แรงกดดันการค้าจากสหรัฐกำลังกลายเป็นโจทย์ใหญ่ของไทยในช่วงกลางปีนี้ เมื่อ “ดีล ART” ยังไม่ปิด ขณะที่มาตรา 301 กรณีแรงงานบังคับ หรือ Forced Labor เดินหน้าเข้าสู่โค้งสำคัญ ก่อนมาตรการชั่วคราวของสหรัฐจะสิ้นสุดวันที่ 24 กรกฎาคม 2569 เดิมพันครั้งนี้จึงไม่ได้อยู่แค่ตัวเลขภาษี 10% หรือ 12.5% แต่หมายถึงขีดความสามารถการแข่งขันของสินค้าไทยในตลาดส่งออกอันดับต้น ๆ ของประเทศ
นางศุภจี สุธรรมพันธุ์ รองนายกรัฐมนตรีและรัฐมนตรีว่าการกระทรวงพาณิชย์ เปิดเผยว่า ไทยต้องเร่งผลักดันการเจรจาความตกลงการค้าต่างตอบแทน หรือ Agreement on Reciprocal Trade (ART) กับสหรัฐ ให้มีความคืบหน้าอย่างมีนัยสำคัญภายในสิ้นเดือนมิถุนายนนี้ เพื่อบริหารความเสี่ยงจากมาตรการภาษีของสหรัฐ ก่อนมาตรการชั่วคราวที่เกี่ยวข้องจะสิ้นสุดในวันที่ 24 กรกฎาคม 2569
เดิมไทยอยู่ในกรอบอัตราภาษี 19% ที่เคยตกลงไว้กับสหรัฐ ภายใต้เงื่อนไขว่าต้องเจรจา ART ให้แล้วเสร็จ หากตกลงได้ไทยจะได้ใช้อัตรา 19% แต่หากตกลงไม่ได้ อัตราภาษีอาจกลับไปที่ 36% ตามกรอบเดิม
อย่างไรก็ตาม เมื่อกรอบดังกล่าวยังไม่สามารถเดินหน้าต่อได้ สหรัฐจึงนำมาตรการอื่นมาใช้ชั่วคราว โดยกำหนดอัตราภาษีไว้ที่ 10% จนถึงวันที่ 24 กรกฎาคม ทำให้ไทยยังได้ส่วนต่างจากกรอบเดิมที่ 19% แต่สหรัฐส่งสัญญาณชัดเจนว่าไทยต้องเร่งเจรจา ART ให้จบ มิฉะนั้นอาจเผชิญมาตรการเพิ่มเติม
301 เปิดเกมใหม่ “แรงงานบังคับ” ไทยอยู่กลุ่มเสี่ยง 12.5%
แรงกดดันสำคัญมาจากมาตรา 301 ที่สหรัฐเปิดประเด็นสอบสวนกรณีแรงงานบังคับ หรือ Forced Labor โดยสำนักงานผู้แทนการค้าสหรัฐ (USTR) เริ่มกระบวนการไต่สวนตั้งแต่วันที่ 12 มีนาคม 2569 ครอบคลุม 60 เขตเศรษฐกิจ คิดเป็น 99.4% ของมูลค่าการนำเข้าทั้งหมดของสหรัฐ
ผลการไต่สวนเบื้องต้น USTR จัดกลุ่มประเทศที่เกี่ยวข้องออกเป็น 2 กลุ่ม ได้แก่ กลุ่มแรก 14 เขตเศรษฐกิจ เช่น อินโดนีเซีย แคนาดา สหภาพยุโรป สหราชอาณาจักร มาเลเซีย และไต้หวัน ซึ่งมีข้อห้ามนำเข้าอยู่แล้ว แต่ยังขาดการบังคับใช้ที่มีประสิทธิภาพ หรือมีการบังคับใช้บางส่วน หรือมีการลงนาม ART กับสหรัฐแล้ว กลุ่มนี้ถูกเสนอให้จัดเก็บภาษี 10%
กลุ่มที่สอง 46 เขตเศรษฐกิจ เช่น ญี่ปุ่น จีน อินเดีย เวียดนาม ฟิลิปปินส์ ออสเตรเลีย รวมถึงไทยถูกจัดอยู่ในกลุ่มที่ยังไม่มีทั้งข้อกฎหมายกำหนดและการบังคับใช้ที่เพียงพอ จึงถูกเสนอให้จัดเก็บภาษี 12.5%
ประเด็นที่สหรัฐพิจารณาไม่ได้ระบุว่าไทยมีปัญหาแรงงานบังคับโดยตรง แต่เป็นเรื่องที่ไทยยังไม่มีกฎหมายหรือมาตรการควบคุมการนำเข้าสินค้าจากประเทศที่มีความเสี่ยงใช้แรงงานบังคับ ซึ่งเป็นประเด็นเกี่ยวกับสินค้าจากประเทศที่สาม
นางศุภจีกล่าวว่า กระทรวงแรงงานอยู่ระหว่างจัดทำแผนดำเนินงานเพื่อป้องกันการนำเข้าสินค้าที่เกี่ยวข้องกับแรงงานบังคับ โดยมี 2 ส่วนหลัก คือ การพัฒนากลไกป้องกันไม่ให้มีการนำเข้าสินค้าที่เกี่ยวข้องกับแรงงานบังคับ และการพิจารณาว่าจำเป็นต้องมีกฎหมาย มาตรการกำกับดูแล หรือระบบตรวจสอบเพิ่มเติมอย่างไร เพื่อให้สอดคล้องกับมาตรฐานสากล และใช้เป็นข้อมูลชี้แจงต่อสหรัฐ
“กฎหมายแรงงานขณะนี้ยังอยู่ในขั้นที่กระทรวงแรงงานต้องจัดทำแผนดำเนินงาน เพื่อเสนอแนวทางให้ชัดเจน โดยมี 2 ส่วนหลัก คือ การพัฒนากลไกป้องกันไม่ให้มีการนำเข้าสินค้าที่เกี่ยวข้องกับแรงงานบังคับ และการพิจารณาว่าจำเป็นต้องมีกฎหมายหรือมาตรการกำกับดูแลระบบตรวจสอบเพิ่มเติมอย่างไร”
สำหรับกระทรวงพาณิชย์จะทำหน้าที่เป็นหน่วยเจรจา โดยกรมเจรจาการค้าระหว่างประเทศจะรวบรวมข้อมูลจากหน่วยงานที่เกี่ยวข้อง เพื่อจัดทำเป็นท่าทีของประเทศในการเจรจากับสหรัฐ เนื่องจากต้นเรื่องอยู่ที่กระทรวงแรงงาน แต่กระทรวงพาณิชย์ต้องนำข้อมูลไปชี้แจงและต่อรองในเวทีเจรจา
ไทม์ไลน์บีบ 22 มิ.ย.-24 ก.ค. ชี้ชะตาภาษี
รายงานข่าวระบุผลไต่สวนของสหรัฐยังเป็นเพียงผลเบื้องต้น โดยไทยต้องยื่นคำขอเข้าร่วมการรับฟังความคิดเห็น หรือ Hearing ภายในวันที่ 22 มิถุนายน 2569 จากนั้นต้องยื่นความเห็นเป็นลายลักษณ์อักษรภายในวันที่ 6 กรกฎาคม 2569 เพื่อชี้แจง 3 ประเด็นหลัก ได้แก่ ความเหมาะสมของอัตราภาษีที่สหรัฐกำหนด รายการสินค้าที่ควรเพิ่มหรือถอดออก และความเหมาะสมของสินค้าที่ได้รับการยกเว้นใน Annex A
วันที่ 7 กรกฎาคม 2569 สหรัฐจะเปิดรับฟังความคิดเห็นสาธารณะ หลังจากนั้นไทยยังสามารถส่งข้อโต้แย้งเพิ่มเติม หรือ Post-hearing Rebuttal Comment ได้ภายในประมาณวันที่ 22 กรกฎาคม 2569 ก่อนที่สหรัฐจะประกาศผลขั้นสุดท้าย โดยคาดว่ากระบวนการต้องแล้วเสร็จก่อนวันที่ 24 กรกฎาคม 2569 ซึ่งเป็นกำหนดสิ้นสุดมาตรการชั่วคราว
ข้อเสนอเพื่อพิจารณาดำเนินการต่อไปของไทยมี 3 แนวทางหลัก คือ 1.ขอขยายข้อยกเว้น Annex A โดยเพิ่มรายการสินค้า พร้อมชี้แจงว่าสินค้าไทยเป็นวัตถุดิบจำเป็น หากจัดเก็บภาษีจะทำให้ห่วงโซ่อุปทานในสหรัฐขาดแคลน 2.ขอปรับลดอัตราภาษีจาก 12.5% เหลือ 10% โดยแสดงความมุ่งมั่นในการบังคับใช้กฎหมายห้ามนำเข้าสินค้าจากแรงงานบังคับในอนาคต และ 3.โต้แย้งในประเด็นความสมเหตุสมผล ทั้งด้านกฎหมายและนโยบาย
Annex A กันกระแทก 1,655 รายการ แต่สินค้าไทยส่งออกสหรัฐมี 10,000 รายการ
สหรัฐกำหนดรายการสินค้าที่ได้รับการยกเว้นใน Annex A ทั้งหมด 1,655 รายการ ครอบคลุม 4 หมวดใหญ่ ได้แก่ สินค้าเกษตรและอาหาร อุปกรณ์อิเล็กทรอนิกส์ พลังงานและแร่ธาตุ และชิ้นส่วนอากาศยาน อาทิ สับปะรด มะพร้าว แป้งมันสำปะหลัง สมาร์ทโฟน และแผ่นวงจร ซึ่งเป็นกลุ่มสินค้าที่ไม่ถูกคิดภาษีเพิ่มเติมในมาตรการนี้
อย่างไรก็ตาม สินค้าไทยที่ส่งออกไปสหรัฐมีประมาณ 10,000 รายการ ทำให้ไทยต้องเร่งพิจารณาว่าควรเสนอเพิ่มสินค้าใดเข้าไปในบัญชียกเว้นเพิ่มเติม โดยเฉพาะสินค้าเกษตร เกษตรแปรรูป สินค้าที่เกี่ยวข้องกับอุตสาหกรรมรถยนต์บางกลุ่ม และสินค้าที่ทำจากยางพารา
กรมการค้าต่างประเทศประเมินว่า กลุ่มสินค้าส่งออกสำคัญของไทยที่จะได้รับประโยชน์จากการยกเว้นภาษีตาม Annex A ได้แก่ กลุ่มอิเล็กทรอนิกส์และไอที เช่น คอมพิวเตอร์พกพา ฮาร์ดดิสก์ สมาร์ทโฟน วงจรรวม หรือ ICs และแผงจอภาพ กลุ่มยางพารา เช่น น้ำยางธรรมชาติ ยางแผ่นรมควัน และยางแท่ง กลุ่มเกษตรและอาหารแปรรูป เช่น แป้งมันสำปะหลัง ทุเรียนและผลไม้เมืองร้อน สับปะรดแปรรูป ผลิตภัณฑ์จากมะพร้าว และเครื่องเทศ เช่น ขิง ขมิ้น เครื่องแกง
นอกจากนี้ ยังมีกลุ่มอุตสาหกรรมอากาศยานพลเรือน เช่น เครื่องยนต์เทอร์โบเจต ยางล้อเครื่องบิน และที่นั่งบนเครื่องบิน รวมถึงกลุ่มโลหะมีค่า เช่น ทองคำแท่ง และเงินแท่ง โดยสินค้าที่ไทยจะได้รับประโยชน์สูงสุด เนื่องจากเป็นสินค้าที่มีมูลค่าส่งออกสูงและยังรักษาขีดความสามารถในการแข่งขันได้ ได้แก่ หน่วยเก็บข้อมูล หรือ Hard Disk Drives ยางพาราแท่ง/น้ำยาง และมันสำปะหลังแปรรูป
ART ยังเหลือ 25 เรื่อง ลุ้นขยับไทยลงกลุ่มภาษีต่ำ
ข้อสังเกตสำคัญคือ บางประเทศที่ถูกจัดอยู่ในกลุ่มอัตราภาษีต่ำกว่าไทย แม้ยังไม่มีกฎหมายควบคุมการนำเข้าสินค้าจากประเทศที่มีแรงงานบังคับอย่างสมบูรณ์ แต่เป็นประเทศที่ได้ลงนาม ART กับสหรัฐแล้ว เช่น มาเลเซีย กัวเตมาลา บังกลาเทศ อาร์เจนตินา และไต้หวัน ขณะที่ประเทศที่มีกฎหมายอยู่แล้วมี 6 ประเทศ ได้แก่ แคนาดา เอกวาดอร์ สหภาพยุโรป อินโดนีเซีย เม็กซิโก และปากีสถาน
“ต่อให้ลงนาม ART แล้วก็ยังต้องถูกเก็บภาษีอยู่ เพราะทั้ง 60 ประเทศอยู่ในข่ายทั้งหมด เพียงแต่หากจบ ART ได้ อาจทำให้ไทยขยับไปอยู่ในกลุ่มอัตราที่ต่ำลง จากที่ขณะนี้ผลเบื้องต้นอยู่ที่ 12.5%”
ปัจจุบันการเจรจา ART ยังมีประเด็นค้างอยู่ประมาณ 25 เรื่อง กระจายอยู่ในหลายกระทรวง โดยมีความคืบหน้าต่อเนื่อง
และคาดว่าจะสามารถสรุปท่าทีสุดท้ายของไทยได้ในเร็ว ๆ นี้ ก่อนที่ผู้แทนการค้าไทยจะเดินทางไปสหรัฐในวันที่ 5 มิถุนายน เพื่อเจรจาต่อเนื่องเป็นเวลาประมาณ 2 สัปดาห์ ขณะเดียวกัน ฝ่ายไทยและ USTR จะนัดหารือเพิ่มเติมเพื่อเร่งปิดดีลให้ได้ภายในสิ้นเดือนมิถุนายน
เอกชนห่วงขีดแข่งขัน จับตาเกษตร-อาหาร-ประมงแปรรูป
ดร.พจน์ อร่ามวัฒนานนท์ ประธานกรรมการหอการค้าไทย และสภาหอการค้าแห่งประเทศไทย กล่าวกับ “ประชาชาติธุรกิจ” ว่าขณะนี้ทุกภาคส่วนที่เกี่ยวข้อง ทั้งหน่วยงานราชการและภาคเอกชน ได้บูรณาการการทำงานร่วมกันอย่างใกล้ชิดในการรวบรวมข้อมูลและข้อคิดเห็นในทุกมิติ ภาคเอกชนพร้อมให้ความร่วมมือให้มีการทบทวนมาตรการต่าง ๆ โดยด่วน เนื่องจากกังวลว่าจะส่งผลกระทบต่อขีดความสามารถทางการแข่งขัน หากสินค้าไทยต้องถูกจัดเก็บภาษีในอัตราที่สูงขึ้น
อย่างไรก็ตาม เอกชนยังมั่นใจในแนวทางการดำเนินงานของหน่วยงานรัฐ และพร้อมให้ความร่วมมืออย่างเต็มที่ เพื่อปลดล็อกข้อจำกัดและปัญหาอุปสรรคทางการค้าที่เกิดขึ้น สำหรับประเด็นแรงงานบังคับและการค้ามนุษย์ ยืนยันว่าประเทศไทยได้ดำเนินการแก้ไขปัญหาดังกล่าวจนเสร็จสิ้นและได้ข้อยุติแล้ว ปัจจุบันไม่มีความเกี่ยวข้องกับประเด็นนี้
“เรื่องแรงงานบังคับหรือการค้ามนุษย์บ้านเรามันจบแล้ว แก้ไขไปหมดแล้ว ไม่ได้เกี่ยวข้องอะไร แต่ตอนนี้เขากำลังต้องการให้เราออกกฎหมายไม่ให้นำเข้าสินค้าจากประเทศที่มีแรงงานค้ามนุษย์ ซึ่งเราก็กำลังดำเนินการอยู่ แต่อาจจะต้องใช้เวลาตามขั้นตอน”
ดร.พจน์กล่าวว่า กลุ่มสินค้าที่น่าเป็นห่วงและต้องเฝ้าระวังไม่ให้ได้รับผลกระทบ ได้แก่ สินค้าเกษตรและเกษตรแปรรูป สินค้าประมงแปรรูป และสินค้าที่ใช้สัดส่วนวัตถุดิบภายในประเทศ หรือ Local Content ในกลุ่มอุตสาหกรรมหลัก ส่วนบริษัทสัญชาติสหรัฐที่เข้ามาลงทุนในประเทศไทย ส่วนใหญ่ดำเนินธุรกิจอยู่ในกลุ่มสินค้าที่ไม่ต้องเสียภาษีจากมาตรการสหรัฐ จึงไม่ได้รับผลกระทบโดยตรง
สำหรับกลุ่มทุนต่างชาติอื่นที่เข้ามาลงทุนในไทย จะต้องควบคุมดูแลเรื่องเกณฑ์ถิ่นกำเนิดสินค้า หรือ RVC ให้เป็นไปตามมาตรฐานอย่างเข้มงวด เพื่อรักษาผลประโยชน์ทางการค้าของประเทศ
ส.อ.ท.ชี้ยังต้องศึกษา ผลอาจไม่เป็นลบทั้งหมด
นางพิมพ์ใจ ลี้อิสสระนุกูล ประธานสภาอุตสาหกรรมแห่งประเทศไทย (ส.อ.ท.) กล่าวว่า มาตรการ 301 ของสหรัฐอาจสร้างความกังวลต่อภาคส่งออกไทย หลัง USTR เสนอเก็บภาษีนำเข้ากับหลายประเทศ รวมถึงไทยในอัตรา 12.5% โดยเฉพาะกลุ่มอุตสาหกรรมอาหาร ขณะที่บางอุตสาหกรรมยังอยู่ระหว่างการพิจารณาและเจรจาเพิ่มเติม
อย่างไรก็ตาม ส.อ.ท.ยังไม่ปักใจว่ามาตรการดังกล่าวจะเกิดผลลบจริงหรือไม่ เพราะอาจมีผลบวกได้เช่นกัน จึงต้องศึกษารายละเอียดให้มาก โดยเฉพาะประเด็นแรงงานบังคับที่สหรัฐหยิบยกขึ้นมาภายใต้มาตรา 301 ไม่ได้เป็นการกล่าวหาว่าประเทศไทยมีการใช้แรงงานบังคับในกระบวนการผลิต แต่เป็นข้อกังวลว่าไทยยังไม่มีมาตรการหรือกฎหมายที่ชัดเจนในการป้องกันและหยุดยั้งการนำเข้าสินค้าจากประเทศที่มีการใช้แรงงานบังคับ
“ไม่ว่าจะมาตรการ 301 หรือภาษีอื่น ๆ ที่ทรัมป์จะเก็บเพิ่ม เราเชื่อมั่นว่ารัฐบาลไทยมีการเจรจาต่อรองได้ดี เรามีโปรดักส์แชมป์การทำการตลาดในสหรัฐ ถ้าเราแข็งเราก็รอด ยิ่งสินค้าคอมมูนิตี้ถ้าคุมต้นทุนได้เราก็ยังไปต่อได้”
นางพิมพ์ใจกล่าวว่า หน้าที่ของไทยคือการตรวจสอบว่ายังมีสินค้าใดบ้างที่นำเข้าจากประเทศต้นทางที่อาจถูกเชื่อมโยงกับการใช้แรงงานบังคับ ซึ่งอาจกลายเป็นประเด็นทางการค้าได้ในอนาคต แนวทางแก้ไขคือ กระทรวงแรงงานและกระทรวงพาณิชย์ต้องทำงานร่วมกัน โดยกระทรวงพาณิชย์รับผิดชอบการเจรจากับสหรัฐ ขณะที่กระทรวงแรงงานต้องเร่งทบทวนกฎหมายและมาตรการที่เกี่ยวข้อง เพื่ออุดช่องโหว่ที่อาจทำให้ไทยถูกมองว่ายังไม่มีระบบควบคุมการนำเข้าสินค้าที่เกี่ยวข้องกับแรงงานบังคับอย่างเพียงพอ
อีกด่าน “Excess Capacity” จ่อออกผล กระทบอิเล็กทรอนิกส์-ยาง-เครื่องจักร
นอกจากประเด็น Forced Labor แล้ว ไทยยังติดตามผลไต่สวนอีกประเด็นคือ Excess Capacity หรือกำลังการผลิตส่วนเกิน ซึ่งสหรัฐคาดว่าจะออกผลเบื้องต้นภายในปลายเดือนนี้ หรือในช่วง 1-2 สัปดาห์ข้างหน้า ครอบคลุม 3 กลุ่มสินค้า ได้แก่ อิเล็กทรอนิกส์ ยาง และเครื่องจักร โดยไม่ครอบคลุมสินค้าเกษตร
ฝ่ายไทยได้ชี้แจงต่อสหรัฐว่า ข้อมูลกำลังการผลิตของไทยใน 3 กลุ่มสินค้าไม่ได้ต่ำกว่า 60% ตามที่ถูกกล่าวหา โดยไทยใช้ข้อมูล Capacity Utilization จากผู้ประกอบการรายใหญ่และรายสำคัญที่ส่งออกไปสหรัฐจริง พบว่าอยู่ในระดับ 70-95% ขณะที่ข้อมูลของสหรัฐอาจอ้างอิงภาพรวมอุตสาหกรรมที่รวมผู้ประกอบการรายกลาง รายย่อย หรือโรงงานที่ปิดกิจการไปแล้วในช่วงโควิด ทำให้ตัวเลขไม่สะท้อนข้อเท็จจริงของผู้ส่งออกไทย
กระทรวงพาณิชย์จึงประสานกระทรวงอุตสาหกรรมให้ปรับปรุงฐานข้อมูล Manufacturing Production Index หรือ MPI ให้เป็นปัจจุบันมากขึ้น เพื่อใช้ประกอบการเจรจาและลดช่องว่างด้านข้อมูลในอนาคต
ส่งออกยังไม่ปรับเป้า แต่แรงกดดันการค้าเพิ่ม
มาตรการภาษีของสหรัฐเป็นการบวกเพิ่มจากอัตราภาษีเดิม หรือ On Top จากอัตรา MFN ที่สินค้าแต่ละรายการถูกเก็บอยู่แล้ว หากสินค้ารายการใดมีอัตราภาษีเดิม 3-4% ก็จะถูกบวกอัตราภาษีใหม่เข้าไปอีก ผลกระทบต่อแต่ละกลุ่มสินค้าจึงขึ้นอยู่กับฐานภาษีเดิมและผลสรุปของมาตรการเพิ่มเติม
อย่างไรก็ตาม กระทรวงพาณิชย์ยังไม่ปรับเป้าหมายการส่งออกไทยปีนี้ เนื่องจากตัวเลขส่งออกช่วงต้นปียังขยายตัวดีกว่าคาด โดยไตรมาสแรกเติบโตในระดับใกล้ 20% และเดือนเมษายนขยายตัวกว่า 20% แม้การค้าโลกยังมีแรงกดดันจากค่าขนส่งและสถานการณ์ภูมิรัฐศาสตร์
โจทย์สำคัญจากนี้จึงอยู่ที่ไทยจะปิดดีล ART ได้ทันสิ้นเดือนมิถุนายนหรือไม่ จะผลักดันให้สหรัฐปรับลดภาษีจาก 12.5% ลงมาอยู่ที่ 10% ได้เพียงใด และจะเพิ่มรายการสินค้าไทยเข้า Annex A ได้มากน้อยแค่ไหน ก่อนเส้นตาย 24 กรกฎาคม 2569 ที่จะเป็นจุดชี้วัดแรงกดดันรอบใหม่ของสินค้าไทยในตลาดสหรัฐ