เว็บไซต์นี้ใช้คุ้กกี้เพื่อสร้างประสบการณ์ที่ดีมีประสิทธิภาพยิ่งขี้น อ่านเพิ่มเติมคลิก (Privacy Policy) และ (Cookies Policy)
Skip to content
เน็ตฟลิกซ์กวาดเรียบ ลิขสิทธิ์ถ่ายทอดสดฟุตบอลโลก 2030
Biz Movement เน็ตฟลิกซ์กวาดเรียบ ลิขสิทธิ์ถ่ายทอดสดฟุตบอลโลก 2030
ครม. อุ้ม ‘นายจ้าง-ลูกจ้าง’ ชะลอเก็บเงินกองทุนสงเคราะห์ 3 เดือน พิษน้ำท่วม-เศรษฐกิจซบ
Politics ครม. อุ้ม ‘นายจ้าง-ลูกจ้าง’ ชะลอเก็บเงินกองทุนสงเคราะห์ 3 เดือน พิษน้ำท่วม-เศรษฐกิจซบ
สตง. ตรวจสอบ Thai PBS พบอะไรบ้าง สรุปข้อสังเกต-คำชี้แจง 2 ฝ่าย
News สตง. ตรวจสอบ Thai PBS พบอะไรบ้าง สรุปข้อสังเกต-คำชี้แจง 2 ฝ่าย
‘แอมเนสตี้’ จี้ หยุดใช้คดีอาญาขู่ประชาชน! อัดปม ‘อนุทิน’ ฟ้อง ‘ยิ่งชีพ’ สวนทางกฎหมาย SLAPPs
Politics ‘แอมเนสตี้’ จี้ หยุดใช้คดีอาญาขู่ประชาชน! อัดปม ‘อนุทิน’ ฟ้อง ‘ยิ่งชีพ’ สวนทางกฎหมาย SLAPPs
‘ไทยเครดิต’ คว้า 2 รางวัลใหญ่ ก.ล.ต. ดัน ‘ตังค์โต Know-how’ ปูพรหมสร้างภูมิคุ้มกันการเงินฐานราก
Biz Movement ‘ไทยเครดิต’ คว้า 2 รางวัลใหญ่ ก.ล.ต. ดัน ‘ตังค์โต Know-how’ ปูพรหมสร้างภูมิคุ้มกันการเงินฐานราก
Bangkok Blueprint  “โอนเงินข้ามประเทศ” วางระบบป้องกันสแกมเมอร์ก่อน “เส้นเลือดใหญ่” ติดเชื้อ
World Bangkok Blueprint “โอนเงินข้ามประเทศ” วางระบบป้องกันสแกมเมอร์ก่อน “เส้นเลือดใหญ่” ติดเชื้อ
คลังจัดสินเชื่อบ้าน “คนละหลัง PLUS” หนุนผู้มีรายได้น้อย-ปานกลางมีบ้าน กู้ไม่เกิน 3 ล้าน คิดดอกเบี้ย 2 เรต
Finance คลังจัดสินเชื่อบ้าน “คนละหลัง PLUS” หนุนผู้มีรายได้น้อย-ปานกลางมีบ้าน กู้ไม่เกิน 3 ล้าน คิดดอกเบี้ย 2 เรต
เกษตรฯ ชู “ข้าวคาร์บอนต่ำ” รับมือโลกร้อน ดึงกลไกการเงิน-ตลาดเอกชน หนุนรายได้เกษตรกร
Economic เกษตรฯ ชู “ข้าวคาร์บอนต่ำ” รับมือโลกร้อน ดึงกลไกการเงิน-ตลาดเอกชน หนุนรายได้เกษตรกร
อนุทิน คุย รองนายกฯรัสเซีย ดัน Thai-EAEU FTA ร่วมมือเกษตร-พลังงาน-เทคโนโลยี
Politics อนุทิน คุย รองนายกฯรัสเซีย ดัน Thai-EAEU FTA ร่วมมือเกษตร-พลังงาน-เทคโนโลยี
“Siam Paragon Bangkok International Fashion Week 2026”ชูความสำเร็จ-ผนึกพลังดีไซเนอร์ไทย
Biz Movement “Siam Paragon Bangkok International Fashion Week 2026”ชูความสำเร็จ-ผนึกพลังดีไซเนอร์ไทย
ดูทั้งหมด

KKP เปิด 5 กลุ่มเสี่ยงเป้านโยบายภาษี “ทรัมป์” เตรียมรับแรงกระแทก

23 ม.ค. 2568 | 15:58น.

KKP เปิด 5 กลุ่มเสี่ยงเป้านโยบายภาษี “ทรัมป์” เตรียมรับแรงกระแทก ชี้สงครามการค้าเป็นเครื่องมือต่อรอง แนะไทยเตรียมกรอบเจรจาให้พร้อม

ผู้สื่อข่าวรายงานว่า KKP Research ได้นำเสนอบทวิเคราะห์ผลกระทบนโยบายภาษีของนายโดนัลด์ ทรัมป์ ประธานาธิบดีสหรัฐ ที่เพิ่งเข้าพิธีสาบานตนเข้ารับตำแหน่งอย่างเป็นทางการไปเมื่อวันที่ 20 มกราคมที่ผ่านมา โดยบทวิเคราะห์มีดังนี้

การกลับมาของ Trump ในวันที่ไทยไม่เหมือนเดิม

ในพิธีสาบานตนในวันที่ 20 มกราคมที่ผ่านมา ประธานาธิบดีทรัมป์ได้ใช้อำนาจประธานาธิบดีในการออกคำสั่งหลายอย่างที่ครอบคลุมประเด็นเรื่อง การเนรเทศคนต่างด้าวที่เข้ามาอย่างผิดกฎหมาย การปรับเปลี่ยนทิศทางนโยบายที่เกี่ยวข้องกับสิ่งแวดล้อม การเปิดพื้นที่เพิ่มเติมสำหรับการสำรวจน้ำมันและก๊าซ การลดกฎระเบียบ และการหยุดการเผยแพร่กฎระเบียบใหม่ ๆ โดยหน่วยงานรัฐ และการระงับการจ้างพนักงานของรัฐบาลกลาง

แต่หนึ่งในคำสั่งที่ประกาศออกมาและเกี่ยวข้องกับไทยมากที่สุดคือ การออกบันทึกการค้า (Trade memorandum) ซึ่งในเบื้องต้นสั่งให้หน่วยงานของรัฐบาลกลางศึกษาและประเมินสาเหตุการขาดดุลการค้า การปฏิบัติทางการค้าที่ไม่เป็นธรรม และนโยบายค่าเงินของประเทศอื่น ๆ เพื่อพิจารณานโยบายตอบโต้ โดยเฉพาะกับจีน แคนาดา และเม็กซิโก

ประเด็นที่อาจจะเข้าข่าย ในกรณีของประเทศไทยคือเรื่องการค้าที่ไม่เป็นธรรมจากทั้งดุลการค้าที่มีการเกินดุลกับสหรัฐในระดับสูงรวมไปถึงมาตรการกีดกันสินค้านำเข้าจากสหรัฐ ดังนั้น มีโอกาสค่อนข้างสูงที่ไทยจะเป็นประเทศที่ถูกติดตามโดยหน่วยงานที่รับผิดชอบในสหรัฐ

ในระยะข้างหน้า นโยบายที่ทุกคนจับตามองมากที่สุดคงหนีไม่พ้น การขึ้นภาษีนำเข้าซึ่งมีโอกาสจะสร้างความวุ่นวายต่อเศรษฐกิจและการกำหนดนโยบายของประเทศอื่น ๆ ในหลายภูมิภาค

อย่างไรก็ตาม แม้ว่าจะมีการตีแผ่ความเสี่ยงเรื่องสงครามการค้าต่อเศรษฐกิจไทยในแวดวงสาธารณะไปบ้างบางส่วน หลังจากเคยเผชิญเหตุการณ์เดียวกันเมื่อ 8 ปีที่แล้วแบบไม่ทันตั้งตัว

แต่ในครั้งนี้ KKP Research มองว่านโยบายการค้าของทรัมป์อาจไม่ใช่แค่สงครามการค้าเหมือนเมื่อ 8 ปีที่แล้ว รวมไปถึงสภาพเศรษฐกิจไทยโดยรวมที่ต้องยอมรับว่าไม่เหมือนทศวรรษที่แล้ว และบางทีการเตรียมรับมือแบบเดิมอาจไม่ได้ผลอีกต่อไป นอกจากนี้ ผลกระทบที่คาดต่อเศรษฐกิจไทยอาจไม่ได้จำกัดอยู่เฉพาะอุตสาหกรรมทีส่งออกไปยังตลาดสหรัฐเท่านั้น แต่สหรัฐอาจบีบให้ไทยเปิดตลาดให้แก่สินค้าจากสหรัฐมากขึ้น ซึ่งอาจเพิ่มการแข่งขันและมีผลกระทบต่ออุตสาหกรรมในประเทศอื่น ๆ อีกด้วย

“สงครามการค้า” เป็นเครื่องมือต่อรอง

KKP Research มองว่าจุดประสงค์หลักในการขึ้นภาษีนำเข้าของประธานาธิบดีทรัมป์ในท้ายที่สุดอาจไม่ใช่เพื่อสร้างสงครามการค้า แต่เป็นเครื่องมือที่สหรัฐ สามารถใช้ในการเจรจาและสร้างการค้าที่เป็นธรรมสำหรับสหรัฐมากขึ้น ในฐานะที่สหรัฐเป็นประเทศผู้นำเข้าสุทธิที่ใหญ่ที่สุดรายหนึ่งของโลก

ในช่วงหลายทศวรรษที่ผ่านมา สหรัฐเป็นประเทศที่ต้องการการเติบโตของกระแสโลกาภิวัตน์และการค้าโลกเสรีมาโดยตลอด อย่างไรก็ตาม กระแสโลกภิวัตน์ได้สร้างต้นทุนให้แก่เศรษฐกิจสหรัฐมหาศาล กล่าวคือการย้ายฐานการผลิตออกจากสหรัฐไปยังกลุ่มประเทศตลาดเกิดใหม่โดยเฉพาะจีน รวมทั้งสร้างความไม่สมดุลในดุลบัญชีเดินสะพัด ทำให้สหรัฐขาดดุลเพิ่มขึ้นมาจนถึงปัจจุบัน

ในขณะที่กุล่มประเทศหลักอื่น ๆ กลับเกินดุลและแรงงานในสหรัฐจำนวนมากได้รับผลกระทบจากการย้ายฐานการผลิต และการแข่งขันของสินค้าที่ผลิตในต่างประเทศ และมีระบบภาษี การอุดหนุน และการคุ้มครองสิทธิทางปัญญาที่สหรัฐมองว่าไม่เป็นธรรม และไม่มีกลไกในการดูแลผู้ที่ได้รับผลกระทบจากการค้า นี่คือที่มาของกระแสตีกลับในสหรัฐต่อการค้าแบบเสรีและต้องการการค้าที่เป็นธรรมมากขึ้นและรวมไปถึงการดึงภาคการผลิตกลับไปยังสหรัฐ ซึ่งประเด็นนี้คือจุดยืนหลักที่ทรัมป์ใช้ในการหาเสียงในการเลือกตั้งที่ผ่านมา

ในมุมมองของประธานาธิบดีทรัมป์ เครื่องมือสำคัญที่สหรัฐจะใช้เจรจาการค้าที่เป็นธรรมคือการใช้ภาษีนำเข้า ในการต่อรองกับกลุ่มเป้าหมายที่เกี่ยวข้อง เพื่อบรรลุเป้าหมายของนโยบายต่างประเทศ ซึ่งรวมไปถึงประเด็นผู้อพยพ ยาเสพติด ค่าใช้จ่ายทางการทหาร การเปิดตลาดให้สหรัฐ และประเด็นการค้าและธุรกิจอื่น ๆ

โดย KKP Research มองว่ากลุ่มเป้าหมายสำคัญที่สหรัฐจะหันมาเพ่งเล็งมากขึ้นภายใต้การนำของประธานาธิบดีทรัมป์ มี 5 กลุ่มใหญ่ดังนี้

1) บริษัทสัญชาติอเมริกาที่ย้ายฐานการผลิตไปยังต่างประเทศและส่งสินค้ากลับไปขายผู้บริโภคในสหรัฐ
2) สินค้าจีนที่ส่งออกไปยังสหรัฐโดยตรง และส่งผลกระทบด้านลบต่อผู้ผลิตท้องถิ่น
3) ประเทศที่มีการเกินดุลการค้ากับสหรัฐขนาดสูง ไม่ว่าจะเป็น เม็กซิโก แคนาดา เวียดนาม (และอาจจะรวมถึงไทยด้วย)
4) สินค้าจีนที่ส่งออกไปยังสหรัฐผ่านประเทศที่สาม เพื่อพยายามหลบหลีกภาษีนำเข้า
5) ประเทศที่มีมาตรการกีดกันสินค้านำเข้าจากสหรัฐในอัตราที่สูงไม่ว่าจะเป็นมาตรการด้านภาษีหรืออื่น ๆ

แม้ว่าเครื่องมืออย่างภาษีนำเข้าอาจไม่สามารถแก้ปัญหาการขาดดุลทางการค้าเรื้อรังได้ทั้งหมด แต่ประธานาธิบดีทรัมป์มองว่าจะใช้การขึ้นภาษีนำเข้าเป็นเครื่องมือสำคัญในการกดดันประเทศหรือบริษัทต่าง ๆ เพื่อบรรลุเป้าหมายการค้าที่เป็นธรรมมากขึ้น อาทิ การลดมาตรการกีดกันสินค้าจากสหรัฐ การยกเลิกหรือลดการให้ผลประโยชน์กับบริษัทสัญชาติอเมริกาเพื่อดึงดูดการลงทุนและใช้สหรัฐเป็นตลาดส่งออก หรือการกดดันให้บริษัทต่างชาติเข้าไปลงทุนในสหรัฐ หากต้องการเข้าถึงตลาดสหรัฐ

แม้ว่าสหรัฐจะไม่สามารถผลิตสินค้าทุกอย่างเองได้ทั้งหมด แต่หากนโยบายเหล่านี้ประสบความสำเร็จในการเพิ่มการลงทุนในสหรัฐ โดยเฉพาะในสินค้าที่เป็นยุทธศาสตร์สำคัญและสามารถลดมาตรการกีดกันสินค้าสหรัฐได้ ปัจจัยเหล่านี้จะเป็นสิ่งสำคัญที่ช่วยให้เศรษฐกิจสหรัฐในระยะยาวเติบโตได้ดีมากเมื่อเทียบกับเศรษฐกิจในภูมิภาคอื่น ๆ

ไทยจะตกเป็น “เป้า” ของสหรัฐหรือไม่

ในกรณีของไทย แม้ว่าไทยจะเป็นประเทศเล็กในสายตาของสหรัฐ และดูผิวเผินไม่ใช่เป้าที่จะถูกขึ้นภาษีแต่ในมุมมอง KKP Research มองว่ามีหลายประเด็นที่อาจทำให้ไทยเสี่ยงเข้าข่ายเป็นประเทศที่ตกเป็นเป้าหมายรองของสหรัฐ คือ

1.การเกินดุลการค้ากับสหรัฐ ของอาเซียน-ไทยมีการเกินดุลการค้ากับสหรัฐ อยู่ที่ 4.7 หมื่นล้านเหรียญสหรัฐ ในช่วงปี 2024 ที่ผ่านมา ซึ่งมีขนาดเกินดุลมากที่สุดคิดเป็นอันดับที่ 11 จากประเทศที่เกินดุลกับสหรัฐทั้งหมด แม้ว่าไทยจะไม่ได้เป็นประเทศที่มีขนาดเกินดุลกับสหรัฐมากที่สุด แต่หากสหรัฐมองไทยและประเทศอื่น ในอาเซียนเป็นกลุ่มประเทศเดียวกันทั้งหมดจะพบว่า กลุ่มประเทศอาเซียนมีการเกินดุลการค้ากับสหรัฐอยู่ที่ 2.4 แสนล้านเหรียญสหรัฐ

ซึ่งเป็นอันดับที่ 2 รองจากจีนเท่านั้น ประเทศในกลุ่มอาเซียนจึงมีความเสี่ยงที่จะเจอกับมาตรการกีดกันการส่งออกจากสหรัฐ พร้อมกันทั้งหมดได้ โดยสินค้าของไทยที่มีการเกินดุลในระดับสูง เช่น สินค้าอิเล็กทรอนิกส์ เครื่องคอมพิวเตอร์ ฮาร์ดดิสก์ ยางรถยนต์ เป็นต้น สินค้าเหล่านี้อาจถูกยกขึ้นมาเป็นเป้าหมายของภาษีนำเข้าและเป็นเป้าหมายในการเจรจา หากสหรัฐต้องการที่จะเล่นงานการเกินดุลการค้าของไทย

2.สินค้าจีนที่ส่งผ่านไทยไปยังตลาดสหรัฐ-สินค้ากลุ่มที่สองที่อาจตกเป็นเป้าหมายของสหรัฐ คือสินค้าที่จีนใช้ไทยเป็นฐานในการส่งออกไปยังสหรัฐ เพื่อหลีกเลี่ยงภาษีนำเข้า นับตั้งแต่สงครามการค้าระหว่างสหรัฐ กับจีนในปี 2018 ดุลการค้าของไทยที่เพิ่มขึ้นกับสหรัฐ พร้อมกับการขาดดุลกับจีนที่เพิ่มขึ้นมาโดยตลอด

ทำให้เราตั้งข้อสงสัยว่า กิจกรรมการค้าบางส่วนที่เพิ่มขึ้นในช่วงที่ผ่านมาในไทยส่วนหนึ่งคือการหลีกเลี่ยงภาษีจากสหรัฐของจีน แม้ว่าจะประเมินได้ยากว่ามีสินค้าอะไรบ้างที่เข้าข่ายและกิจกรรมเหล่านี้มีมูลค่ารวมเท่าไหร่ แต่สินค้าอย่างแผงโซลาร์เซลล์ โมเด็ม/เราเตอร์ หรือหม้อแปลงไฟฟ้า อาจเข้าข่ายสินค้าจีนใช้ตลาดไทยเป็นทางผ่านในการส่งไปยังตลาดสหรัฐเท่านั้น

โดยข้อมูลจาก ITC Trade map แสดงให้เห็นว่าปริมาณการนำเข้าแผงโซลาร์เซลล์จากจีนสะสมต้องแต่ไตรมาสที่ 1 ของปี 2022 มีปริมาณใกล้เคียงกับปริมาณการส่งออกไปยังสหรัฐ ประเด็นนี้เป็นประเด็นที่สหรัฐทราบเป็นอย่างดีและเพิ่มมาตรการกีดกันสินค้าเหล่านี้จนกว่าแนวโน้มการส่งออกจะลดลง สหรัฐอาจถึงขั้นกำหนดว่าประเทศที่เข้าข่ายเป็นทางผ่านจะต้องพิสูจน์มูลค่าเพิ่มเพื่อแสดงให้เห็นว่ามูลค่าเพิ่มส่วนใหญ่ไม่ได้มาจากจีน และนั่นอาจทำให้กระบวนการทางการค้าในอนาคตมีความยุ่งยากและต้นทุนมากขึ้นแน่นอน โดยเฉพาะกับผู้ประกอบการไทย

3.มาตรการกีดกันสินค้านำเข้าจากสหรัฐ-ประเด็นที่ประธานาธิบดีทรัมป์หาเสียงไว้หลายครั้งคือ นโยบาย Reciprocal Trade Act กล่าวคือหากประเทศไหนขึ้นภาษีนำเข้ากับสินค้าสหรัฐ สหรัฐจะขึ้นภาษีกลับในอัตราที่เท่ากันในสินค้าเหล่านั้น นี่คือหนึ่งในหลักการสำคัญของการค้าที่เป็นธรรมในมุมมองของประธานาธิบดีทรัมป์ เพราะหลายประเทศในช่วงที่ผ่านมาคิดภาษีนำเข้าบนสินค้าจากสหรัฐ ในอัตราที่สูงกว่าที่สหรัฐคิดกับประเทศเหล่านั้น ในกรณีของประเทศไทย สินค้าหลักที่ไทยคิดภาษีนำเข้าในอัตราที่สูงกว่าสหรัฐ ได้แก่ เนื้อสัตว์ ผักและผลไม้ ผลิตภัณฑ์อาหาร ยานพาหนะสำหรับการคมนาคม เป็นต้น

โดย KKP Research มองว่าสินค้าที่มีความเสี่ยงสูงสุดคือเนื้อสัตว์ ไม่ว่าจะเป็นเนื้อหมู เนื้อไก่ หรือเนื้อวัว เพราะหากดูสัดส่วนการนำเข้าของไทยจะพบว่าไทยนำเข้าสินค้าเหล่านี้น้อยเมื่อเทียบกับสัดส่วนที่สหรัฐส่งออกให้โลก ซึ่งส่วนหนึ่งอาจเป็นเพราะส่วนต่างของภาษีนำเข้าที่อยู่ในระดับสูง รวมไปถึงว่าไทยมีการใช้มาตรการปกป้องผู้บริโภคไทยจากสารเร่งเนื้อแดงของสหรัฐ ซึ่งอาจถูกมองว่าเป็นมาตรการกีดกันที่ไม่ใช่ภาษี (Non-tariff barrier) และเป็นปัจจัยสำคัญที่ทำให้สินค้าจากไทยมีความได้เปรียบกว่าสหรัฐอย่างไม่เป็นธรรมและใช้เป็นเหตุผลในการขึ้นภาษีกับสินค้าไทยได้

ผลกระทบสุดท้ายขึ้นอยู่กับผลลัพธ์ของการเจรจา

การประเมินผลกระทบสุทธิต่อเศรษฐกิจไทยอาจมีความซับซ้อนสูง เนื่องจากความไม่แน่นอนของนโยบายการค้าของประธานาธิบดีทรัมป์รวมไปถึงแนวทางผลลัพธ์ของการเจรจาหากเกิดขึ้น อย่างไรก็ตาม KKP Research มองว่าผลกระทบที่เป็นไปได้ต่อเศรษฐกิจไทยที่ต้องติดตามดังนี้

-สินค้าที่ไทยผลิตและส่งออกไปยังสหรัฐ ในช่วงที่ผ่านมาสหรัฐเป็นตลาดสำคัญของไทยที่ช่วยให้มูลค่าการส่งออกของไทยเติบโตและสนับสนุนดุลการค้าของไทยในปี 2024 แต่หากสหรัฐขึ้นภาษีนำเข้าบนสินค้านำเข้าทั้งหมดรวมถึงสินค้าไทยด้วยอาจส่งผลกระทบต่อมูลค่าสินค้าส่งออกหลักของไทยไปยังสหรัฐ อาทิ ฮาร์ดดิสก์ ยางรถยนต์ เป็นต้น

-สินค้าที่เข้าข่ายเป็นสินค้าจีนที่ส่งผ่านไทยไปยังตลาดสหรัฐ อาจมีแนวโน้มหดตัวในระยะข้างเนื่องจากนโยบายสหรัฐที่จะเพ่งเล็งสินค้านี้เป็นพิเศษรวมไปถึงการที่บริษัทจีนอาจเริ่มทยอยย้ายฐานการผลิตออกจากไทยมากขึ้นจากความกังวลเรื่องภาษีนำเข้าจากสหรัฐ ซึ่งปัจจุบันเริ่มเห็นแนวโน้มนี้เกิดขึ้นแล้วในการส่งออก แผงโซลาร์เซลล์ นับตั้งแต่ครึ่งหลังของปี 2024 เป็นต้นมา

มูลค่าการส่งออกในหมวดแผงโซลาร์เซลล์และอื่น ๆ ปรับตัวลดลงกว่า 80% ก่อนที่ประธานาธิบดีทรัมป์จะดำรงตำแหน่งด้วยซ้ำ สาเหตุหลักคาดว่าเป็นเพราะบริษัทจีนเริ่มย้ายฐานการส่งออกออกจากไทยและย้ายไปตั้งฐานการส่งออกที่ลาวและอินโดนีเซียมากขึ้นเพื่อหลีกเลี่ยงภาษีนำเข้าที่สูงขึ้น ประเด็นนี้สะท้อนว่าการลงทุน FDI จากจีนที่เพิ่มขึ้นในช่วงที่ผ่านมาเข้ามาเพื่อหลีกเลี่ยงภาษีจากสหรัฐ อาจลดลงหรือย้ายออกจากไทย หากสหรัฐเล่นงานประเทศที่ได้รับประโยชน์จากเรื่อง China +1 ในช่วงที่ผ่านมา

-ไทยอาจถูกบังคับให้นำเข้าเพิ่มเติมจากสหรัฐ ไทยอาจต้องเลือกระหว่างลดภาษีนำเข้าและมาตรการกีดกันอื่นในกลุ่มสินค้าอื่น ๆ (เช่น กลุ่มสินค้าเกษตร) เพื่อเปิดตลาดให้สินค้าสหรัฐ หรือสินค้าส่งออกไทยอาจเผชิญกับภาษีนำเข้าที่สูงขึ้น ความเสี่ยงนี้จะมีจำกัดในกรณีที่สหรัฐยังมองข้ามประเทศเล็กแบบไทยแต่หากสหรัฐเพ่งเล็งมาที่ไทย สินค้าเกษตรจะเป็นหนึ่งในประเด็นสำคัญ โดยเฉพาะเมื่อไทยยังเกินดุลการค้า