Skip to content

วิชาผู้นำ ธรรมะและคน 3 ประเภทที่เราต้องเจอ : ศุภจี ดุสิตธานี

30 ต.ค. 2567 | 12:28น.
วิชาผู้นำ ธรรมะและคน 3 ประเภทที่เราต้องเจอ : ศุภจี ดุสิตธานี
สัมภาษณ์พิเศษ
โดย : วรรณโชค ไชยสะอาด

ศุภจี สุธรรมพันธุ์ ยังกระตือรือร้นและหลงใหลในการนำองค์กรขนาดใหญ่และเต็มไปด้วยประวัติศาสตร์อย่าง “ดุสิตธานี” เธอเพิ่งนำเรือธงระดับตำนานกลับมาเปิดให้บริการอีกครั้ง หลังจากปิดปรับปรุงและก่อร่างสร้างใหม่ในระยะเวลารวมกว่า 5 ปี ภายใต้แนวคิด An Icon Reimagined 

ตลอดชีวิตการทำงานของ “ศุภจี” มีประสบการณ์ การตัดสินใจ และคุณลักษณะผู้นำมากมายให้ได้เรียนรู้

ต่อไปนี้คือบางเรื่องที่เธอเล่าผ่าน “ประชาชาติธุรกิจ”

จุดร่วมคือคน จุดนำคือธง

อดีตเด็กสังคมวิทยาและมานุษยวิทยาบัณฑิต มหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์ บอกว่าสิ่งสำคัญในการเปลี่ยนแปลงคือ เข้าใจ เคารพ และเปลี่ยนแปลง โดยจุดร่วมสำคัญในการบริหารของแต่ละองค์กรคือ “คน” ไม่ว่าเล็กหรือใหญ่ สุดท้ายเดินด้วยคน

ผู้นำต้องสร้างธงให้ทีมงานเห็นว่า เราตั้งใจเพื่อให้ได้สิ่งใดและสิ่งนั้นจะเกิดประโยชน์กับเขาอย่างไร

“ต้องตั้งธงนั้นให้ชัดเจน มี Process กระบวนการทำงานและการวัดผลที่เกิดการรับรู้ เช่น คนทำดี เราต้องยกเขาขึ้นเป็นแชมเปี้ยนให้ทุกคนเห็น

“ระบบ KOL ใครทำดี ชูเขาขึ้นมา ใครไม่ดีต้องจัดการ ไม่อย่างนั้น คนจะคิดว่าฉันไม่จำเป็นต้องทำอะไรดีมากก็ได้นี่หว่า เพราะคนทำไม่ดีไม่เห็นเป็นอะไรเลย”

มอบหมายหน้าที่ ตั้งมาตรฐาน มีเป้าหมายชัดเจน ให้อำนาจตัดสินใจภายใต้ความยืดหยุ่นและคล่องตัว ทั้งหมดนี้ทำให้ทีมเดินหน้าร่วมกันได้อย่างมีความหมาย มีคุณค่าและมีประสิทธิภาพ

เธอบอกว่า หลักการใหญ่ทุกคนต้องเริ่มจากเข้าใจก่อนว่า “เราทำหน้าที่อะไรในบริษัทแห่งนี้” ตัวอย่างเช่น ในฐานะซีอีโอดุสิตธานี ต้องการนำพาความเป็นไทยออกไปให้ทั่วโลกชื่นชม วัตถุประสงค์คือเรื่องนี้ พนักงานของเราทุกคนรับรู้และมีวิชั่นเดียวกัน

พวกเขาต้องทำหน้าที่ให้ดีที่สุดในบทบาทของเขา เช่น พนักงานเปิดประตูต้องเปิดให้ดีที่สุด พนักงานปูเตียงต้องเนี้ยบที่สุด พนักงานที่ Front ต้องต้อนรับแขกได้ยอดเยี่ยมที่สุด

ธรรมชาติของคน 3 ประเภท

ศุภจีเป็นคนแสดงออกอย่างใจเย็นและโฟกัสกับโจทย์ตรงหน้า เมื่อต้องพัฒนา เธอบอกว่าทุก ๆ องค์กรหรือแม้กระทั่งในชีวิตส่วนตัว มักจะมีคนอยู่ 3 กลุ่ม

  1. มองตาแล้วรู้ใจ อาจมีไม่มากในแต่ละองค์กร 10-20 เปอร์เซ็นต์
  2. ไม่แน่ใจกับเป้าหมายและสิ่งที่ผู้นำคนใหม่แสดงเจตนารมณ์ 70-80 เปอร์เซ็นต์

“เอาไงดีนะ ไม่แน่ใจ ฉันควรหรือไม่ควร”

  1. ฉันไม่เอาด้วย 10-20 เปอร์เซ็นต์

“ไม่ชอบเธอ จะเสียบด้วย ไม่อยากเปลี่ยน ทำไมต้องมาทำให้ชีวิตฉันวุ่นวาย”

“หน้าที่เราคือสลายคนกลุ่มนี้ไปให้เร็วที่สุด ถ้าเป็น Toxic มาก ๆ ก็ต้องจัดการ ไม่อย่างนั้นสิ่งอื่น ๆ ทั้งหลายมันเดินต่อไปไม่ได้”

CEO หญิงบอกว่าการสื่อสารกับ “คู่ขัดแย้งโดยตรง” นั้นทำได้ยาก “ยังไงเขาก็ไม่ฟัง” จำเป็นต้องหาคนที่เขาเชื่อและเปิดรับไปพูดแทน

“เรามีกลุ่มมองตารู้ใจแล้วไปด้วยกัน กลุ่มนี้เราต้องหาให้ดีเลยว่าคือใคร แล้วใช้คนกลุ่มนี้เป็นแชมเปี้ยน เป็น Catalyst (ตัวเร่งตัวกระตุ้น) ทำให้เกิดการเปลี่ยนแปลง” เธอย้ำ

“การเปลี่ยนแปลงไม่ได้ทำโดยเรา แต่เป็นกลุ่มนี้ที่เราต้องหาให้เจอ”

การเปลี่ยนแปลงคนกลุ่มก้อนขนาดใหญ่ยังต้องทำ Baby Steps ซอยเป้าหมายใหญ่เป็นเป้าหมายเล็ก ๆ เพื่อให้คนเริ่มเห็นผลลัพธ์และเดินตาม

“ประกาศแผนระยะยาว 9 ปี ทุกคนรอไม่ไหวหรอก เป้ามันใหญ่มาก เราต้องซอย แล้วทุกสเต็ปที่เราทำ มีการโปรโมตให้คนเหล่านี้เห็น มันจะค่อย ๆ ไปทีละนิดทีละหน่อย ทำให้เริ่มเข้าใจและคิดว่า อ๋อ…มันเป็นอย่างนี้นี่หน่า ดีจังเลย ที่คุณบอกว่าจะเริ่มปรับมันเป็นอย่างนี้”

สิ่งที่เธอทำกับดุสิตธานีคือ

  1. Balance การจัดการพอร์ตขององค์กรให้สมดุลมากขึ้น ไม่พึ่งพาธุรกิจใดธุรกิจหนึ่งมากเกินไป
  2. Diversify กระจายความเสี่ยง ให้บริการที่หลากหลาย
  3. Expand ขยายขีดความสามารถตามสิ่งที่เชี่ยวชาญและเห็นว่าเป็นโอกาส

ถ้าเรามีเก้าอี้แค่ 2 ขา มันไม่ Balance หน้าที่เราคือเสริมขาให้เก้าอี้ ทำให้แข็งแรงมากขึ้น เป็นการบริหารความเสี่ยง

รักษาแรงจูงใจ-ธรรมะแบบศุภจี

การรักษาความกระหาย แรงจูงใจในชีวิตและทำงานสำหรับหลายคนไม่ใช่เรื่องง่าย

ศุภจีแนะนำให้เริ่มจากคำถามเบสิกกับตัวเองว่า “เราทำไปเพื่ออะไร”

“คนทุกคนที่ทำงานหรือไม่ทำงานก็ตาม คุณต้องถามตัวเองว่ามีชีวิตอยู่เพื่ออะไร ถ้าไม่มีเป้าเลย ทำไปวัน ๆ แค่ให้จบ 24 ชั่วโมงไป วันหนึ่งคุณก็จะท้อว่า โห…วันนี้มันยากจังเนอะ ไม่อยากตื่นแล้วแหละ มันยากจริง ๆ แต่ถ้าคุณรู้ว่าทำเพื่อใคร ไม่ต้องยิ่งใหญ่มาก เช่น ทำเพื่อลูก เพื่อพ่อแม่ เพื่อครอบครัว เพื่อพนักงาน

“พวกนี้มันคือแรงผลักดันให้เราเดินสู่เป้าหมาย เออนี่ไงเรากลับบ้านก็สุขใจทุกวัน เพราะเราได้เห็นว่าเราได้ทำประโยชน์ให้คน ไม่ว่าจะในบทบาทใดที่เรามีอยู่ เป็นการสร้างแรงกระตุ้นให้ตัวเราทุก ๆ วัน

ช่วงหลัง ‘ศุภจี’ ตกผลึกกับการทำงานมากยิ่งขึ้นโดยเฉพาะการยึดโยงชีวิตกับ ‘ธรรมะ’

“ไม่ได้เข้าวัดเลย แต่ใช้การศึกษาเอา โหมันดีจังเลย บริหารโดยอิงแก่นกับหลักธรรมคำสอน”

เธอยกตัวอย่างเรื่อง พรหมวิหาร 4 ที่บอกว่าเป็นพื้นฐานชั้นดีให้มนุษย์ตระหนักกับสิ่งตรงหน้า

  • เมตตา – ให้โอกาสกับคน
  • กรุณา – ช่วยเหลือคน
  • มุทิตา – ชื่นชมกับคนเก่ง
  • อุเบกขา – วางเฉยกับสิ่งที่ว่าจะทุกข์หรือสุข ไม่มีอะไรแน่นอน

อีกเรื่องคือ อิทธิบาท 4

  • ฉันทะ – “ต้องรู้ก่อนว่าเราทำเพื่ออะไร มันคือฉันทะนั่นแหละ การที่เรามีความมุ่งมั่นตั้งใจ แต่อย่าไปยึดติดกับผลลัพธ์นะ ทำเต็มที่ให้ดีที่สุด เราจะทำอะไรสร้างอิมแพ็กต์ยังไง”
  • วิริยะ – ลงมือทำในบทบาทที่เรามี ที่เราเป็น
  • จิตตะ – โฟกัสว่าควรทำอะไร เมื่อไหร่ ทุกคนมีสิ่งรอบข้างเป็นร้อย แต่ต้องมีจิตตะหรือจดจ่อกับสิ่งที่เราต้องการจะทำให้ดีที่สุด
  • วิมังสา – ตรวจเช็กตัวเองอยู่เสมอ สิ่งที่เราทำไปดีหรือเปล่า จะปรับปรุงเปลี่ยนแปลงให้ดีขึ้นได้ยังไง ไม่อย่างนั้นจะหลงทิศ