คอลัมน์ : สัมภาษณ์
ในจีนมีสงครามราคารุนแรงกว่าในไทยค่อนข้างมาก
การทำสงครามราคา เสมือนกับเป็นการ “ฆ่าตัวตาย” ซึ่งไม่ส่งผลดีต่ออุตสาหกรรมยานยนต์
สำหรับเกรท วอลล์ มอเตอร์ (GWM) เราไม่ได้กลัวการแข่งขัน แต่เรามองว่า “สงครามราคา” จะส่งผลให้ราคาของรถยนต์ต่ำลง รวมทั้งคุณภาพในหลาย ๆ ด้านลดลงไปด้วย
แน่นอนว่าผู้เข้าร่วมสงครามราคาครั้งนี้อาจจะได้ยอดขายและส่วนแบ่งทางการตลาดในระยะสั้น
แต่สำหรับเกรท วอลล์ มอเตอร์ การทำตลาดในระยะยาวเป็นเรื่องที่สำคัญกว่า
เราหวังว่าตลาดประเทศไทยจะไม่ทำ “สงครามราคา” เหมือนในจีน และคงไม่รุนแรงขนาดนั้น ซึ่งไม่เป็นผลดีต่อตลาดอย่างแน่นอน
นี่คือส่วนหนึ่งที่หลุดออกจากปาก “ปาร์คเกอร์ ฉี” ประธาน เกรท วอลล์ มอเตอร์ ตลาดต่างประเทศ (GWM) พร้อมทีมบริหารเกรท วอลล์ มอเตอร์ ไทยแลนด์ ที่เปิดโอกาสให้ “ประชาชาติธุรกิจ” ร่วมสัมภาษณ์หลังจากเข้ามารับหน้าเสื่อขับเคลื่อนธุรกิจท่ามกลางกระแสข่าวลืออันเชี่ยวกราก และการแข่งขันที่รุนเเรง นับตั้งแต่ผู้บริหารระดับสูงคนไทยลาออก รวมถึงภาวะการขายทรุดตัวรุนแรง
Q : กลยุทธ์ขับเคลื่อนเกรท วอลล์ฯในประเทศไทย
สำหรับกลยุทธ์การทำตลาดของเกรท วอลล์ฯนั้น ต้องการออกมาทำตลาดในระดับโกลบอล และการเข้าไปลงทุนในแต่ละประเทศ ขอยืนยันต้องการทำธุรกิจระยะยาว ปัจจุบันเข้าไปทำตลาดกว่า 30 ประเทศ กระจายทุกภูมิภาค
ส่วนไทยนั้น เกรท วอลล์ฯมีโรงงานที่ จ.ระยอง ถือเป็นฐานผลิตที่สำคัญ ซึ่งบริษัทจะเดินหน้าต่อไป เพื่อสานต่อและสร้างความสำเร็จในประเทศไทยให้ได้ ก่อนเข้ามาทำตลาดในอาเซียนและไทย ต้องยอมรับว่ายังไม่เข้าใจตลาดนี้อย่างลึกซึ้ง แต่เกรท วอลล์ฯศึกษาเรียนรู้ตลาดพวงมาลัยขวามาอย่างต่อเนื่อง และมีการปรับโครงสร้างใหม่ของการดำเนินธุรกิจในภูมิภาคอาเซียน
เกรท วอลล์ฯมีสร้างแพลตฟอร์มใหม่ คือ ตลาดรถยนต์พวงมาลัยขวา และมีวัตถุประสงค์เพื่อพัฒนารถยนต์พวงมาลัยขวาเพื่อใช้ในภูมิภาค รวมทั้งการใช้ชิ้นส่วนต่าง ๆ ร่วมกัน แต่ละประเทศอาเซียน โดยไทยเป็นฐานผลิตสำคัญของตลาดพวงมาลัยขวา ขณะที่มาเลเซียและอินโดนีเซีย เรามีโรงงานประกอบ ซึ่งอนาคตจะมีการใช้ชิ้นส่วน และทำงานร่วมกันในทุกด้าน ทั้งโปรดักต์มาร์เก็ตติ้ง ฯลฯ เพื่อให้สอดคล้องกันมากยิ่งขึ้น สำหรับยอดขายเกรท วอลล์ฯทั่วโลก วันนี้อยู่ที่ 930,000 คัน จากเป้า 1.2-1.25 ล้านคัน
โดยในจำนวนนี้เป็นยอดขายนอกจีน 450,000 คัน และแบ่งเป็นเป้าหมายจากไทย อยู่ที่ 9,000-10,000 คัน จากเดิมที่ตั้งไว้ 12,000-13,000 คัน ยอดขายในไทยที่ปรับลดลงมานั้น เป็นผลมาจากสภาพตลาดรถยนต์โดยรวม ซึ่งค่ายรถยนต์ประสบปัญหายอดขายลดลงไป 23% เกรท วอลล์ฯก็ลดลงไปตามสภาพ การเเข่งขันปีหน้า 2568 ตั้งเป้ายอดขายทั่วโลกไว้ที่ 1.5-1.8 ล้าน แบ่งเป็นยอดขายนอกจีน จำนวน 580,000 คัน ในจำนวนนี้จะเป็นยอดขายจากประเทศไทย 20,000 คัน
Q : แผนแนะนำรถยนต์รุ่นใหม่ ๆ
แน่นอนว่า จะมีการส่งรถยนต์รุ่นใหม่ ๆ ออกสู่ตลาด ทั้งรุ่นที่ขายอยู่ในปัจจุบัน อย่าง HAVAL H6 จะมีรุ่นไมเนอร์เชนจ์เป็นไฮบริด และปลั๊ก-อิน ไฮบริด ส่วน Tank 300-500 จะมีรุ่นเครื่องยนต์ดีเซล, รวมไปถึงการอัพเกรดให้กับ JOLION และ ORA ด้วย สิ่งสำคัญคือการแนะนำรถโมเดลใหม่ และนำเสนอพลังงานใหม่ เข้ามาเป็นทางเลือกและเพิ่มความแข็งแกร่ง
ดังนั้นปีนี้ในงานมอเตอร์เอ็กซ์โป รถปิกอัพ POER SAHAR รุ่นไฮบริดจะเปิดราคา และพร้อมส่งมอบ เรายังมีแผนจะนำรุ่นเครื่องยนต์ดีเซลเข้ามาเป็นทางเลือกให้กับผู้บริโภคชาวไทย
Q : มองตลาดส่งออกรถยนต์ไว้อย่างไร
สำหรับปีหน้า เกรท วอลล์ฯมีแผนจะส่งออกรถยนต์ไปยังมาเลเซียและออสเตรเลีย รวมทั้งเวียดนามและอินโดนีเซียด้วย ในส่วนของโรงงานระยอง ปัจจุบันมีกำลังผลิตทั้งสิ้น 100,000 คันต่อปี และมีแผนจะเพิ่มกำลังผลิตเป็น 120,000 คัน ภายในระยะเวลา 3 ปี หรือภายในปี 2570 จากปัจจุบันที่ใช้กำลังผลิตอยู่ 10,000 คัน โดยในปีหน้าได้วางแผนจะผลิตรถยนต์ทั้งสิ้น 30,000 คัน แบ่งเป็นตลาดในประเทศ 20,000 คัน และส่งออก 10,000 คัน
ปัจจุบันมีการผลิตรถ 5 รุ่น และอนาคตจะมี POER เข้ามาอีก 1 รุ่น แสดงว่าไทยถือเป็นฐานผลิตที่สำคัญของเกรท วอลล์ฯทั่วโลก ตามแผนงานจะมีการผลิตรถยนต์พวงมาลัยขวาจากฐานผลิต จ.ระยองอย่างน้อย 10 รุ่น
Q : การลงทุนใหญ่ ๆ เร็ว ๆ นี้
ไทยเป็นประเทศที่มีศักยภาพ ทั้งในเรื่องของการผลิตซัพพลาย รวมทั้งฝีมือแรงงาน ระบบโครงสร้างพื้นฐาน ความพร้อมของห่วงโซ่อุปทาน และทรัพยากรบุคคลที่มีทักษะความรู้ความสามารถ ที่เอื้อต่อการเป็นศูนย์กลางด้านการผลิตและการดำเนินธุรกิจในหลากหลายอุตสาหกรรม โดยเฉพาะอย่างยิ่งอุตสาหกรรมรถยนต์
รวมทั้งนโยบายการสนับสนุนจากภาครัฐ เกรท วอลล์ มอเตอร์ ในการขยายธุรกิจสู่ระดับโลกภายใต้กลยุทธ์ “Ecological Globalization” เรามีความเชื่อมั่นเป็นอย่างยิ่งว่า จะทำให้การดำเนินธุรกิจในประเทศไทยและการก้าวเข้าสู่ปีที่ 4 สามารถเดินหน้าด้วยความมั่นคงและยั่งยืน เกรท วอลล์ฯลงทุนในประเทศไทยไปแล้วกว่า 12,000 ล้านบาท และเราวางแผนที่จะเพิ่มการลงทุนเป็นสองเท่า ด้วยการลงทุนรวมกว่า 23,000 ล้านบาท เพื่อสร้างการเติบโตที่ยั่งยืนและมั่นคง
Q : ยังยืนยันที่จะใช้นโยบายราคาเดียว
เกรท วอลล์ฯเป็นผู้บุกเบิกนโยบายราคาเดียวแต่เเรก เพื่อให้คนซื้อสบายใจ เป็นความท้าทาย ยึดมาตลอดแม้จะยากลำบาก แต่เป็นประโยชน์ในภาพรวม ส่วน “สงครามราคา” นั้นถือเป็นกลไกตลาดและการแข่งขัน เกรท วอลล์ฯต้องมีกลไกเพื่อปรับรูปแบบการทำแคมเปญส่งเสริมการขาย แม้จะให้ส่วนลดมากขึ้นเป็นในส่วนของการทำแคมเปญ ซึ่งการลดราคาเป็นสิ่งพยายามหลีกเลี่ยงการทำสงครามราคา เกรท วอลล์ฯเชื่อว่าการลดราคา ไม่ใช่คำตอบเดียว ในจีนมีสงครามราคารุนแรงกว่าในไทย เหมือนเป็นการฆ่าตัวตายและไม่ดีต่ออุตสาหกรรม เกรท วอลล์ฯไม่ได้กลัวการแข่งขัน แต่สงครามราคาจะทำให้ทั้งราคาและคุณภาพต่ำลงไปด้วย
แน่นอนว่า คุณอาจจะได้ส่วนแบ่งทางการตลาดในระยะสั้น แต่ในระยะยาวเป็นเรื่องสำคัญกว่า เกรท วอลล์ฯหวังว่าตลาดประเทศไทยจะไม่ทำสงครามราคาเหมือนในจีน คงไม่รุนแรงขนาดนั้น และไม่เป็นผลดีต่อตลาด
Q : พาร์ตเนอร์เกรท วอลล์ฯปิดตัวไปเยอะต้องทำอย่างไร
เกรท วอลล์ฯต้องการจะนำเสนอสินค้าที่มีแวลูให้กับลูกค้า ไม่ว่าจะใช้รูปแบบธุรกิจแบบไหนก็ตาม ทั้งการนำเข้า หรือผลิตในประเทศ ลูกค้าต้องได้แวลูจากเรา ต้องได้ประโยชน์จากเรา การทำธุรกิจทุกฝ่ายทุกคนต้องได้ประโยชน์ เพื่อสามารถขับเคลื่อนธุรกิจเดินต่อไปได้ในระยะยาว ถือเป็นปกติในภาวะที่มีค่ายรถยนต์เข้ามาเยอะในช่วง 3-4 ปีที่ผ่านมา
ดังนั้นต้องขึ้นอยู่กับความพร้อมของนักลงทุน เกรท วอลล์ฯยืนยันว่าในทุกตลาดที่มีผู้หยุดไป เราต้องพยายามหาผู้ดูแลรายใหม่เข้ามา เพื่อดูแลลูกค้าของเรา และเกรท วอลล์ฯไม่ได้มองแค่จำนวนพาร์ตเนอร์ หรือโชว์รูม แต่พาร์ตเนอร์ของเราจะต้องมีความเข้มแข็ง ทั้งผลประกอบการ บริการ ดูแลลูกค้า
Q : ถึงวันนี้พึงพอใจผลงานหลังเข้ามาทำตลาดในไทยแค่ไหน
เกรท วอลล์ฯเราเข้ามาเป็นระยะเวลา 4 ปี หากจะให้คะเเนนต้องบอกว่าในปีแรกและปีสองให้ 8 คะแนน เนื่องจากเราเจอปัญหาราคาแบตเตอรี่และโควิด รวมทั้งปัญหาโลจิสติกส์ แต่เราสามารถสร้างยอดขายทำตลาดในไทยได้เป็นอย่างดี มีการซื้อโรงงาน แนะนำรถยนต์พลังงานใหม่ให้ลูกค้าชาวไทยได้สัมผัส ทั้งรถ EV PHEV
แต่ในช่วง 2 ปีหลัง การแข่งขันสูงมาก ค่ายจีนเข้ามาเยอะ มีหลายรุ่นถือเป็นความท้าทายความสามารถของทีมงานว่าจะสามารถแข่งขันในสภาพปัจจุบัน รวมทั้งประสิทธิภาพการตัดสินใจต่อการดำเนินธุรกิจ และการตัดสินใจซื้อของผู้บริโภคด้วย
ผมยอมรับว่า ยังไม่พอใจกับผลงานของทีมงาน เกรท วอลล์ฯกำลังจะเปลี่ยนแปลงปรับปรุง 4 ด้านใหญ่
1.แบรนด์ โดยให้ความสำคัญ ONE GWM ไม่ว่าจะเป็นแบรนด์ไหนในอันเดอร์เกรท วอลล์ฯ
2.สินค้า ปรับปรุงทั้งด้านภาพลักษณ์และแผนงาน วันนี้รถอีวีเป็นเทรนด์ แต่ต้องยอมรับว่าในตลาดมีความต้องการดีเซลอยู่เป็นจำนวนมาก มีความต้องการที่หลากหลายของเครื่องยนต์ดีเซล ที่จะสามารถตอบโจทย์ความต้องการของตลาดได้
3.พาร์ตเนอร์ เครือข่าย ให้มีประสิทธิภาพที่ดีกว่า บริการยังดีเหมือนเดิม เราจะร่วมมือกันหาทางออก ให้ได้ประโยชน์และต้องอยู่ได้เพื่อมอบบริการที่ดีให้กับลูกค้า หาทางออกที่ดีกับทั้ง 2 ฝ่าย
4.องค์กร ต้องทำให้ได้ยอดขายที่ดีขึ้น
สุดท้าย ปาร์คเกอร์ ฉี ย้ำ ผมชอบวัฒนธรรมของไทยเป็นประเทศที่สงบสุข แต่ในโลกของผมอาจจะแตกต่างจากสิ่งที่อุตสาหกรรมรถยนต์กำลังเผชิญ คือโลกที่เต็มไปด้วยการแข่งขัน ซึ่งหากบริษัทไม่มีทีมงานที่ดี สินค้าที่ดี ระบบ Ecosystem ที่มั่นคง บริษัทเหล่านั้นก็อาจต้องออกจากการแข่งขันไปก็เป็นได้ ดังนั้นเกรท วอลล์ฯมองแผนงานระยะยาวที่จะอยู่ในประเทศไทย ต้องการสร้างความเเข็งแกร่งในการดำเนินธุรกิจในประเทศไทย ต้องการสร้างผลประโยชน์ ให้ทุกคนที่เกี่ยวข้องเพื่อร่วมเดินหน้าไปด้วยกัน