เว็บไซต์นี้ใช้คุ้กกี้เพื่อสร้างประสบการณ์ที่ดีมีประสิทธิภาพยิ่งขี้น อ่านเพิ่มเติมคลิก (Privacy Policy) และ (Cookies Policy)
Skip to content
ExMBA – MBA DPU เปิดประสบการณ์เรียนรู้การเงินเชิงกลยุทธ์
Uncategorized ExMBA – MBA DPU เปิดประสบการณ์เรียนรู้การเงินเชิงกลยุทธ์
นายกฯ เปิดเวที IMF – World Bank ปลุกทุกชาติร่วมรับมือการเปลี่ยนแปลง เชื่อมภูมิภาค
Politics นายกฯ เปิดเวที IMF – World Bank ปลุกทุกชาติร่วมรับมือการเปลี่ยนแปลง เชื่อมภูมิภาค
ราคาทองวันนี้ (16 ต.ค. 69) พุ่งขึ้น 250 บาท รูปพรรณขายออก 67,000 บาท
Finance ราคาทองวันนี้ (16 ต.ค. 69) พุ่งขึ้น 250 บาท รูปพรรณขายออก 67,000 บาท
SC เร่งเกม ESG อสังหาฯดัน Green Mark รับมาตรฐานสากล
Real Estate SC เร่งเกม ESG อสังหาฯดัน Green Mark รับมาตรฐานสากล
ธุรกิจ 4 เซ็กเตอร์ชะลอออกหุ้นกู้ยอดคงค้าง 3 ปีลดฮวบ
Finance ธุรกิจ 4 เซ็กเตอร์ชะลอออกหุ้นกู้ยอดคงค้าง 3 ปีลดฮวบ
ราคาน้ำมันดิบเวสต์เทกซัสปรับเพิ่ม หลังน้ำมันคงคลังสหรัฐปรับลดมากกว่าคาด
Economic ราคาน้ำมันดิบเวสต์เทกซัสปรับเพิ่ม หลังน้ำมันคงคลังสหรัฐปรับลดมากกว่าคาด
เริ่มแล้ว! เปิดกระเป๋าต้องสงสัย ไม่แจ้งล่วงหน้า เพิ่มความปลอดภัยสนามบิน
News เริ่มแล้ว! เปิดกระเป๋าต้องสงสัย ไม่แจ้งล่วงหน้า เพิ่มความปลอดภัยสนามบิน
ฮั่วเซ่งเฮง ประเมินราคาทองวันนี้ (16 ต.ค.) ‘Sideways Down’ ติดตามแถลงการณ์ ‘เควิน วอร์ช’ ประธานเฟด 10.30 น.
Finance ฮั่วเซ่งเฮง ประเมินราคาทองวันนี้ (16 ต.ค.) ‘Sideways Down’ ติดตามแถลงการณ์ ‘เควิน วอร์ช’ ประธานเฟด 10.30 น.
พระราชินี เสด็จฯ ทอดพระเนตรการแข่งขันฮอกกี้น้ำแข็งหญิง ที่ซัปโปโร
ข่าวในพระราชสำนัก พระราชินี เสด็จฯ ทอดพระเนตรการแข่งขันฮอกกี้น้ำแข็งหญิง ที่ซัปโปโร
สมาพันธ์เอสเอ็มอีฯ ผนึก ม.ราชภัฏเชียงใหม่ ขนสินค้าไอเดียสร้างสรรค์จากชุมชน บุกงาน Lanna Expo 2026
เศรษฐกิจภูมิภาค สมาพันธ์เอสเอ็มอีฯ ผนึก ม.ราชภัฏเชียงใหม่ ขนสินค้าไอเดียสร้างสรรค์จากชุมชน บุกงาน Lanna Expo 2026
ดูทั้งหมด

ดอลลาร์แข็งค่า ตลาดกังวลนโยบายกีดกันทางการค้าของ Trump 2.0

03 ก.พ. 2568 | 18:29น.
ธนบัตร U.S.dollar banknotes

ดอลลาร์สหรัฐแข็งค่า ตลาดเริ่มกังวลนโยบายกีดกันทางการค้าของรัฐบาล Trump 2.0 หลังลงนามคำสั่งเรียกเก็บภาษีนำเข้าทั้งจากเม็กซิโก แคนาดา รวมถึงจีน ขณะที่ทั้ง 3 ประเทศเตรียมตอบโต้

ฝ่ายค้าเงินตราต่างประเทศ ธนาคารกรุงเทพ รายงานว่า สภาวะการเคลื่อนไหวตลาดปริวรรตเงินตราประจำวันจันทร์ที่ 3 กุมภาพันธ์ 2568 ค่าเงินบาทเปิดตลาดเช้าวันนี้ (03/02) ที่ระดับ 34.04/05 บาท/ดอลลาร์สหรัฐ อ่อนค่าจากระดับปิดตลาดเมื่อวันศุกร์ (31/01) ที่ระดับ 33.67/68 บาท/ดอลลาร์สหรัฐ จากดัชนีดอลลาร์ที่ปรับตัวสูงขึ้นสู่ที่ระดับ 109.68 ในเช้าวันนี้

กระทรวงพาณิชย์สหรัฐเปิดเผยว่า ดัชนีราคาการใช้จ่ายเพื่อการบริโภคส่วนบุคคลทั่วไป (Headline PCE) ซึ่งรวมหมวดอาหารและพลังงาน ปรับตัวขึ้น 2.6% ในเดือน ธ.ค. เมื่อเทียบรายปี สอดคล้องกับตัวเลขของนักวิเคราะห์ หลังจากปรับตัวขึ้น 2.4% ในเดือน พ.ย.

นอกจากนี้ ประธานาธิบดีโดนัลด์ ทรัมป์ ผู้นำสหรัฐได้ลงนามคำสั่งฝ่ายบริหารเมื่อวันเสาร์ที่ผ่านมา (01/02) โดยกำหนดให้เรียกเก็บภาษีสินค้านำเข้าจากเม็กซิโกและแคนาดาในอัตรา 25% และเรียกเก็บภาษีสินค้านำเข้าจากเม็กซิโกและแคนาดาในอัตรา 25% และเรียกเก็บภาษีสินค้านำเข้าจากจีนในอัตรา 10% โดยมีผลบังคับใช้ตั้งแต่วันอังคาร (04/02) ตามเวลาสหรัฐ

โดยนายกรัฐมนตรีจัสติน ทรูโด ของแคนาดาประกาศว่าจะตอบโต้สหรัฐด้วยการเก็บภาษีสินค้านำเข้าจากสหรัฐในอัตรา 25% ครอบคลุมตั้งแต่เครื่องดื่มไปจนถึงเครื่องใช้ไฟฟ้า ขณะที่เม็กซิโกประกาศว่าจะตอบโต้ด้วยการเรียกเก็บภาษีสินค้านำเข้าจากสหรัฐเช่นกัน ส่วนรัฐบาลจีนประกาศว่าจะยื่นคำร้องต่อองค์การการค้าโลก (WTO) เพื่อคัดค้านมาตรการดังกล่าวของสหรัฐ

และทรัมป์ได้เปิดเผยว่า รัฐบาลสหรัฐจะเรียกเก็บภาษีที่เกี่ยวข้องกับการนำเข้าน้ำมันและก๊าซประมาณวันที่ 18 ก.พ. แต่ไม่ได้ระบุประเทศเป้าหมายหรือให้รายละเอียดเพิ่มเติมเกี่ยวกับแผนการดังกล่าว

ด้านปัจจัยภายในประเทศ กระทวงพาณิชย์ ได้สรุปภาพรวมเศรษฐกิจการค้าการลงทุน ตลอดทั้งปี 2567 โดยสำนักนโยบายและยุทธศาสตร์การค้า (สนค.) รายงานตัวเลขการส่งออก ตลอดทั้งปี 2567 (ม.ค.-ธ.ค.) ว่าการส่งออกมีมูลค่า 3 แสนล้านดอลลาร์ (10.5 ล้านล้านบาท) เพิ่มขึ้น 5.4% สูงกว่าเป้าหมายที่ตั้งไว้ที่ 1-2% สูงสุดเป็นประวัติการณ์ การนำเข้า มูลค่า 3 แสนล้านดอลลาร์ (10.8 ล้านล้านบาท) เพิ่มขึ้น 6.3% ขาดดุลการค้า 6,280.4 ล้านดอลลาร์ (มูลค่า 3.5 แสนล้านบาท)

ส่วนปี 2568 ตั้งเป้าการส่งออกไว้ที่ 2-3% มูลค่า 3 แสนล้านดอลลาร์ โดยมีปัจจัยสนับสนุนจากแนวโน้มเศรษฐกิจโลกที่คาดว่าจะเติบโตใกล้เคียงในระดับปัจจุบัน แรงกดดันจากอัตราเงินเฟ้อและอัตราดอกเบี้ยที่อยู่ในระดับต่ำ การย้ายฐานการผลิตมายังกลุ่มประเทศอาเซียน รวมถึงไทยมากขึ้น และการเร่งส่งเสริมการใช้ซอฟต์พาวเวอร์ของไทยเชื่อมโยงเข้ากับสินค้าส่งออกเพื่อสร้างเอกลักษณ์ให้เป็นที่จดจำในระดับโลก

ทั้งนี้ ในระหว่างวันค่าเงินบาทเคลื่อนไหวกรอบระหว่าง 33.97-34.15 บาท/ดอลลาร์สหรัฐ และปิดตลาดที่ระดับ 34.03/05 บาท/ดอลลาร์สหรัฐ

สำหรับการเคลื่อนไหวของค่าเงินยูโรเปิดตลาดเช้าวันนี้ (03/02) ที่ระดับ .0229/30 ดอลลาร์สหรัฐ/ยูโร อ่อนค่าจากระดับปิดตลาดเมื่อวันศุกร์ (31/01) ที่ระดับ 1.0379/80 ดอลลาร์สหรัฐ/ยูโร หลังประธานาธิบดีโดนัลด์ ทรัมป์ ของสหรัฐ ประกาศมาตรการขึ้นภาษีนำเข้ากับเม็กซิโก แคนาดา และจีน ทั้งยังขู่เรียกเก็บภาษีนำเข้าสินค้ากับสหภาพยุโรป (EU) และสหราชอาณาจักร

ขณะที่ในระหว่างวัน ค่าเงินยูโรเคลื่อนไหวกรอบระหว่าง 1.0212-1.0251 ดอลลาร์สหรัฐ/ยูโร และปิดตลาดที่ระดับ 1.0247/48 ดอลลาร์สหรัฐ/ยูโร

สำหรับการเคลื่อนไหวของค่าเงินเยนเปิดตลาดเช้าวันนี้ (03/02) ที่ระดับ 155.78/80 เยน/ดอลลาร์สหรัฐ อ่อนค่าจากระดับปิดตลาดเมื่อวันศุกร์ (31.01) ที่ระดับ 154.72/73 เยน/ดอลลาร์สหรัฐ โดยดัชนี PMI ภาคการผลิตขั้นสุดท้ายเดือน ม.ค.ของญี่ปุ่นปรับตัวลดลงสู่ระดับ 48.7 ซึ่งลดลงจากตัวเลขประมาณการเบื้องต้นที่ระดับ 48.8 และชะลอตัวลงจากระดับ 49.6 ในเดือน ธ.ค.

ทั้งนี้ ดัชนี PMI ยังอยู่ต่ำกว่าระดับ 50 บ่งขี้ว่าภาคการผลิตอยู่ในภาวะหดตัว และเป็นการหดตัวลงติดต่อกันเดือนที่ 7 แสดงให้เห็นถึงความอ่อนแออย่างต่อเนื่อง ในภาคส่วนนี้ ส่วนดัชนีคำสั่งซื้อใหม่ยังคงหดตัวต่อเนื่องเป็นเดือนที่ 20 ขณะที่ความเชื่อมั่นในภาคยานยนต์และเซมิคอนดักเตอร์อ่อนแออย่างมาก และดัชนีความเชื่อมั่นทางธุรกิจในกลุ่มผู้ผลิตและชะลอตัวลงแตะระดับต่ำสุดนับตั้งแต่เดือน ธ.ค. 2566

นอกจากนี้ ธนาคารกลางญี่ปุ่น (BOJ) เปิดเผยรายงานสรุปความคิดเห็น (Summary of Opinions) ของกรรมการ BOJ โดยระบุว่า ในการประชุมเมื่อวันที่ 23-24 ม.ค.ที่ผ่านมา การอภิปรายดังกล่าวของกรรมการ BOJ สะท้อนให้เห็นว่า มีโอกาสเพิ่มขึ้นที่ BOJ จะยังคงเดินหน้าผลักดันอัตราดอกเบี้ยให้ปรับตัวสูงขึ้น หลังจากที่ได้ปรับขึ้นอัตราดอกเบี้ยระยะสั้นสู่ระดับ 0.5% ในการประชุมวันที่ 23-24 ม.ค. ซึ่งเป็นระดับสูงสุดในรอบ 17 ปีแล้วก็ตาม

ในรายงานยังแสดงให้เห็นด้วยว่า กรรมการ BOJ หลายคนระบุถึงแรงกดดันด้านราคาที่ส่งผลให้อัตราเงินเฟ้อพุ่งขึ้นสูงกว่าเป้าหมายเนื่องจากต้นทุนการนำเข้าปรับตัวสูงขึ้น อันเป็นผลมาจากเงินเยนที่อ่อนค่าได้กระตุ้นให้บริษัทต่าง ๆ ปรับขึ้นราคาสินค้า ขณะที่กรรมการอีกคนหนึ่งเรียกร้องให้มีการปรับขึ้นอัตราดอกเบี้ยเพิ่มเติมเพื่อป้องกันไม่ให้เงินเยนอ่อนค่าลงอีก และเพื่อป้องกันไม่ให้กิจกรรมด้านการเงินมีความร้อนแรงมากเกินไป

ทั้งนี้ ระหว่างวันค่าเงินเยนเคลื่อนไหวอยู่ในกรอบระหว่าง 155.32-155.65 เยน/ดอลลาร์สหรัฐ และปิดตลาดที่ระดับ 155.32/34 เยน/ดอลลาร์สหรัฐ

ส่วนตัวเลขเศรษฐกิจที่สำคัญในสัปดาห์นี้ ได้แก่ ดัชนีผู้จัดการฝ่ายจัดซื้อ (PMI) ภาคการผลิตขั้นสุดท้ายเดือน ม.ค. (S&P Global (03/02), ดัชนีภาคการผลิตเดือน ม.ค. จากสถาบันจัดการด้านอุปทานของสหรัฐ (ISM) (03/02), การใช้จ่ายด้านการก่อสร้างเดือน ธ.ค. (03/02), ตัวเลขการเปิดรับสมัครงานและอัตราการหมุนเวียนของแรงงาน (JOLTS) เดือน ธ.ค. (04/02)ม ยอดสั่งซื้อภาคโรงงานเดือน ธค. (0402), ตัวเลขจ้างงานภาคเอกชนเดือน ม.ค. จาก ADP (05/02), ยอดนำเข้า ส่งออก และดุลการค้าเดือน ธ.ค. (05/02),

ดัชนีผู้จัดการฝ่ายจัดซื้อ (PMI) ภาคบริการขั้นสุดท้ายเดือน ม.ค. จาก S&P Global (05/02), ดัชนีภาคบริการเดือน ม.ค. จากสถาบันจัดการด้านอุปทาน (ISM) (05/02), จำนวนผู้ขอรับสวัสดิการว่างงาน (06/02), ผลิตภาพ-ต้นทุนแรงงานต่อหน่วยในไตรมาส 4/2567 (ประมาณการเบื้องต้น) (06/02), ตัวเลขจ้างงานนอกภาคเกษตรเดือน ม.ค. (07/02), ดัชนีความเชื่อมั่นผู้บริโภคขั้นต้นเดือน ก.พ. จากมหาวิทยาลัยมิชิแกน (07/02)

สำหรับอัตราป้องกันความเสี่ยง (Swap point) ภาคเช้า 1 เดือนในประเทศอยู่ที่ -5.7/-5.6 สตางค์/ดอลลาร์สหรัฐ และอัตราป้องกันความเสี่ยงภาคเช้า 1 เดือนต่างประเทศอยู่ที่ -4.3/-2.2 สตางค์/ดอลลาร์สหรัฐ