประเทศไทย ที่ผ่านมาส่วนใหญ่กลุ่มจะเข้าใจว่าเขามีปัญหาด้านการตลาด หาตลาดไม่เจอ
“แต่ในความเป็นจริง ปัญหาที่สำคัญของกลุ่มคือ กลุ่มไม่เข้มแข็ง ซึ่งเริ่มตั้งแต่ขั้นที่ 1 คือสาเหตุความจำเป็นในการรวมกลุ่ม และการไม่มีผู้นำที่มองถึงการต่อยอดในอนาคต ทั้งเรื่องของผลิตภัณฑ์ บรรจุภัณฑ์ หรือสินค้าที่มีศักยภาพ เป็นที่ต้องการของตลาด รวมถึงการที่สมาชิกไม่มีการแบ่งหน้าที่การทำงาน ซึ่งตรงนี้ถือเป็นปัญหาหลัก ๆ ของการรวมกลุ่ม”
“อีกทั้งกลุ่มในประเทศไทยส่วนใหญ่จะอยู่ในขั้นที่ 3 คือก่อร่างสร้างกลุ่ม ที่เป็นการยกระดับการทำธุรกิจของกลุ่ม พัฒนาการบริหารกลุ่ม และดูแลสมาชิกต่อเนื่อง รวมถึงขั้นที่ 4 คือการเพิ่มผลผลิต แต่เมื่อต้องเพิ่มรายได้ ด้วยการลดต้นทุนการผลิต เพิ่มมูลค่าผลผลิต และเข้าถึงตลาดให้มากขึ้น กลุ่มเหล่านี้ไม่สามารถทำได้ ซึ่งปัจจัยเหล่านี้มาจากสาเหตุที่กลุ่มไม่ได้เกิดจากการรวมกันเอง”
“จะเห็นได้ว่า อย่างกรณีของกลุ่มวิสาหกิจชุมชนชีววิถี บ้านน้ำเกี๋ยน ที่ชาวบ้านรวมกลุ่มกันเอง ทำให้คิดออกว่าจะทำอะไร แต่พอกลุ่มส่วนใหญ่ที่เกิดจากหลาย ๆ หน่วยงาน ที่เข้าไปสนับสนุนในรูปแบบต่าง ๆ แต่เมื่อผลิตได้แล้ว เมื่อถึงการจัดจำหน่าย การตลาด หน่วยงานเหล่านี้ไม่มีความเชี่ยวชาญในด้านนี้ ทำให้กลุ่มส่วนใหญ่ที่ได้รับการสนับสนุน จะอยู่ได้เพียงขั้นที่ 4 เท่านั้น”
“ขณะที่ในอีกมุมหนึ่ง ระบบการจัดการ ความโปร่งใส คุณธรรมภายในกลุ่ม ถือเป็นเรื่องสำคัญ ซึ่งตรงนี้อยู่ในขั้นที่ 3 ถ้าไม่มีวางกฎระเบียบ กฎกติกา ข้อบังคับที่มีความชัดเจน และมาจากสมาชิกภายในกลุ่ม ทั้งไม่มีระบบบัญชี ระบบสต๊อก ทำให้เกิดการทุจริตคอร์รัปชั่นขึ้น ซึ่งเป็นปัญหาใหญ่ของกลุ่ม และทำให้กลุ่มล้มลงมา”
ถ้าหากจะทำให้กลุ่มที่รวมตัวมีความยั่งยืนได้ “ผศ.ดร.อรพรรณ” บอกว่า ก่อนรวมกลุ่มนั้นสิ่งที่สำคัญต้องตรวจสอบความพร้อมก่อน โดยเฉพาะขั้น 1 ที่เป็นการตรวจสอบความพร้อมของกลุ่ม และขั้น 2 ที่เป็นการเข้าใจในหน้าที่ของสมาชิกในกลุ่ม และการปฏิบัติตามกฎข้อบังคับ ทั้งนี้ถึงแม้ว่ากลุ่มจะเดินไปขั้น 4 ที่เป็นการเพิ่มผลผลิต เพิ่มรายได้ รวมถึงขั้น 5 ที่ทุกคนร่วมกันทุกขั้นตอนแล้วนั้น แต่ถ้าในสองขั้นแรกไม่แข็งแรงจะทำให้กลุ่มล้มลงมาได้
“อย่างกรณีของกลุ่มวิสาหกิจชุมชนชีววิถี บ้านน้ำเกี๋ยน รากฐานที่สำคัญคือ การที่ชุมชนมีปัญหาร่วมกัน และมีคณะผู้นำที่อยู่ร่วมเคียงบ่าเคียงไหล่กับสมาชิกมาโดยตลอด ทั้งครู เจ้าหน้าที่โรงพยาบาลสร้างเสริมสุขภาพตำบล (รพ.สต.) และผู้นำท้องถิ่น ที่เข้ามามีส่วนร่วม ที่ถือเป็นความหลากหลายของผู้นำ ที่ไม่ใช่ใครคนใดคนหนึ่ง ซึ่งในหลายพื้นที่กลุ่มล้มลงคือ มีผู้นำแบบโชว์เดี่ยว เดินหน้าเอง ไม่สนใจคนในกลุ่ม”
“จากการที่ผู้นำมีความสามารถหลากหลาย มีเวลาทุ่มเท และการทำงานของกลุ่มที่ทุกคนร่วมกันคิด ร่วมทำ เดินไปพร้อม ซึ่งถ้ามีปัญหาอะไรทุกคนช่วยกันคิด ทั้งการพัฒนาผลิตภัณฑ์ หรือการหาช่องทางการตลาด ซึ่งตรงนี้เหมือนเป็นเสาเข็มของโครงสร้างที่แข็งแรง ทำให้เมื่อฐานแข็งแรงจึงส่งผลต่อขั้นต่อ ๆ มา โดยเฉพาะในขั้นที่ 3 ที่มีการวางกฎกติกา ข้อบังคับต่าง ๆ ที่เน้นให้ทุกคนเข้ามามีส่วนร่วมในการทำงาน ตรงนี้ถือว่ามีความชัดเจน ทำให้ขั้น 4 ขั้น 5 ต่อเนื่องไปอย่างอัตโนมัติ”
“อีกจุดหนึ่งคือเป็นกลุ่มที่ใช้องค์ความรู้เป็นจำนวนมาก โดยมีการเสาะแสวงหาองค์ความรู้ใหม่ ๆ ซึ่งการที่จะพัฒนาผลิตภัณฑ์ใหม่ ๆ เพื่อให้แข่งขันได้ องค์ความรู้ใหม่เป็นสิ่งที่จำเป็น และการเชื่อมั่นในพลังของความรู้ ทำให้เขาหาพันธมิตรใหม่ ๆ อยู่ตลอดเวลา โดยเฉพาะพัฒนาผลิตภัณฑ์ใหม่ให้มีความเชื่อมโยง หรือสอดคล้องกับความต้องการของตลาด และผ่านช่องทางที่หลากหลายขึ้น”
ถึงตรงนี้ “ผศ.ดร.อรพรรณ” กล่าวอีกว่า ดังนั้นในการรวมกลุ่มถ้าไม่มีปัญหาร่วมกัน เชื่อว่าการรวมกลุ่มนั้นจะเกิดขึ้นยาก โดยในทางทฤษฎีแล้ว การรวมกลุ่มเกิดได้ 2 ฝั่ง คือเกิดจากการมีปัญหาร่วมกัน และการเห็นโอกาส โดยส่วนตัวแล้วมองว่าในสังคมไทย การเห็นโอกาสน้ำหนักในการรวมกลุ่มยังถือว่าเบามาก แต่ถ้ามีปัญหา มีวิกฤตร่วมกัน จะรวมกลุ่มกันได้
“ในสังคมไทย ถ้าเรามีปัญหาเราจะรักกันมาก และช่วยเหลือซึ่งกันและกัน แต่จุดที่ต้องช่วยดูแล ตรวจสอบคือ เมื่อปัญหาเริ่มหมดไป และมีโอกาสทางเศรษฐกิจเข้ามา การรวมกลุ่มจะต่อเนื่องไปได้อย่างไร ซึ่งตรงนี้ถือเป็นความท้าทายของการที่ประสบความสำเร็จ”
นับเป็นแนวทางในการรวมกลุ่มให้เกิดอย่างยั่งยืน ตามปรัชญาของเศรษฐกิจพอเพียงและทฤษฎีใหม่
รับข่าวสาร ผ่านแฟนเพจเฟซบุ๊ก ประชาชาติธุรกิจออนไลน์ อย่าลืมกดติดตาม
และกดปุ่ม See first (เห็นโพสต์ก่อน)
www.facebook.com/PrachachatOnline
ทวิตเตอร์ @prachachat
ติดตามอ่านข่าวสารจากประชาชาติออนไลน์ ทันสมัย-ทันใจ
ดาวน์โหลดผ่านแอปพลิเคชั่น >> Prachachat << ได้แล้ววันนี้
ทั้งระบบ ios และ android
อ่านประชาชาติธุรกิจ ทั้งฉบับผ่าน e-Newspaper
ได้ที่แอปพลิเคชั่น Ookbee เลือก “ประชาชาติ”
