โจทย์ใหม่ “IUU” จี้ไทยจัดระเบียบกองเรือประมง
ความพยายามรัฐบาลในการสะสางปัญหาการทำประมงผิดกฎหมาย ขาดการรายงาน ไร้การควบคุม (IUU) เข้มข้นมากยิ่งขึ้น หลังจากที่ประเทศไทยได้รับสถานะ “ใบเหลือง” จากสหภาพยุโรปมากว่า 3 ปี ท่ามกลางความพยายามของรัฐบาลไทยในการจัดระบบ-บริหาร จัดการทรัพยากรทางทะเลให้สอดคล้องกับมาตรฐานของสหภาพยุโรปมากยิ่งขึ้น ล่าสุดคณะผู้แทนสหภาพยุโรปเดินทางเข้ามาติดตามความคืบหน้าและประเมินการแก้ปัญหาของฝ่ายไทย พร้อมกับตั้งข้อสังเกตอีก 6 ข้อให้ฝ่ายไทยแก้ไขก่อนที่จะเดินทางเข้ามาตรวจ “การบ้าน” รัฐบาลไทยอีกครั้งภายในเดือนสิงหาคมนี้
โดยโจทย์ทั้ง 6 ข้อนี้ประกอบไปด้วย 1) ด้านกฎหมาย พ.ร.ก.ประมง 2558 มาตรการควบคุม เฝ้าระวังเรือ ทั้งเรือในน่านน้ำและนอกน่านน้ำ การแจ้งเข้าออกของศูนย์ PIPO เครื่องมือติดตามเรือ รวมไปถึงการจัดระเบียบท่าเรือ 2) การติดตาม ควบคุมและเฝ้าระวัง (MCS) ทั้ง 32 ศูนย์ควบคุมเรือเข้าออกทั่วประเทศ 3) การตรวจสอบย้อนกลับ ปัจจุบันมีกำหนดท่าเทียบเรือ 1,063 ลำเพื่อให้มั่นใจว่าไม่มีการทำประมง IUU ส่งออกต่างประเทศ โดยเฉพาะไทยตั้งเป้า IUU Fee ภายใน 3 ปี จะต้องไม่มีสินค้าประมงผิดกฎหมาย 4) การบังคับใช้กฎหมายร่วมกัน ระหว่างตำรวจ อัยการ ศาล และตัวแทนจากสหรัฐ เป็นการเฉพาะใน 6 เดือน 5) ด้านแรงงาน พ.ร.บ.แรงงานต่างด้าว C29 และ C188 ความปลอดภัยทางทะเล และ 6) ด้านการจัดการกองเรือ โดยเฉพาะ 2 ข้อหลังนี้เป็นโจทย์ยากที่สุด
ปัญหาใหญ่กองเรือไทย
นายอดิศร พร้อมเทพ อธิบดีกรมประมง กล่าวว่า การดำเนินการแก้ไข IUU ของรัฐบาลไทยเริ่มเห็นเป็นรูปธรรมทุกข้อคืบหน้าไปมาก โดยจะพบว่าจำนวนคดีที่เกี่ยวข้องกับ IUU “ลดลง” ปัญหาและความผิดเกี่ยวกับการทำประมงที่สหภาพยุโรปท้วงติงให้แก้ไขขณะนี้เป็นเรื่อง “จำนวนกองเรือ” ปฏิเสธไม่ได้เลยว่าจำนวนเรือที่มากนั้นเป็นปัญหาหลัก เนื่องจากไทยมีเรือประมงจำนวนมากเก่า ชำรุด ที่สำคัญก็คือ ที่ผ่านมาไม่สามารถระบุเจ้าของเรือหรือตรวจสอบเรือได้เลย ในประเด็นนี้ต้องเร่งจัดการ ปัญหาเรือจม ซ่อม เพราะไม่อย่างนั้นความน่าเชื่อถือก็ไม่เกิดขึ้น ไม่สามารถพิสูจน์ได้ โดย 3 ปีที่ผ่านมาได้จัดการเรือแล้ว 50,000 กว่าลำ โดยทางอียูก็ต้องเข้าใจว่า “ไม่มีอะไรที่ทำได้ทันที”
ต่อปัญหาการจัดการกองเรือ นายมงคล สุขเจริญคณา ประธานสมาคมการประมงแห่งประเทศไทย ระบุว่า ที่ผ่านมาอียูค่อนข้างพอใจภาพรวมการแก้ปัญหา IUU แต่ในส่วนของจำนวนเรือที่หายไปบางส่วนนั้น “กรมเจ้าท่ายังไม่สามารถตรวจสอบได้” จึงเกรงว่าอาจเกิดการลักลอบออกไปจับปลาแบบผิดกฎหมายอีก ทำให้ล่าสุด พล.อ.ฉัตรชัย สาริกัลยะ รองนายกรัฐมนตรี ฐานะประธานคณะอนุกรรมการการแก้ไขปัญหาประมงผิดกฎหมาย ได้กำชับกรมเจ้าท่าใช้กฎหมายเข้มงวด เพราะที่ผ่านมาการจัดการค่อนข้างซับซ้อนจึงต้องมีมาตรการควบคุมกองเรือให้เป็นระบบ
จากปัจจุบันมีเรือประมงที่มี “ใบอนุญาต” เพียง 10,000 ลำ เรือขาวส้มมี 700 ลำ เรือที่มีขนาดต่ำกว่า 30 ตันกรอส ซึ่งเป็นเรือที่ไม่ได้แจ้งเข้าออกผ่านศูนย์ PIPO และไม่ได้ใช้เครื่องมือประมง 7 ประเภทอีก 5,000 ลำ เรือประมงพื้นบ้านที่ใช้เครื่องมือ 7 ประเภทมี 798 ลำ
“ใน 22 จังหวัดชายทะเลที่มีเรือผิดกฎหมาย ไม่มีทะเบียน ไม่มีใบอนุญาตอีกจำนวน 1,174 ลำ ที่ถูกล็อกจะต้องมาแสดงตัว หากไม่มีผู้มาแสดงตัวก็จะนำไปขายทอดตลาดตาม พ.ร.บ.เดินเรือในน่านน้ำไทย ซึ่งอาจต้องมีมาตรการเยียวยาชดเชย โดยใช้หลักเกณฑ์ที่ชาวประมงยอมรับได้ ทั้งมาตรการจมเรือ ซื้อเรือคืน ตามกฎระเบียบเพิ่มเติมที่กรมเจ้าท่าจะออกประกาศเร็ว ๆ นี้ ต่อไปแม้กระทั่งอู่ต่อเรือก็ต้องขึ้นทะเบียน เรือทุกลำก่อนต่อเรือต้องถูกตรวจสอบแปลน ต้องได้รับการอนุมัติจากคณะกรรมการ ไม่ใช่เพียงกรมเจ้าท่าเพียงแห่งเดียว และต้องใช้เวลาตรวจสอบ ซึ่งตอบไม่ได้ว่า จะทำได้เร็วแค่ไหน คงทำไม่ได้ 100% ทีเดียว” นายมงคลกล่าว
ขณะที่ นายจิรุตม์ วิศาลจิตร อธิบดีกรมเจ้าท่า กล่าวว่า การบริหารจัดการเรือจม เรือชำรุด อันดับแรกจะมีการประกาศหาเจ้าของเรือ หากไม่พบเจ้าของเรือจะต้องรื้อถอนหรือการขายทอดตลาดทันที จะเห็นว่าเรือที่ผิดกฎหมายนั้นเป็นเรือที่ไม่มีใบอนุญาต ไม่ได้ขึ้นทะเบียนอย่างถูกต้องมาก่อน ดังนั้นความยากก็คือ เรือเล็ก เรือขนาดเล็ก ค่อนข้างตรวจยาก แต่กรมจะร่วมกันตรวจสอบในรูปแบบคณะกรรมการเพื่อให้เกิดความเป็นธรรม
C188 มาตรฐานแรงงานสากล
ด้านนายคมป์ ศิลปาจารย์ เลขาธิการศูนย์พัฒนาประมงแห่งเอเชียตะวันออกเฉียงใต้ (Seafdec) กล่าวว่าไทยอยู่ระหว่างเข้าร่วมอนุสัญญาว่าด้วยแรงงานสากล ILO ตามแนวทางที่สอดคล้องกับมาตรฐานองค์กรระหว่างประเทศ (C188) เพื่อให้ปรับปรุงเรือประมงเป็นที่ยอมรับระดับนานาชาติ ทั้งความปลอดภัย สุขอนามัย ซึ่งเป็นอนุสัญญาที่อียูผลักดันให้ไทยเข้าร่วมสัตยาบัน
แน่นอนว่า สิ่งที่จะตามมาก็คือ บริบทที่ไม่เอื้ออำนวย ไม่สอดคล้อง ชาวประมงไทยต้องปรับตัวค่อนข้างหนักและยากลำบาก ยกตัวอย่าง จำนวนคนบนเรืออวนล้อมไทยมีถึง 40 คน แต่เงื่อนไข C188 กำหนดขนาดเรือเล็กมาก จำนวนคนน้อยมาก ดังนั้นเรือแทบทุกลำจะเข้าข่ายผิดกฎหมายได้จากอนุสัญญานี้ ซึ่งรัฐต้องเร่งประชาสัมพันธ์ให้ชาวประมงรับรู้และเข้าใจกฎหมายข้อนี้ ซึ่งจะบังคับใช้เร็ว ๆ นี้
รับข่าวสาร ผ่านแฟนเพจเฟซบุ๊ก ประชาชาติธุรกิจออนไลน์ อย่าลืมกดติดตาม
และกดปุ่ม See first (เห็นโพสต์ก่อน)
www.facebook.com/PrachachatOnline
ทวิตเตอร์ @prachachat
ติดตามอ่านข่าวสารจากประชาชาติออนไลน์ ทันสมัย-ทันใจ
ดาวน์โหลดผ่านแอปพลิเคชั่น >> Prachachat << ได้แล้ววันนี้
ทั้งระบบ ios และ android
อ่านประชาชาติธุรกิจ ทั้งฉบับผ่าน e-Newspaper
ได้ที่แอปพลิเคชั่น Ookbee เลือก “ประชาชาติ”
